ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเกิดกระแสดราม่าเรื่องหลอดกระดาษหนักมาก เพราะทำให้รสชาติของเครื่องดื่มโดยเฉพาะนมเปลี่ยนไป แถมยังยุ่ยเร็วอีกต่างหาก
ซึ่งนอกจากไทยแล้วย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
เคยมีชาวอังกฤษมากถึง 40,000 คน ลงชื่อถอดถอนหลอดกระดาษออกจากแมคโดนัลด์มาแล้ว แสดงว่านี่ไม่ใช่แค่ความเรื่องมากของคนไทย แต่เป็นกันทั้งโลก
.
ไม่ใช่แค่หลอดกระดาษปฏิปักษ์กับลิ้นมนุษย์เท่านั้น
ยังมีเหล่าแพคเกจจิ้งรักษ์โลกอีกหลายชนิด ทั้งช้อนส้อมไม้ หลอดกระดาษ ถ้วยชามจากชานอ้อย ที่ไม่ว่ายังไงก็สู้ “สัมผัสและรสชาติของพลาสติก” ไม่ได้อยู่ดี
.
ส่วนวัสดุอย่างสแตนเลสหรือซิลิโคนก็มีปัญหาเรื่องรสชาติเพี้ยนเหมือนกัน อย่างสายมัทฉะ หรือกาแฟก็จะบอกว่าถ้าใส่แก้วสแตนเลส จะทำให้รสชาติเพี้ยน
.
จนมีบางคนถึงขั้นแก้ปัญหาด้วยการ ไปซื้อแก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งยกแพ็ค มาไว้ชงมัทฉะกินเองที่บ้านซะเลย! คืออุตส่าห์ทำกินเองที่บ้านแท้ ๆ แต่ยอมสร้างขยะพลาสติกเพิ่ม เพียงเพราะต้องการรสชาติชาที่เป๊ะที่สุด

ทีนี้มาดูหลักการทางวิทยาศาสตร์บ้าง
.
งานวิจัยทางเคมีและประสาทวิทยาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (Oxford University) และงานวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในวารสาร Food Quality and Preference ระบุว่า
.
พลาสติกชนิด Food-grade (เช่น PP หรือ PET) มีคุณสมบัติเฉื่อยสูงมาก มันเกือบจะไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร ไม่ละลายตัวง่าย และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น และไม่มีสัมผัสพื้นผิว
.
เมื่อเราโตมากับการดื่มกาแฟผ่านหลอดพลาสติก หรือกินไอศกรีมด้วยช้อนพลาสติก สมองของเราจึงถูกฝึกให้บันทึกว่า อุปกรณ์กินอาหารที่ดี ต้องเรียบ ลื่น ปราศจากกลิ่นและรส กลายเป็นการสสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับลิ้นและปากของมนุษย์ไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรมารบกวน สมองจะรับรู้ทันทีว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม”
.
ส่วนงานวิจัยด้านสรีรวิทยาการสัมผัสในช่องปาก จากวารสาร Comprehensive Reviews in Food Science and Food Safety อธิบายว่า ไม้และกระดาษมีโครงสร้างที่พรุนและชอบน้ำมาก พอแตะโดนริมฝีปากหรือลิ้น มันจะดูดฟิล์มน้ำลายที่เคลือบปากเราออกไปในทันที ทำให้เกิดแรงต้านและสร้างความรู้สึกสาก แห้ง แบบเดียวกับเวลาเราดื่มชาเข้มๆ ที่มีสารแทนนินสูง สมองจะส่งสัญญาณเตือนทันทีว่านี่คือการรบกวน
.
แถมงานวิจัยจาก Prof. Charles Spence นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Flavour เคยทดลองไว้ว่า น้ำหนักและผิวสัมผัสของช้อนส่งผลต่อรสชาติอาหารโดยตรง ถ้าช้อนมีความสากหรือเนื้อสัมผัสแปลกแยก มันจะดึงความสนใจของสมองไปที่ผิวสัมผัสในปาก จนทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยน้อยลง
.
สุดท้ายแล้ว ถ้าเราอยากจะลดขยะจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องฝืนใช้ของที่ไม่ชอบ ลองหาและเลือกสิ่งที่ใช่กับตัวเองแทน ใช้ซ้ำได้ หรืออย่างน้อยไม่สร้างขยะเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็พอแล้วจ้า
.
ที่มา :ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
จริงไหม ที่มนุษย์เสพติดรสชาติของพลาสติก
ซึ่งนอกจากไทยแล้วย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
เคยมีชาวอังกฤษมากถึง 40,000 คน ลงชื่อถอดถอนหลอดกระดาษออกจากแมคโดนัลด์มาแล้ว แสดงว่านี่ไม่ใช่แค่ความเรื่องมากของคนไทย แต่เป็นกันทั้งโลก
.
ไม่ใช่แค่หลอดกระดาษปฏิปักษ์กับลิ้นมนุษย์เท่านั้น
ยังมีเหล่าแพคเกจจิ้งรักษ์โลกอีกหลายชนิด ทั้งช้อนส้อมไม้ หลอดกระดาษ ถ้วยชามจากชานอ้อย ที่ไม่ว่ายังไงก็สู้ “สัมผัสและรสชาติของพลาสติก” ไม่ได้อยู่ดี
.
ส่วนวัสดุอย่างสแตนเลสหรือซิลิโคนก็มีปัญหาเรื่องรสชาติเพี้ยนเหมือนกัน อย่างสายมัทฉะ หรือกาแฟก็จะบอกว่าถ้าใส่แก้วสแตนเลส จะทำให้รสชาติเพี้ยน
.
จนมีบางคนถึงขั้นแก้ปัญหาด้วยการ ไปซื้อแก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งยกแพ็ค มาไว้ชงมัทฉะกินเองที่บ้านซะเลย! คืออุตส่าห์ทำกินเองที่บ้านแท้ ๆ แต่ยอมสร้างขยะพลาสติกเพิ่ม เพียงเพราะต้องการรสชาติชาที่เป๊ะที่สุด
ทีนี้มาดูหลักการทางวิทยาศาสตร์บ้าง
.
งานวิจัยทางเคมีและประสาทวิทยาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (Oxford University) และงานวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในวารสาร Food Quality and Preference ระบุว่า
.
พลาสติกชนิด Food-grade (เช่น PP หรือ PET) มีคุณสมบัติเฉื่อยสูงมาก มันเกือบจะไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร ไม่ละลายตัวง่าย และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น และไม่มีสัมผัสพื้นผิว
.
เมื่อเราโตมากับการดื่มกาแฟผ่านหลอดพลาสติก หรือกินไอศกรีมด้วยช้อนพลาสติก สมองของเราจึงถูกฝึกให้บันทึกว่า อุปกรณ์กินอาหารที่ดี ต้องเรียบ ลื่น ปราศจากกลิ่นและรส กลายเป็นการสสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับลิ้นและปากของมนุษย์ไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรมารบกวน สมองจะรับรู้ทันทีว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม”
.
ส่วนงานวิจัยด้านสรีรวิทยาการสัมผัสในช่องปาก จากวารสาร Comprehensive Reviews in Food Science and Food Safety อธิบายว่า ไม้และกระดาษมีโครงสร้างที่พรุนและชอบน้ำมาก พอแตะโดนริมฝีปากหรือลิ้น มันจะดูดฟิล์มน้ำลายที่เคลือบปากเราออกไปในทันที ทำให้เกิดแรงต้านและสร้างความรู้สึกสาก แห้ง แบบเดียวกับเวลาเราดื่มชาเข้มๆ ที่มีสารแทนนินสูง สมองจะส่งสัญญาณเตือนทันทีว่านี่คือการรบกวน
.
แถมงานวิจัยจาก Prof. Charles Spence นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Flavour เคยทดลองไว้ว่า น้ำหนักและผิวสัมผัสของช้อนส่งผลต่อรสชาติอาหารโดยตรง ถ้าช้อนมีความสากหรือเนื้อสัมผัสแปลกแยก มันจะดึงความสนใจของสมองไปที่ผิวสัมผัสในปาก จนทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยน้อยลง
.
สุดท้ายแล้ว ถ้าเราอยากจะลดขยะจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องฝืนใช้ของที่ไม่ชอบ ลองหาและเลือกสิ่งที่ใช่กับตัวเองแทน ใช้ซ้ำได้ หรืออย่างน้อยไม่สร้างขยะเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็พอแล้วจ้า
.
ที่มา :ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป