หลวงปู่ชอบช่วยพระอาจารย์มั่น “รับแขก”

หลวงปู่ชอบช่วยพระอาจารย์มั่น “รับแขก”

แต่แขกที่วัดป่าบ้านหนองผือในยามดึก…ไม่ใช่มนุษย์

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดินทางกลับไปกราบเยี่ยม ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าบ้านหนองผือ

เดิมทีหลวงปู่ชอบไม่ได้ตั้งใจจะอยู่นาน

ท่านจากบ้านเกิดจังหวัดเลยมาเที่ยววิเวกเป็นเวลานาน จึงคิดว่าเมื่อกราบครูบาอาจารย์แล้ว ก็น่าจะเดินทางกลับไปเยี่ยมถิ่นมาตุภูมิเสียที

อีกทั้ง หลวงปู่ขาว อนาลโย สหธรรมิกผู้สนิทของท่าน ก็ได้กราบลาพระอาจารย์มั่นเดินทางไปแล้ว

แต่ก่อนจะออกจากหนองผือ หลวงปู่ชอบกลับเกิดความคิดขึ้นว่า

“เราจากครูบาอาจารย์ไปเที่ยววิเวกเสียนาน ไม่เคยอยู่จำพรรษารับใช้ท่านเลย…”

เวลานั้นพระอาจารย์มั่นมีอายุมากแล้ว

ขณะเดียวกัน พระภิกษุสามเณรที่เดินทางมาขอรับการอบรมจากท่านกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

หลวงปู่ชอบจึงเปลี่ยนใจ

ยังไม่กลับบ้าน

ท่านตั้งใจว่าจะอยู่ปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ เพื่อทดแทนพระคุณเสียระยะหนึ่งก่อน

และดูเหมือนว่า…

พระอาจารย์มั่นจะทราบความคิดนั้นอยู่แล้ว

หลวงปู่ชอบเคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างมั่นใจว่า

“แน่นอน ท่านต้องรู้แน่ ไม่มีปัญหา!”

ไม่นาน พระอาจารย์มั่นจึงมอบหน้าที่พิเศษให้ศิษย์ผู้ใหญ่รูปนี้สองประการ

“ช่วยรับแขกให้ผมด้วย”

และ

“ช่วยดูแลพระให้ผมด้วย”

ฟังครั้งแรก…

ก็เหมือนไม่มีอะไรพิเศษ

แต่เมื่อหลวงปู่ชอบเริ่มทำหน้าที่จริง ท่านจึงพบว่า

คำว่า “รับแขก” ของพระอาจารย์มั่น ไม่ได้หมายถึงแขกอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

แขกของพระอาจารย์มั่น…มาหลังมนุษย์หลับกันหมดแล้ว

ในเวลากลางวัน หากญาติโยมเดินทางมากราบพระอาจารย์มั่น การช่วยต้อนรับ สนทนา หรือช่วยกันมิให้ผู้คนรบกวนท่านมากเกินไป ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

แต่แขกอีกประเภทหนึ่งกลับมาในเวลาแปลกกว่านั้น

กลางดึก

ในช่วงเวลาที่มนุษย์ทั่วไปปิดประตูบ้านและพักผ่อนกันหมดแล้ว

ตามเรื่องที่หลวงปู่ชอบเล่า พระอาจารย์มั่นกลับมี “แขก” มาเยี่ยมอยู่เสมอ

บางคืนไม่ได้มาเพียงคณะเดียว

คณะหนึ่งมา
ฟังธรรมเสร็จแล้วกลับไป
อีกคณะก็มาต่อ

และบางคืนมากันหลายคณะ

จนพระอาจารย์มั่นต้องรับแขกและแสดงธรรมติดต่อกันเป็นเวลานาน

แขกเหล่านี้ไม่ต้องจุดตะเกียงเดินเข้าวัด

ไม่ต้องเคาะประตูกุฏิ

และไม่ใช่มนุษย์

แต่ตามคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน พวกเขาคือ

“เทวดา”

“คืนนี้หลวงปู่มั่นเหนื่อยแล้ว ขอฟังธรรมจากท่านแทน”

สิ่งน่าประหลาดคือ พระอาจารย์มั่นไม่ได้เรียกหลวงปู่ชอบมาสั่งตรง ๆ ว่า

“คืนนี้มีเทวดาจะมา เจ้าช่วยเทศน์แทนเราหน่อย”

ไม่มีคำสั่งเช่นนั้นเลย

แต่คืนหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่ชอบเข้าสมาธิภาวนา…

แขกก็มาหาท่านเอง

ตามเรื่องเล่า เทวดาคณะหนึ่งเข้ามากราบและแจ้งว่า

พวกเขาได้ไปกราบพระอาจารย์มั่นมาแล้ว

แต่คืนนั้นพระอาจารย์มั่นรับแขกมาหลายคณะ และเหน็ดเหนื่อยมาก

จึงให้พวกเขา

มาขอฟังธรรมจากหลวงปู่ชอบแทน

นี่ทำให้หลวงปู่ชอบเกิดความสงสัยทันที

พระอาจารย์มั่นเป็นผู้บอกมาจริงหรือ?

หรือเทวดาคณะนี้…

“อ้างชื่อครูบาอาจารย์” เอง?

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่ก็แสดงธรรมให้ฟัง

การแสดงธรรมในลักษณะนี้ ตามคำบอกเล่าของท่าน มิได้เป็นการนั่งเทศน์ด้วยเสียงเหมือนการแสดงธรรมแก่มนุษย์ทั่วไป

แต่เป็นการสื่อถึงกันด้วยจิต

ใจของผู้แสดงธรรม
สัมผัสกับใจของผู้ฟังธรรม

เมื่อแสดงธรรมจบ เหล่าเทพก็อนุโมทนา

ตามถ้อยคำที่ถ่ายทอดกันมา เสียงสาธุการนั้นเสมือนดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยความปีติและเลื่อมใส

แต่หลวงปู่ชอบยังไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ

ท่านรอจนรุ่งเช้า

แล้วตรงไปหาพระอาจารย์มั่นทันที



เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่ชอบจึงถามให้รู้เรื่อง

เมื่อได้โอกาส หลวงปู่ชอบกราบเรียนเหตุการณ์เมื่อคืนทั้งหมดต่อพระอาจารย์มั่น

แล้วถามตรง ๆ ว่า

“เทวดาคณะนั้นบอกว่า พ่อแม่ครูอาจารย์ให้มาฟังธรรมกับผม เป็นความจริงหรือเขาสมอ้างชื่อท่าน?”

คำตอบที่ได้รับคือ—

จริง

พระอาจารย์มั่นยอมรับว่า

ท่านเป็นผู้บอกให้เทวดาเหล่านั้นไปหาหลวงปู่ชอบเอง

เหตุผลก็เพราะคืนนั้นท่านเหนื่อยมาก

แขกมาหลายคณะเหลือเกิน

และการรับแขกแต่ละคณะ ไม่ใช่เพียงกล่าวธรรมเรื่องเดียวซ้ำ ๆ กันแล้วจบ

พระอาจารย์มั่นอธิบายว่า ผู้มาฟังแต่ละพวกมี

ภูมิธรรมต่างกัน
จริตต่างกัน
นิสัยต่างกัน
พื้นฐานแห่งการอบรมต่างกัน

ธรรมที่จะใช้สั่งสอนจึงต้องกำหนดให้เหมาะกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม

เมื่อคณะหนึ่งกลับไป อีกคณะมา

ก็ต้องพิจารณาใหม่อีกครั้งว่า

ธรรมระดับใดจึงเหมาะกับจิตของผู้ฟังกลุ่มนี้

นั่นทำให้การรับแขกตลอดคืนเป็นภาระหนัก

พระอาจารย์มั่นจึงแบ่งงานให้ศิษย์ผู้ใหญ่ช่วย

และหนึ่งในผู้ที่ท่านไว้วางใจคือ

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

แต่ “รับแขก” ยังไม่ใช่งานที่น่าหนักใจที่สุด

เพราะพระอาจารย์มั่นยังสั่งอีกอย่างหนึ่งว่า

“ช่วยดูแลพระให้ผมด้วย”

ฟังดูเหมือนให้พระรุ่นพี่ช่วยกำกับพระหนุ่มและสามเณร

ให้ตื่นทำความเพียร
ให้เดินจงกรม
ให้นั่งสมาธิ
ให้รักษาข้อวัตร
อย่าเกียจคร้าน

แต่คำสั่งที่พระอาจารย์มั่นใช้ กลับมีถ้อยคำชวนสะดุดใจว่า

“ช่วยจับขโมยให้ผมด้วย”

ขโมย?

วัดป่าหนองผือมีโจรมาขโมยของหรือ?

ไม่ใช่

“ขโมย” ที่พระอาจารย์มั่นหมายถึง คือผู้ที่แอบขโมยคิดในสิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณเพศ

กลางศาลา พระอาจารย์มั่นกำลังเทศน์…แต่ใครคิดอะไรอยู่?

ในหมู่ศิษย์กรรมฐานมีเรื่องเล่ากันว่า พระอาจารย์มั่นมีความว่องไวในการกำหนดรู้วาระจิตของศิษย์

พระเณรรูปใดคิดออกนอกลู่นอกทาง บางครั้งไม่นานก็ถูกท่านทัก

แม้กระทั่งตอนออกบิณฑบาต

หรือระหว่างนั่งฟังธรรม

หากใจใครแอบไหลออกไปจากธรรม—

อาจถูกทักขึ้นมากลางวง

ยิ่งในช่วงหลัง พระเณรที่หนองผือมีจำนวนมากขึ้น การดูแลทั้งหมดจึงเป็นภาระหนัก

โดยเฉพาะเวลาแสดงธรรม

เมื่อพระอาจารย์มั่นกำลังเทศน์ กระแสธรรมของท่านอาจดำเนินต่อเนื่องและเข้มข้น หากต้องหยุดกลางคันเพราะมีพระรูปใดคิดออกนอกทาง กระแสการแสดงธรรมก็อาจสะดุด

ท่านจึงให้หลวงปู่ชอบช่วย

พูดง่าย ๆ คือ

พระอาจารย์มั่นทำหน้าที่เทศน์
หลวงปู่ชอบช่วย “เฝ้าหลังห้อง”

แต่หลังห้องที่ว่านี้…

ไม่ใช่ดูกิริยาภายนอก

หากเป็นการดูว่า “ใจใครกำลังหนีไปไหน”

แล้วพระหนุ่มส่วนใหญ่ “ขโมยคิด” เรื่องอะไร?

ภายหลังมีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบด้วยความสงสัยว่า

พระอาจารย์มั่นสั่งให้หลวงปู่

“จับขโมย”

แล้วพระเหล่านั้นไปคิดเรื่องอะไรกัน?

หลวงปู่ชอบตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า

“ส่วนมากก็…คิดฮอดผู้สาว”

หรือแปลตรง ๆ ว่า

“คิดถึงสาว”

คำตอบธรรมดา ๆ นี้ทำให้เห็นว่า แม้จะโกนศีรษะ ห่มจีวร และเข้ามาอยู่ในป่าแล้ว

แต่กิเลสไม่ได้โกนออกไปพร้อมเส้นผม

บางครั้งพระหนุ่มออกบิณฑบาต

ไปพบหญิงสาวมารอใส่บาตร

บางครั้งเห็นหญิงสาวอาบน้ำ

บางคนอาจมองพระหนุ่มด้วยสายตาเป็นมิตรหรือชวนให้ใจหวั่นไหว

ถ้าสติไม่ทัน—

จิตก็วิ่งออกไปก่อนเจ้าของจะรู้ตัว

กายยังเดินบิณฑบาตอยู่

แต่ใจ…

อาจไม่ได้อยู่กับบาตรแล้ว

บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องผู้หญิง

แต่อาจเป็นการคิดประมาทธรรม
คิดลบหลู่ครูบาอาจารย์
คิดฟุ้งซ่านสร้างบ้านสร้างเรือน
หรือปล่อยใจไปในเรื่องที่ไม่สมควรแก่สมณเพศ

เมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องถูกตักเตือน

เพราะสำหรับพระกรรมฐาน การต่อสู้ที่สำคัญไม่ได้อยู่กับสิ่งภายนอก

แต่อยู่กับ

“ความคิดที่เกิดขึ้นในใจตนเอง”

ศิษย์จึงยำเกรงทั้งอาจารย์และศิษย์พี่

ตามเรื่องเล่าในหมู่ศิษย์ ความสามารถด้านการกำหนดรู้จิตของหลวงปู่ชอบนั้นว่องไว จนเป็นที่กล่าวขานว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระอาจารย์มั่น

จึงไม่น่าแปลกที่พระเณรในวัดจะยำเกรงท่านมาก

เพราะต่อให้ภายนอกนั่งเรียบร้อย

มือประสาน
หลังตรง
ตาหลุบต่ำ

แต่ถ้าใจแอบหนีไปคิดถึงใคร…

อาจไม่รอด

หลวงปู่ชอบจึงกลายเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ที่พระเณรให้ความเคารพยำเกรง รองจากพระอาจารย์มั่น

เรื่อง “กายทิพย์” ที่เล่ากันจนผู้ฟังไม่อยากให้จบ

ผู้ที่เคยมีโอกาสฟังพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่ชอบสนทนากันในเรื่องเหล่านี้ เล่าว่าเป็นเรื่องที่ชวนติดตามอย่างยิ่ง

ทั้งเรื่องเทวดา
เรื่องภูตผี
เรื่องกายทิพย์
เรื่องผู้มาขอพึ่งบารมี
เรื่องการถามปัญหาธรรม
และเรื่องการอบรมสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ

สิ่งที่ผู้ฟังรู้สึกประหลาดคือ

เรื่องที่พระอาจารย์มั่นเล่า กับเรื่องที่หลวงปู่ชอบเล่า มักดำเนินไปในแนวทางสอดคล้องกัน

จนผู้ฟังรู้สึกราวกับว่า

ทั้งสององค์เคยไปในสถานที่เดียวกัน
เห็นสิ่งเดียวกัน
และรับรู้เหตุการณ์เดียวกันมา

ผู้ที่นั่งฟังจึงมักเพลิดเพลินจน

ไม่อยากให้การสนทนาจบลง

“ช่วยรับแขก” และ “ช่วยจับขโมย”

คำสั่งสองประโยคของพระอาจารย์มั่นจึงมีความหมายลึกกว่าที่ได้ยินครั้งแรกมาก

“ช่วยรับแขกให้ผมด้วย”

แขกนั้น ตามเรื่องที่ครูบาอาจารย์ถ่ายทอด มิใช่มนุษย์ที่เดินเข้าประตูวัด

แต่เป็นเหล่าเทพที่มาขอฟังธรรมในยามค่ำคืน

ส่วน

“ช่วยจับขโมยให้ผมด้วย”

ก็ไม่ใช่โจรที่แอบเข้ามาขโมยข้าวของ

แต่คือ

กิเลสที่แอบเข้ามาขโมยจิตของผู้ปฏิบัติไปจากความเพียร

เรื่องนี้จึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องเทวดา เรื่องกายทิพย์ หรือเรื่องการรู้วาระจิตตามที่ถ่ายทอดกันมา

แต่เพราะมันชี้กลับมายังสิ่งใกล้ตัวที่สุด

จิตของเราเอง

เราอาจระวังไม่ให้โจรเข้าบ้าน
ระวังทรัพย์สินไม่ให้ถูกขโมย
ระวังภัยจากคนอื่นได้ตลอดเวลา

แต่มีโจรอีกประเภทหนึ่งที่เข้ามาโดยไม่ต้องเปิดประตู

ความโลภ
ความโกรธ
ความหลง
ราคะ
ความฟุ้งซ่าน
และความประมาท

เพียงขาดสติชั่วขณะเดียว

มันก็สามารถ

“ขโมยใจ”

ของเราไปได้แล้ว

และบางที คำสั่งของพระอาจารย์มั่นที่ว่า

“ช่วยจับขโมยให้ผมด้วย”

จึงมิใช่เพียงเรื่องราวของพระหนุ่มในวัดป่าบ้านหนองผือเมื่อหลายสิบปีก่อน

แต่เป็นคำเตือนสำหรับผู้ปฏิบัติทุกคนว่า—

ก่อนจะเฝ้าดูว่าใครกำลังคิดอะไร
จงเฝ้าดูให้ทันก่อนว่า
ขณะนี้…ใครกำลังเข้ามาขโมยจิตของเรา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่