รหัสลับในแก้วชานม สงครามชิปประมวลผล

หลังจากปิดดีลซอสปลาร้านัวข้ามพรมแดนไปได้ไม่ทันไร สายโทรศัพท์ด่วนจาก ‘อาจารย์ประวิทย์’ อดีตรองคณบดีคณะวิศวะฯ ที่ผมเคารพรักก็โทรเข้ามา กลางดึกคืนวันพฤหัสบดี เสียงแกดูตื่นตระหนกผิดปกติ

“กระทิง... แกต้องช่วยอาจารย์ เคสนี้ไม่มีใครเอาอยู่จริงๆ พรุ่งนี้เช้าสิบโมง ที่ร้านชานมไข่มุกพรีเมียม สาขาใหญ่กลางสยาม”

“หือ? ร้านชานมเนี่ยนะอาจารย์? เจรจาเรื่องอะไรครับ?” ผมขมวดคิ้ว พลางเคาะตะเกียบเล่นบนโต๊ะ

“การถ่ายทอดเทคโนโลยีชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ล่าสุด... ฝั่งไทยเราเป็นสตาร์ทอัพ ลูกศิษย์อาจารย์ ส่วนฝั่งนู้นคือตัวแทนจาก ‘ชินจูกุ เซมิคอนดักเตอร์’ ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น” อาจารย์ประวิทย์ถอนหายใจยาว “ฝั่งนู้นส่ง ‘คาโต้ซัง’ มือเจรจาหัวแข็งระดับตำนานมาเอง เขาขึ้นชื่อเรื่องการใช้สัญญาซับซ้อนบีบเอาสิทธิบัตร (IP) ของเด็กไทยไปฟรีๆ ... และที่แย่กว่านั้นคือ เขาปฏิเสธไม่ใช้ล่ามทางการ แต่ขอคุยแบบ ‘Casual Meeting’ จิบชานม...”

ผมยิ้มมุมปาก “Casual บนคราบสงคราม... เขาไม่อยากให้เรามีเวลาเตรียมตัว และอยากลดความระมัดระวังของเราลงสินะครับ”

สิบโมงเช้าเป๊ะ ณ ร้านชานมไข่มุกตกแต่งสไตล์มินิมอลกลางสยามสแควร์ แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่ บรรยากาศดูผ่อนคลายด้วยเพลงแจ๊สเบาๆ และกลิ่นชาหอมอบอวล

ผมนั่งฝั่งตรงข้ามกับ ‘คาโต้ซัง’ ชายญี่ปุ่นวัยห้าสิบปลายๆ ในชุดสูทลำลองแบบไม่ผูกเนกไท สายตาคมกริบประเมินผมตั้งแต่หัวจดเท้า—ผู้ชายไทยศีรษะเกลี้ยงเกลา ในเสื้อฮาวายลายกระทิงสีดำแดงตัวเก่ง กางเกงขาสั้นสีดำ Tactical และแก้วชาเย็นทรงสูงในมือ

ข้างๆ ผมคือ ‘นนท์’ สตาร์ทอัพหนุ่มรุ่นน้อง หน้าตาอิดโรยและดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด

“สบายดีนะครับคุณกระทิง” คาโต้ซังพูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นอย่างเรียบง่าย ท่าทางเป็นมิตร “ไม่คิดว่าจะได้เจอล่ามระดับคุณในร้านชานมแบบนี้”

“ชานมไข่มุกก็เหมือนโครงสร้างการแปลนั่นแหละครับ คาโต้ซัง” ผมตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษนิ่งๆ “เบสชาคือความจริง ไข่มุกคือรายละเอียด ส่วนระดับความหวาน... คือศิลปะในการเจรจา”

คาโต้ซังหัวเราะเบาๆ พยักหน้าพอใจ ก่อนจะเริ่มเปิดฉากด้วยการวางเอกสารร่างข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ความหนา 20 หน้าลงบนโต๊ะไม้

“บริษัทเราประทับใจอัลกอริทึมของทีมคุณนนท์มาก” คาโต้ซังว่าพลางดูดชานม “เราพร้อมจะอัดฉีดทุนพัฒนา 50 ล้านบาท แต่ตามนโยบายมาตรฐานของเรา... สิทธิบัตรและ IP ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างโครงการ จะต้องเป็นของ ‘ชินจูกุ เซมิคอนดักเตอร์’ แต่เพียงผู้เดียว โดยคุณนนท์จะได้รับ Royalty fee 3% จากยอดขาย”

นนท์เบิ่งตากว้าง หันมาสะกิดแขนผมทันที “เฮีย! 50 ล้านเลยนะเฮีย! แต่... เรื่องสิทธิบัตรนี่มัน...”

“เงียบไว้ก่อนนนท์” ผมเตือนเสียงเบา เคาะนิ้วบนแก้วชาเย็น

ผมพลิกดูร่างสัญญาอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลผ่านคลังศัพท์วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และตรรกะกฎหมายธุรกิจที่เล่าเรียนมา ภาษาอังกฤษในสัญญานั้นถูกเขียนด้วยโครงสร้างที่แยบคายมาก ใช้คำว่า ‘Co-developed intellectual property shall be solely assigned to Party A...’

มันคือ ‘Asymmetric Risk Allocation’ หรือการโยนความเสี่ยงทั้งหมดให้ฝั่งพัฒนา แล้วตักตักผลประโยชน์เมื่อสำเร็จ!

ผมวางเอกสารลง จ้องหน้าคาโต้ซังตรงๆ

“คาโต้ซังครับ...” ผมเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดัน “ในวัฒนธรรมการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่น ‘อามาเอะ’ (Amae - ความไว้วางใจและการพึ่งพาอาศัยกัน) คือหัวใจสำคัญ... แต่สัญญาฉบับนี้ ไม่มีอามาเอะเลยแม้แต่น้อย”

คาโต้ซังชะงัก หลอดชานมค้างอยู่ในปาก นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจที่ผมยกศัพท์วัฒนธรรมเชิงลึกของญี่ปุ่นขึ้นมา

“คุณใช้คำว่า ‘Co-developed’ (ร่วมกันพัฒนา) ” ผมชี้ไปที่ข้อความในสัญญา “แต่ในความเป็นจริง อัลกอริทึม Core Architecture เป็นของนนท์ 100% ฝั่งคุณแค่สนับสนุนฮาร์ดแวร์สำหรับ Testbed... การที่คุณขอควบรวม IP ทั้งหมด แลกกับ Royalty เพียง 3% มันไม่ใช่การลงทุน แต่มันคือ ‘Hostile IP Acquisition’ (การฮุบสิทธิบัตรอย่างไม่เป็นธรรม) ในคราบของทุนพัฒนา”

นนท์หน้าซีดวูบ เมื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังตัวเลข 50 ล้าน

“คุณกระทิง...” คาโต้ซังปรับสีหน้า นัยน์ตาเย็นชาขึ้นทันตา “นี่คือมาตรฐานการร่วมทุนกับสตาร์ทอัพระดับโลก ถ้าไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ โครงการนี้ก็คงต้องยกเลิก และทีมของคุณนนท์ก็คงยากที่จะหาทุนระดับนี้ในไทย”

คำขู่ข่มขวัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Bluffing) ถูกงัดออกมาใช้ทันที!

ผมยิ้มมุมปาก... ดูดชาเย็นผ่านหลอดช้าๆ เคี้ยวเฉาก๊วยอย่างละเมียดละไม

และนั่นคือเหตุผลที่ผมรักเสื้อฮาวายลายกระทิงสีดำแดงตัวนี้... มันเตือนสติผมเสมอว่า “บนโต๊ะเจรจา ไม่ต้องใส่สูทเพื่อแสดงความเหนือกว่า แต่กุนซือที่แท้จริง คือคนที่อ่านเกมออกก่อนที่ฝั่งตรงข้ามจะทันหงายไพ่”

“คาโต้ซังรู้ไหมครับว่าทำไมผมถึงเลือกสั่งชาเย็นไทย ไม่สั่งชานมเกียวโต?” ผมถามขึ้นมาดื้อๆ

คาโต้ซังขมวดคิ้ว “ทำไมครับ?”

“เพราะชาไทยมันมีความขมและเข้มข้นของชาจริงแทรกอยู่ใต้ความหวาน... เหมือนกับสถานการณ์ของบริษัทคุณในตอนนี้” ผมเอนตัวไปข้างหน้า “เมื่อสัปดาห์ก่อน ชินจูกุ เซมิคอนดักเตอร์ เพิ่งแพ้คดีละเมิดสิทธิบัตรในไต้หวัน จนทำให้ Line การผลิตชิป AI ชะงักไปเกือบ 40%... คุณกำลังต้องการอัลกอริทึมของนนท์ไปอุดช่องโหว่ด้านเทคโนโลยีอย่างเร่งด่วน เพื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าเจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ ให้ทันไตรมาสสี่”

คาโต้ซังสะดุ้งตัวตรง! ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด มือที่จับแก้วชานมเริ่มสั่นเล็กน้อย

ผมรู้ข้อมูลนี้จากการติดตามข่าวสารเทคโนโลยีและงบการเงินย่อยของบริษัทต่างชาติอย่างต่อเนื่อง—ข้อมูลคืออาวุธที่เงียบที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด!

“ดังนั้น...” ผมแปลความจริงบนโต๊ะออกมาอย่างเด็ดขาด “คนที่กำลังตกเป็นรองและไม่มีเวลาเหลือ ไม่ใช่นนท์... แต่คือคุณ คาโต้ซัง”

ความเงียบปกคลุมโต๊ะชานมมินิมอล... เสียงเพลงแจ๊สที่เคยผ่อนคลาย กลายเป็นความตึงเครียดระดับสูงสุด นนท์นั่งมองผมด้วยสายตาทึ่งสุดขีด

คาโต้ซังสูดหายใจเข้าลึก ถอดแว่นสายตาออกเช็ดช้าๆ เพื่อใช้เวลาคิด... ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“...ต้องการอะไร คุณกระทิง?” คาโต้ซังถามเสียงแผ่วลง

“หนึ่ง... IP ทั้งหมดในส่วนของ อัลกอริทึม ต้องเป็นของนนท์ 100% โดยชินจูกุ เซมิคอนดักเตอร์ ได้สิทธิ Exclusive License ในการนำไปใช้เฉพาะตลาดเอเชีย東 (East Asia) เป็นเวลา 3 ปี” ผมยื่นเงื่อนไข

“สอง... ทุนพัฒนา 50 ล้านบาทเปลี่ยนเป็นค่า License Fee แลกกับ Advance Royalty 5% จากยอดขายทั่วโลก”

“และสาม...” ผมยิ้มกว้าง “คาโต้ซังต้องเป็นคนจ่ายค่าชานมไข่มุกทุกแก้วบนโต๊ะนี้”

คาโต้ซังจ้องหน้าผมนิ่งอยู่เกือบหนึ่งนาทีเต็ม... ก่อนที่รอยยิ้มอย่างยอมรับในความเก๋าจะค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของมือเจรจารุ่นใหญ่

“คุณนี่มัน... สมชื่อ ‘กระทิง’ จริงๆ” คาโต้ซังสั่นหัวยิ้มๆ “ตกลงตามนี้! เราจะแก้ร่างสัญญาใหม่ แล้วเซ็นกันบ่ายนี้”

บ่ายวันนั้น ข้อตกลงประวัติศาสตร์ของสตาร์ทอัพไทยถูกเซ็นลงนามเรียบร้อย โดยที่เด็กไทยไม่ต้องเสียสิทธิบัตรสมองไหลไปต่างชาติแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว

นนท์ยกมือไหว้ผมแทบจะกราบลงกับโต๊ะ “เฮียกระทิง! ถ้าไม่ได้เฮียช่วยไว้ อนาคตบริษัทผมคงโดนเขาเคี้ยวกลืนหายไปแล้ว ขอบคุณจริงๆ ครับเฮีย!”

“เก็บคำขอบคุณไว้ตั้งใจพัฒนาชิปเถอะน้อง” ผมตบไหล่มันเบาๆ “อย่าให้ใครมาดูถูกสมองคนไทยได้”

ผมเดินออกจากร้านชานมกลางสยาม ลมยามบ่ายปะทะเข้าหน้า เสื้อฮาวายลายกระทิงสีดำแดงพริ้วไหวอย่างสง่างาม

การเจรจา... ไม่ว่าจะบนโต๊ะสุกี้ ร้านอาหารอีสาน หรือร้านชานมวัยรุ่น

หัวใจของมันไม่ใช่การเอาชนะด้วยกำลัง... แต่คือการ ‘แปล’ ให้เห็นว่า ใครถือไพ่ใบไหน และใช้วิชาการประมวลผลความจริงเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา มีข้อความแจ้งเตือนโอนเงินค่าจ้างก้อนโตจากอาจารย์ประวิทย์ พร้อมข้อความใหม่ในไลน์เพจ ‘เฮียกระทิง’ :

‘สวัสดีค่ะเฮียกระทิง! พอดีหนูกำลังจะไปเจรจาขอซื้อคุณไสย/สายมู จากสำนักอาจารย์ดังแถวต่างจังหวัด... แต่กลัวโดนอาจารย์หลอกขายของปลอม เฮียกระทิงรับงานแปล ‘จิตวิทยาอาจารย์สำนักมู’ ไหมคะ?’

ผมยิ้มมุมปาก เคาะนิ้วตอบกลับไปทันที:

“เตรียมขันน้ำมนต์รอไว้เลยน้อง... เดี๋ยวเฮียกระทิงไปแปล ‘คาถา’ ให้กลายเป็นความจริงเอง”


อ่านต่อได้ที่

https://www.readawrite.com/c/7e6c95d1ebe5d721046be88154fb452c


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่