EU เตรียมลดการพึ่งพา Visa และ Mastercard หันมาสร้างระบบจ่ายเงินของตัวเอง

เวลาที่เราแตะบัตรเพื่อจ่ายเงินตามร้านค้า อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่เบื้องหลังธุรกรรมจำนวนมากในยุโรปกลับต้องพึ่งพาเครือข่ายการชำระเงินของบริษัทสหรัฐฯ อย่าง
Visa และ Mastercard ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนรวมกันราว
61% ของการชำระเงินด้วยบัตรในเขตยูโร และมีบทบาทในเกือบทั้งหมดของธุรกรรมบัตรข้ามพรมแดนในยุโรป
EU จึงเริ่มมองว่าการพึ่งพาบริษัทต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแบบนี้อาจกลายเป็น
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
1. ทำไม EU ถึงกังวล?
ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่า Visa หรือ Mastercard เป็นบริษัทอเมริกัน แต่คือ
หากระบบเหล่านี้หยุดให้บริการ ยุโรปจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่
กรณีของรัสเซียถูกนำมาเป็นตัวอย่าง เมื่อ Visa และ Mastercard ระงับบริการในประเทศหลังเกิดมาตรการคว่ำบาตร ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาในการใช้บัตรและเข้าถึงเงินของตัวเอง
นอกจากนี้ EU ยังมีความกังวลเรื่อง
ข้อมูลการชำระเงิน เพราะธุรกรรมที่ผ่านระบบต่างประเทศอาจทำให้ข้อมูลบางส่วนถูกประมวลผลหรือนำไปจัดเก็บนอกยุโรป ขณะที่ร้านค้าก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเครือข่ายบัตรเหล่านี้ด้วย
2. ทางเลือกสำคัญคือ “ยูโรดิจิทัล”
หนึ่งในโครงการใหญ่ของ EU คือ
Digital Euro หรือเงินยูโรดิจิทัล ซึ่งจะออกและรับรองโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB)
พูดง่าย ๆ คือ เป็น
เงินยูโรในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ไม่ใช่สกุลเงินคริปโต และไม่ได้มีเป้าหมายให้เงินสดหรือบัญชีธนาคารหายไป
แผนปัจจุบันคือจะเริ่มโครงการนำร่องกับผู้ให้บริการชำระเงินประมาณ 36 รายในปี
2027 และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผู้บริโภคอาจเริ่มใช้ Digital Euro สำหรับการชำระเงินทั่วไปได้ตั้งแต่
ปี 2029
3. แต่ยุโรปไม่ได้รอ Digital Euro อย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและธนาคารยุโรปกำลังสร้างเครือข่ายชำระเงินของตัวเอง เช่น
Wero ซึ่งพัฒนาภายใต้ European Payments Initiative (EPI)
Wero ใช้ระบบโอนเงินแบบทันทีจากบัญชีธนาคารโดยตรง และกำลังขยายจากการโอนเงินระหว่างบุคคลไปสู่การชำระเงินออนไลน์และหน้าร้าน
ปัจจุบัน Wero มีการใช้งานในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม และกำลังขยายไปยังประเทศอื่น ๆ โดยเนเธอร์แลนด์กำลังทยอยเปลี่ยนระบบ iDEAL เข้าสู่ Wero ด้วย
4. ประเทศยุโรปอื่นก็พยายามเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน
แนวคิดที่น่าสนใจคือการนำระบบชำระเงินของแต่ละประเทศมาเชื่อมต่อกัน เช่น
Wero — ฝรั่งเศสและเยอรมนี
Bizum — สเปน
Bancomat — อิตาลี
Vipps MobilePay — กลุ่มประเทศนอร์ดิก รวมถึงสวีเดน
เป้าหมายคือทำให้คนยุโรปสามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบของ Visa หรือ Mastercard เป็นตัวกลางเสมอไป
ในอนาคต แนวคิดนี้อาจพัฒนาไปถึงระบบ
“payment roaming” คล้ายกับโทรศัพท์มือถือ คือเราใช้แอปธนาคารหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทุกครั้งที่ข้ามพรมแดน
แล้ว Visa กับ Mastercard จะหายไปหรือไม่?
ไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้
พาดหัวข่าวที่บอกว่า “ลาก่อน Mastercard และ Visa” อาจทำให้เข้าใจว่า EU กำลังจะยกเลิกสองบริษัทนี้ แต่เนื้อหาจริงไม่ได้หมายความเช่นนั้น
สิ่งที่ EU ต้องการคือ
ลดการผูกขาดและการพึ่งพาระบบของบริษัทอเมริกัน โดยสร้างทางเลือกของยุโรปขึ้นมาเอง
ดังนั้น ในอนาคตผู้บริโภคอาจมีทางเลือกมากขึ้น เช่น จ่ายด้วยบัตร Visa/Mastercard, จ่ายผ่าน Wero หรือใช้ Digital Euro ขึ้นอยู่กับว่าระบบใดได้รับความนิยม
ประเด็นสำคัญที่สุดของข่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “บัตรเครดิตกำลังจะหายไป” แต่เป็นเรื่องของการแข่งขันและอธิปไตยทางการเงินของยุโรป
EU ต้องการให้ระบบชำระเงินซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุโรป ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทจากสหรัฐฯ เพียงไม่กี่รายมากเกินไป
#Visa และ Mastercard ก็คงรายได้ลดลงจากทางยุโรป ถึงยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ก็ตาม เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนอ่ะนะ
ที่มา(เอไอสรุป)
dagensps aciworldwide
EU เตรียมลดการพึ่งพา Visa และ Mastercard หันมาสร้างระบบจ่ายเงินของตัวเอง
เวลาที่เราแตะบัตรเพื่อจ่ายเงินตามร้านค้า อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่เบื้องหลังธุรกรรมจำนวนมากในยุโรปกลับต้องพึ่งพาเครือข่ายการชำระเงินของบริษัทสหรัฐฯ อย่าง Visa และ Mastercard ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนรวมกันราว 61% ของการชำระเงินด้วยบัตรในเขตยูโร และมีบทบาทในเกือบทั้งหมดของธุรกรรมบัตรข้ามพรมแดนในยุโรป
EU จึงเริ่มมองว่าการพึ่งพาบริษัทต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแบบนี้อาจกลายเป็น ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
1. ทำไม EU ถึงกังวล?
ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่า Visa หรือ Mastercard เป็นบริษัทอเมริกัน แต่คือ หากระบบเหล่านี้หยุดให้บริการ ยุโรปจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่
กรณีของรัสเซียถูกนำมาเป็นตัวอย่าง เมื่อ Visa และ Mastercard ระงับบริการในประเทศหลังเกิดมาตรการคว่ำบาตร ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาในการใช้บัตรและเข้าถึงเงินของตัวเอง
นอกจากนี้ EU ยังมีความกังวลเรื่อง ข้อมูลการชำระเงิน เพราะธุรกรรมที่ผ่านระบบต่างประเทศอาจทำให้ข้อมูลบางส่วนถูกประมวลผลหรือนำไปจัดเก็บนอกยุโรป ขณะที่ร้านค้าก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเครือข่ายบัตรเหล่านี้ด้วย
2. ทางเลือกสำคัญคือ “ยูโรดิจิทัล”
หนึ่งในโครงการใหญ่ของ EU คือ Digital Euro หรือเงินยูโรดิจิทัล ซึ่งจะออกและรับรองโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB)
พูดง่าย ๆ คือ เป็น เงินยูโรในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ไม่ใช่สกุลเงินคริปโต และไม่ได้มีเป้าหมายให้เงินสดหรือบัญชีธนาคารหายไป
แผนปัจจุบันคือจะเริ่มโครงการนำร่องกับผู้ให้บริการชำระเงินประมาณ 36 รายในปี 2027 และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผู้บริโภคอาจเริ่มใช้ Digital Euro สำหรับการชำระเงินทั่วไปได้ตั้งแต่ ปี 2029
3. แต่ยุโรปไม่ได้รอ Digital Euro อย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและธนาคารยุโรปกำลังสร้างเครือข่ายชำระเงินของตัวเอง เช่น Wero ซึ่งพัฒนาภายใต้ European Payments Initiative (EPI)
Wero ใช้ระบบโอนเงินแบบทันทีจากบัญชีธนาคารโดยตรง และกำลังขยายจากการโอนเงินระหว่างบุคคลไปสู่การชำระเงินออนไลน์และหน้าร้าน
ปัจจุบัน Wero มีการใช้งานในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม และกำลังขยายไปยังประเทศอื่น ๆ โดยเนเธอร์แลนด์กำลังทยอยเปลี่ยนระบบ iDEAL เข้าสู่ Wero ด้วย
4. ประเทศยุโรปอื่นก็พยายามเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน
แนวคิดที่น่าสนใจคือการนำระบบชำระเงินของแต่ละประเทศมาเชื่อมต่อกัน เช่น
Wero — ฝรั่งเศสและเยอรมนี
Bizum — สเปน
Bancomat — อิตาลี
Vipps MobilePay — กลุ่มประเทศนอร์ดิก รวมถึงสวีเดน
เป้าหมายคือทำให้คนยุโรปสามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบของ Visa หรือ Mastercard เป็นตัวกลางเสมอไป
ในอนาคต แนวคิดนี้อาจพัฒนาไปถึงระบบ “payment roaming” คล้ายกับโทรศัพท์มือถือ คือเราใช้แอปธนาคารหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทุกครั้งที่ข้ามพรมแดน
แล้ว Visa กับ Mastercard จะหายไปหรือไม่?
ไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้
พาดหัวข่าวที่บอกว่า “ลาก่อน Mastercard และ Visa” อาจทำให้เข้าใจว่า EU กำลังจะยกเลิกสองบริษัทนี้ แต่เนื้อหาจริงไม่ได้หมายความเช่นนั้น
สิ่งที่ EU ต้องการคือ ลดการผูกขาดและการพึ่งพาระบบของบริษัทอเมริกัน โดยสร้างทางเลือกของยุโรปขึ้นมาเอง
ดังนั้น ในอนาคตผู้บริโภคอาจมีทางเลือกมากขึ้น เช่น จ่ายด้วยบัตร Visa/Mastercard, จ่ายผ่าน Wero หรือใช้ Digital Euro ขึ้นอยู่กับว่าระบบใดได้รับความนิยม
ประเด็นสำคัญที่สุดของข่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “บัตรเครดิตกำลังจะหายไป” แต่เป็นเรื่องของการแข่งขันและอธิปไตยทางการเงินของยุโรป
EU ต้องการให้ระบบชำระเงินซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุโรป ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทจากสหรัฐฯ เพียงไม่กี่รายมากเกินไป
#Visa และ Mastercard ก็คงรายได้ลดลงจากทางยุโรป ถึงยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ก็ตาม เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนอ่ะนะ
ที่มา(เอไอสรุป) dagensps aciworldwide