บันทึกหน้าหนึ่งของการเดินทาง : ซินเจียงใต้ ตอนที่ 8

กระทู้สนทนา
EP8 : สถานที่ที่มองด้วยตา เก็บภาพความสวยไว้ด้วยใจ

เมื่อรถออกจากลำธารที่ไม่มีชื่อ ล้อก็หมุนต่อไปยังทะเลสาบคาราคูลี่

การเที่ยวซินเจียงใต้ต้องทำใจกับเรื่องหนึ่งไว้ก่อนเลยค่ะ…

นั่งรถนาน

แต่เส้นทางวันนี้เป็นอีกเส้นทางที่ฉันแทบไม่อยากหลับ เพราะวิวสองข้างทางสวยจนต้องคอยมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เรื่อย ๆ

ระหว่างทางมีทั้งภูเขาหลากสี หิมะที่ยังเกาะอยู่บนยอดเขา และสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านโขดหินริมถนน



มีอยู่ช่วงหนึ่งฉันเห็นน้ำไหลอยู่ริมถนน จึงถามพี่คนขับว่านี่คือลำธารหรืออะไร

แน่นอนค่ะ…ฉันถามเป็นภาษาไทย พี่คนขับตอบเป็นภาษาจีน และคำตอบก็ต้องผ่านไกด์อีกที 😄

จากที่ไกด์ถ่ายทอดให้ฟัง พี่คนขับบอกว่า ช่วงเดือนเมษายนที่เราเดินทางมา น้ำที่เห็นส่วนใหญ่เป็นน้ำจากหิมะที่กำลังละลายลงมา และเมื่อเข้าสู่ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม ปริมาณน้ำก็จะมากขึ้นจากทั้งหิมะที่ละลายและฝนที่เข้ามาสมทบ

ฟังแล้วก็ได้ความรู้ใหม่ไปอีกอย่างว่า สายน้ำที่เราเห็นในดินแดนที่ดูแห้งแล้งแห่งนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากภูเขาหิมะที่อยู่ไกล



ตอนแรกฉันเข้าใจว่าเรากำลังจะมุ่งหน้ากลับที่พัก

แต่แล้วรถก็เลี้ยวเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง

สิ่งแรกที่เห็นคือรถนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ผู้คนค่อนข้างคึกคัก และมีรถเปิดท้ายขายสินค้างานแนว Art อยู่หลายคัน

พอลงจากรถ ไกด์กับพี่คนขับบอกให้เราเดินตรงเข้าไปก่อน เพราะเขาจะไปจัดการเรื่องบัตรเข้าชม

เดินเข้าไปก็เห็นบันไดลงไปด้านล่าง และมีมุมต่าง ๆ ที่จัดไว้สำหรับถ่ายรูป แต่ก่อนจะเข้าไปด้านในมีพนักงานมาขอดูบัตร

ตอนนั้นในมือฉันยังไม่มีบัตร ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะเดินต่อไปทางไหนได้ จึงเลือกเดินไปชมวิวด้านข้างแทน

แล้วก็ไปเจอก้อนหินก้อนหนึ่ง กับสองสาวจีนที่กำลังโพสต์ท่าสวย ๆ อยู่บนนั้นพอดี



จากตรงนี้มองเห็นทะเลสาบกับเทือกเขาหิมะอยู่ไกล ๆ

สาวน้อยชาวจีน กับสาว(น้อย)ชาวไทย 😄

หลังจากเห็นสองสาวจีนโพสต์ท่าสวย ๆ ฉันก็เดินเข้าไปสื่อสารด้วยภาษามือ ขอให้ช่วยถ่ายรูปให้

แล้วก็ไปยืนพิงก้อนหิน เตรียมพร้อมโพสต์ท่าในแบบของตัวเอง

แต่ดูเหมือนสาวน้อยชาวจีนจะชี้ให้ฉันขึ้นไปยืนข้างบน

ฉันก็ยิ้มหวาน แล้วบอกว่า

“ปู้ เซี่ยเซี่ย” 😄

ในใจคิดว่า…

สาว(น้อย) รุ่นอะไหล่เริ่มหายาก
ยืนอยู่พื้นราบปลอดภัยกว่าค่ะ 😂

น้อง ๆ ช่วยถ่ายรูปให้ แล้วฉันก็เดินชมวิวต่อ

เสียงโทรศัพท์ตามตัว

กำลังเดินชมวิวอยู่เพลิน ๆ เพื่อนก็โทรมาตามให้กลับไปช่วยถ่ายรูปตรงมุมที่เธออยากได้

ฉันก็เลยเดินกลับไปค่ะ

บริเวณนั้นมีคนรอถ่ายรูปอยู่หลายกลุ่ม บางมุมก็ต้องรอกันบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นคือ ทุกคนค่อนข้างรู้จังหวะของกันและกัน

ไม่ได้มีการเข้าแถวเป็นคิวอย่างเป็นทางการ แต่เหมือนทุกคนจะมองกันว่าใครมาก่อนใครมาทีหลัง

คนกำลังถ่ายอยู่ก็รอ
ถ่ายเสร็จก็หลีกให้คนต่อไป

ไม่มีการแซงกันให้เสียบรรยากาศ

ฉันช่วยเพื่อนถ่ายรูปจนได้ภาพที่เธอต้องการ แล้วก็ถึงเวลาที่เราจะลงไปชมทะเลสาบด้านล่างกันเสียที



เดินริมทะเลสาบ

เดินลงไปด้านล่าง สิ่งแรกที่พบก็คือ…

น้องม้า น้องอูฐ และพี่ ๆ คนจูงค่ะ

มีทั้งม้าและอูฐอยู่ริมทะเลสาบ พร้อมคำถามเป็นระยะว่าเราจะใช้บริการไหม

ฉันตอบทันทีว่า

“ปู้ เซี่ยเซี่ย” 😄

ไม่ค่ะ…ขอบคุณค่ะ

แล้วก็เดินเลียบทะเลสาบต่อไป



พื้นบริเวณนี้ค่อนข้างขรุขระ มีทั้งก้อนหินและเศษวัสดุวางอยู่เป็นระยะ ๆ

ดังนั้นฉันต้องเดินอย่างระมัดระวัง

เพราะนอกจากจะกลัวสะดุดล้มแล้ว…

ยังต้องคอยหลบ “กับดักระเบิด” ที่น้องม้ากับน้องอูฐทิ้งไว้ด้วยค่ะ 😂

เดินไปก็ต้องมองวิวไป
แต่ก็ต้องคอยมองพื้นไปด้วย



ความสวยที่เก็บไว้ได้ไม่หมด

วันนั้นมีเมฆค่อนข้างมาก แสงจึงไม่ได้เปิดเต็มที่

แต่เมื่อมองผืนน้ำ ก็ยังเห็นสีที่สะท้อนออกมาเป็นหลายเฉด ไม่ได้เป็นสีเดียวกันทั้งทะเลสาบ

บางมุมเป็นสีฟ้า บางมุมเข้มขึ้น และเมื่อแสงตกกระทบก็เกิดประกายต่างกันไป

ฉันนั่งมองอยู่พักหนึ่ง

มองผืนน้ำ
มองเทือกเขาหิมะที่อยู่ไกลออกไป
มองคนขี่ม้า
มองนักท่องเที่ยวที่กำลังถ่ายรูป

แล้วก็รู้สึกว่า…

ทะเลสาบตรงหน้ากว้างเกินกว่ากรอบเล็ก ๆ ของโทรศัพท์มือถือจะเก็บความสวยไว้ได้ทั้งหมด

ฉันจึงเลือกเปิดไลฟ์สด ให้เพื่อน ๆ ที่อยู่เมืองไทยได้เห็นบรรยากาศตรงหน้าไปพร้อมกัน



ภาพถ่ายอาจเก็บความงามของคาราคูลี่ไว้ได้เพียงบางส่วน

แต่สำหรับฉัน นี่คือภาพของวันที่ได้มายืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ

ได้เวลาที่เราต้องกลับขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ

ก่อนรถจะออก ฉันยังได้คุยกับพี่คนขับเรื่องชื่อของทะเลสาบ

ฉันพยายามออกเสียงตามที่พี่เขาเรียก

“คาราคูลี่ หู”

แล้วก็ได้รู้ว่า “หู (湖 / hú)” หมายถึง “ทะเลสาบ”

บทสนทนาสั้น ๆ บนรถครั้งนี้ ทำให้พวกเราหัวเราะกันไปตลอดทาง

และนี่ก็คืออีกหนึ่งความทรงจำเล็ก ๆ จากคาราคูลี่

แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่