เรารู้ตัวเองว่าเราเป็นคนที่ชอบปล่อยพลังลบใส่คนอื่น และมันรู้สึกแย่มาก

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะ เราอยากมาแชร์เรื่องราวของ “คนคิดมาก“ หรือ “คนคิดลบ“ แบบเราให้ฟังค่ะ

ตั้งแต่เด็กจนโต เราโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่นแต่มีชีวิตที่สุขสบายค่ะ พ่อกับแม่เลิกกันด้วยเหตุผลที่เด็กก็ยากจะเข้าใจได้ และเรื่องราวจริงๆเป็นยังไงเราก็ไม่รู้ เพราะทั้งคู่เล่าให้ฟังต่างกัน พ่อโทษแม่ แม่ก็โทษพ่อ แต่นั่นมันก็เรื่องของผู้ใหญ่

เราอยู่กับแม่เป็นหลัก เพราะพ่อแต่งงานใหม่ค่ะ บ้านที่เราอยู่กับแม่ก็จะมียายด้วย ซึ่งชีวิตประจำวันเรา เราตัดพ้อว่าเราไม่มีความสุขมากๆ เราถูกปิดกั้นจินตนาการตั้งแต่เด็ก

พูดตรงๆเราผิดหวังในตัวผู้ใหญ่ทุกๆคนเลยค่ะ ทุกคนไม่ได้เลี้ยงเราดีขนาดนั้น และเราโตมาเราก็พิสูจน์แล้วว่าเราเป็นเด็กที่มีความคิดโต กว่าพวกผู้ใหญ่ที่ทรมานเรามาตั้งแต่เกิด ทุกคนมีเรื่องในบ้านของตัวเองที่ Toxic ใช่มั้ยคะ ทุกคนมีเหมือนกันหมด แต่พ่อแม่ ยังไงก็พ่อแม่ พวกเขามีบุญคุณ ต่อให้จะแย่แค่ไหน เขาก็เลี้ยงเราจนโตได้ ใช่มั้ยล่ะคะ

เราอยู่ในครอบครัวนี้เราพบกับความผิดหวังมากมายค่ะ มีเงินนะคะ ใช้ชีวิตสบายเลยล่ะค่ะ แต่อิจฉาเพื่อนที่บ้านหลังเล็กกว่าแต่อบอุ่นมากเลยค่ะ ตอนนี้เราอายุ25ปีแล้ว พบประสบการณ์ชีวิตทั้งดีและแย่มาก็เยอะแล้วค่ะ แต่ก็ยังนั่งเหม่อกับการต้องเห็นการแสดงความรักที่ครอบครัวอื่นมีให้กัน

ตอนมัธยมเราเป็นเด็กเบ๊ค่ะ พอจะเดาออกมั้ยคะ เราไม่สู้คน ไม่อยากมีปัญหากับใคร ไม่กล้าสู้เพื่อตัวเอง เพราะไม่อยากมีชีวิตในรั้วโรงเรียนที่ลำบากค่ะ ไม่อยากไปโรงเรียนด้วยความหวาดกลัว จึงยอมเป็นเบ๊เพื่อให้มีเพื่อนที่ดีและไม่รังแก แต่ก็แลกมาด้วยความอึดอัด สุดท้ายในตอนที่เราไม่ได้ยอมแล้ว ทำดีร้อยครั้งไม่มีใครเห็น ทำแย่ครั้งเดียวเรากลายเป็นคนเลวไปเลยค่ะ เพื่อนไม่พอใจเรานิดหน่อยที่เราไม่ตามใจ และเราเองก็เหนื่อยมากแล้วที่จะต้องทะเลาะกันแบบนี้ ทะเลาะไปเราก็แย่ลงเรื่อยๆ ด้อยค่าตัวเองเพราะเพื่อนคนนี้เรื่อยๆ จึงตัดสินใจถอย หลังจากนั้น เพื่อนคนนี้ก็สร้างข่าวแย่ๆ ให้เพื่อนคนอื่นๆรุมเรา เราถูกคุกคามจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เราอธิบายตัวเองจนเหนื่อย ก็ไม่มีใครเชื่อเรา เราอยากตายมาตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ

เราอยากตายแต่เราไม่กล้าทำตัวเองเจ็บหรอกค่ะ เราจึงฆ่าตัวเองคนเก่าทิ้งไป เปลี่ยนเบอร์ ลบโซเชียล ลบตัวตนเก่าออกทั้งหมด และรอเริ่มใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย

เราวิตกจริตเกินจะใช้ชีวิตค่ะ แค่เราออกมานอกบ้าน เจอคนเยอะๆ หรือถูกจ้องมอง เราก็จะเวียนหัวหน้ามืดและจะอาเจียนตลอดจนแม่เองก็ทนไม่ไหวจะพาไปหาหมอ แต่เราไม่ไปค่ะ เราไม่อยากไป เราไม่พร้อม เราขออยู่คนเดียว ขอพักก่อนดีกว่า เราจึงซิ่ว 1ปี รอเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า ระยะเวลา1ปี เราเก็บตัวอยู่แต่ในห้องมืดๆ แม่คอยยกข้าวยกน้ำมาให้กิน ไม่เล่นโซเชียล ฟังแต่พอดแคสต์ที่จะช่วยให้ปล่อยวางได้บ้าง นอนมองฝ้าเพดาน เหมือนตายทั้งเป็น

ผ่านไปครึ่งปีนั้นเราก็คิดถึงแม่ ถึงแม้ว่าการเลี้ยงดูของแม่จะไม่ได้ถูกใจเรานักแต่เราก็รักแม่ และแม่ก็อยู่ข้างๆเสมอ เราจึงออกมาขอโทษแม่ที่เอาแต่เก็บตัว และได้คุยกับแม่ตรงๆว่าที่ผ่านมา เรารู้สึกยังไงกับแม่ มีเรื่องไหนบ้างที่ทำให้เราไม่กล้าคุยกับแม่ และก็เคลียร์กันได้ดี นั่นเป็นเหมือนของขวัญปลอบใจเลยค่ะ แม่พาเราไปเที่ยวพักใจ หากิจกรรมทำกันแม่ลูก อะไรที่ไม่เคยก็ได้ทำ เรามีความคิดบวกและกำลังใจดี และความมั่นใจดีมากๆในช่วงเวลานั้น

และก็ถึงเวลาที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากเรื่องราวตอนมัธยม เราตั้งใจมากๆเลยว่าเราจะไม่ไว้ใจใครอีก เพราะถ้าไว้ใจ ก็อาจจะต้องผิดหวังอีก แต่..... เราได้เจอเพื่อนใหม่ ที่ดีมากๆเลยค่ะ เรามักจะคิดลบๆเสมอ กับคนใหม่ๆที่ได้เจอกัน เดิมทีเราเป็นคนที่เงียบที่สุดแล้วค่ะ เราไม่อยากเอาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับใครเลย แต่ด้วยสาขาที่เราเรียนอยู่ เราจำเป็นต้องรู้จักกับคนมากมาย และเราก็ระวังตัวเองเสมอ เมื่อมีใครสักคนทำพฤติกรรมน่าสงสัย ความคิดมากของเราก็จะเริ่มทำงานอย่างหนัก


แค่มีคนมองหน้า ความคิดในหัวก็ผุดเป็นดอกเห็ด

เขาไม่ชอบเราหรือเปล่านะ?
เราทำอะไรไม่ดีไปเหรอเมื่อกี้?
เราพูดมากเกินไปเหรอ ทำไมเขาทำหน้าเหมือนจะรำคาญเราเลย?
เขาจะเอาเราไปนินทารึป่าวนะ?
แล้วใครบ้างละที่เขาจะนินทาเรื่องของเรา?  

เคยถูกด่าแสกหน้ามาเลยนะคะ “ทำไมถึงเป็นคนคิดลบแบบนี้วะ“
ใช่ค่ะ พูดจากเพื่อนคนหนึ่งที่เราไม่คิดแม้แต่จะไว้ใจเลย ทุกครั้งที่เขาเข้ามาทำดีกับเรา เราก็จะเก็บมาคิดมาก ว่ามาทำดีด้วยทำไม นั่นก็เป็นบทเรียนที่ดีเลยค่ะ เราค่อนข้าง Sensitive กับการทำคนอื่นเสียใจ

การคบกัน มันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้าง และทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เพื่อนจะเตือนเราเสมอว่าเราผิดอะไร และขอโทษเราเสมอถ้าเพื่อนผิดอะไร เราได้เรียนรู้ว่านี่เป็นความรู้สึกที่ดีจังเลย เพื่อนคนนี้รักเราจริงๆนี่หน่า

มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ เราได้ข้อคิดมากก็เยอะ บางอันก็ปรับทัศนคติตัวเองได้บ้าง บางอันก็อาจจะยังน้า555

แต่เราก็ยังทุกข์ใจ คิดมาก เราดีใจนะคะที่เรามีเพื่อนที่ดีมากๆ แต่หลายครั้งเราก็มักจะเป็นมนุษย์พลังลบ มนุษย์สะสมความเศร้า แบกความทุกข์เยอะแยะมากมายไปให้เพื่อนรับฟัง กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะคอลคุยกับเพื่อนเป็นชั่วโมง หรือพิมพ์เรียงความยาววววววเลยค่ะ เรารู้สึกผิดมากๆที่เลิกเป็นคนคิดมากและคิเลบไม่ได้สักที แต่เราก็ยังคิดบวกไม่ได้จริงๆ

เราพยายามนะคะ พยายามใช้ชีวิตในยุคนี้ที่เป็นยุคของการรักตัวเอง ทุกคนคิดบวก ปล่อยวางได้ก็ต้องปล่อย ธรรมะไม่มีคำว่าปลอบใจ กรรมคือผลของการกระทำ และอีกหลายคำสอนมากมาย แต่จะมีคนเข้าใจมั้ยคะ ว่าความคิดมากนั้น ตัวเองก็ห้ามสมองไม่ได้เลยค่ะ

เราเคยอ่านเจอว่า “คนบางคนก็ไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข“ เราเข้าใจคำนี้นะคะ มันเป็นความรู้สึกที่ เรามีความสุขสุดขีดไปเลยค่ะ รู้สึกว่าชีวิตนี้ได้หลุดออกจากปัญหาแล้ว แต่เอ๊ะ จำปัญหาตอนนั้นได้มั้ยนะ จำช่วงเวลานั้นได้รึป่าว นั่นแหละค่ะ สมอง จู่ๆก็ถามคำถามนี้ขึ้นมาในขณะที่กำลังดูซีรีย์เลิฟคอมเมดี้ ที่พระเอกหกล้ม แต่สมองกลับพาให้นึกถึงตอนที่เพื่อนเก่าสร้างข่าวปลอมให้คนอื่นมาด่าเราจนเราวิตกจริตและสูญเสียเวลาชีวิตอยู่ในห้องมืดๆไป1ปี แล้วการนึกถึงนั้นก็กินเวลาไปเกือบทั้งวัน ดูซีรีย์ต่อไม่ได้ รู้สึกแย่มากๆที่มีความสุขอยู่ดีๆทำไมต้องนึกถึง

ตลกมากเลยใช่มั้ยคะ สมองของคนเรา....

เพื่อนและทุกคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ต่างก็ให้ข้อคิดเยอะแยะ อย่างเช่น ไม่ได้มีใครสนใจเราขนาดนั้น , หลายอย่างก็เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ถ้าเราอยากจะควบคุมสิ่งนั้น เราก็จะทุกข์เอง และอีกหลายๆอย่างเลยค่ะที่เราได้เรียนรู้

เรารู้ว่าทุกคนก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกันหมดทุกคน และก็พยายามอย่างมากที่จะก้าวข้ามปัญหานั้นๆไปให้ได้ คนที่รักเราจริงๆ เขาเองก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน อาจจะไม่ได้มีเวลาหรือพลังกายพลังใจมารับฟังเราได้ตลอดเวลา

ปัจจุบันเราอายุ 25 ปีค่ะ เพิ่งเรียนจบและไม่อยากทำงานต่อในสายที่เรียนมาเลย กำลังค้นหาตัวเองและขัดเกลาจิตใจของตัวเองด้วย เพราะเราอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และอยากให้คนที่อยู่กับเราและรักเราไม่ต้องเหนื่อย เขาพยายามกับเรามามาก เราเองก็อยากพยายามเพื่อเขาค่ะ

💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖💖

สุดท้ายนี้ เราอยากขอโทษในฐานะที่เราเป็นคนคิดมากและคิดลบๆนะคะ เราแค่ต้องการปกป้องความรู้สึกตัวเองด้วยการคาดการณ์สถานการณ์ลบๆไว้ก่อน เพื่อถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงๆ เราจะได้เตรียมรับมือได้และเสียใจน้อยกว่าที่ควร แต่นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง ตัวเราเองไม่อยากเสียใจ คนอื่นเองก็ไม่อยากเสียใจเหมือนกัน เราเข้าใจค่ะ หากคุณรู้สึกว่ามีคนแบบเราเข้ามาในชีวิตและอาจจะเป็นความ toxic ที่ทำให้ชีวิตของคุณนั้นทุกข์เกินความจำเป็น ก็อยากให้เลือกตัวเองก่อนนะคะ ปล่อยวางได้ก็ต้องปล่อย เราที่เป็นคนคิดมากคิดลบและบางครั้งก็เป็นนิสัยไม่ดีในสายตาคนอื่น บางครั้งคนที่รักเรา สั่งสอนแล้วแต่เราไม่ฟัง ก็ต้องปล่อยให้สังคมสอนค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่