เกือบตายเพราะปาก

สวัสดีค่ะพี่ วันนี้อยากมาเล่าเรื่องราวที่เคยหาทำในสมัย10ที่แล้ว
-- ขออนุญาติเริ่มเลยนะคะ --

เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เราเรียนอยู่ ปวช.2 ที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในภาคกลาง

ปกติทุกเช้าก่อนเข้าเรียน จะมีอาจารย์ที่ได้รับเลือกมาพูดหน้าแถวสลับกันไปในแต่ละวัน และวันนั้นเป็นคิวของอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนอยู่ในแผนกของเรา

อาจารย์คนนี้เป็นคนที่ชอบพูดเรื่องบาปบุญคุณโทษ และเป็นคนที่มีเซนส์เรื่องลี้ลับพอสมควร เพราะเวลาเรียนกับแก แกมักจะเล่าเรื่องผีหรือเรื่องหลอนต่าง ๆ ให้พวกเราฟังอยู่บ่อย ๆ

วันนั้นอาจารย์ให้นักศึกษานั่งลงบนสนามหญ้า หลับตา และนั่งสมาธิ ก่อนจะพูดเรื่องบาปบุญและการอุทิศส่วนกุศลให้กับสัมภเวสี

แกพูดประมาณว่า ถ้าเราอยากแบ่งบุญให้กับผีหรือดวงวิญญาณที่ต้องการส่วนบุญ หรืออยากรู้ว่ามีใครมาขอส่วนบุญจากเราหรือเปล่า ให้ตั้งใจ “เบิกเนตร” ขอให้เราสามารถเห็น ได้ยิน หรือสัมผัสได้ถึงเขา

ตอนนั้นเราไม่ได้กลัวนะ แต่กลับรู้สึกอยากพิสูจน์ขึ้นมาว่า สิ่งที่อาจารย์พูดมันมีจริงหรือเปล่า

เราเลยหลับตาแล้วพูดในใจประมาณว่า

ถ้ามีผีหรือดวงวิญญาณที่ต้องการบุญจากเราจริง ๆ ขอให้ทำยังไงก็ได้ให้เราเห็น ให้เราได้ยิน หรือสัมผัสได้ว่ามีจริง ถ้าเราเจอ เราจะแบ่งบุญให้

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จนกระทั่งเลิกเรียนประมาณ 17.00 น. เราขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านตามปกติ

บ้านเราอยู่ห่างจากวิทยาลัยประมาณ 26 กิโลเมตร และระหว่างทางกลับบ้านจะต้องผ่านโค้งใหญ่โค้งหนึ่ง ซึ่งตรงบริเวณนั้นมีศาลเจ้าที่อยู่ข้างทาง เราผ่านเส้นนี้เป็นประจำทุกวัน

ระหว่างที่กำลังขี่รถผ่านบริเวณนั้น เราได้ยินเสียงเพื่อนสนิทเรียกชื่อเราจากด้านหลัง

ครั้งแรกเราก็ไม่ได้สนใจ

แล้วก็ได้ยินอีกครั้ง

ครั้งที่สองก็ยังไม่ได้หันไปดู

จนครั้งที่สาม เราตัดสินใจเปิดกระจกหน้าหมวกกันน็อก แล้วหันกลับไปตอบว่า

“ห๊ะ?”

แต่สิ่งที่เห็นคือ...

ข้างหลังไม่มีรถสักคัน

ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องผีเลย คิดแค่ว่าคงหูฝาด เพราะระหว่างทางหลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอะไรอีก

จนกระทั่งเรากลับถึงบ้าน

บ้านเราเป็นบ้านสองชั้น ชั้นบนเป็นไม้ ชั้นล่างเป็นปูน และประตูบ้านอยู่ด้านข้าง ไม่ได้อยู่หน้าบ้าน

วันนั้นแม่มานั่งรอเราอยู่ตรงโต๊ะปูนข้างประตูบ้าน

เราจอดรถมอเตอร์ไซค์แล้วเดินเข้าไปตามปกติ

แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือ...

หมาตัวโปรดของเรา ซึ่งปกติพอเห็นเรากลับบ้าน มันจะกระดิกหาง กระโดดใส่ และดีใจมาก ๆ

วันนั้นมันกลับเห่าเราเหมือนเราเป็นคนแปลกหน้า

แถมยังขู่เหมือนจะกัดด้วย

ตอนนั้นใจเราเริ่มไม่ดีแล้ว เพราะหมาตัวนี้อยู่กับเรามานานและรู้จักเราดีมาก

แล้วอยู่ ๆ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า

“ใครก็ตามที่ตามลูกกูมา มาทางไหนกลับไปทางนั้น กูไม่อนุญาตให้เข้ามาในที่ของกู ไม่ให้ยุ่งกับลูกกู ถ้ายังไม่ไป กูจะสาปแช่งให้ไม่ต้องผุดต้องเกิด”

ตอนนั้นเราน้ำตาคลอเลย เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันอาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากแม่พูดได้ไม่นาน หมาที่เมื่อกี้ยังขู่จะกัดเราอยู่ ๆ ก็เปลี่ยนไป

มันกลับมากระดิกหางดีใจเหมือนเพิ่งเห็นเราเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นเราก็เข้าบ้าน และคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

จนกระทั่งวันต่อมา ซึ่งเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

เรากับแม่คุยกันว่าจะไปเยี่ยมพี่สะใภ้ที่เพิ่งคลอดลูกและกลับมาพักฟื้นที่บ้านในอีกตำบลหนึ่ง ซึ่งห่างจากบ้านเราประมาณ 15 กิโลเมตร

ประมาณบ่ายโมง เราขี่มอเตอร์ไซค์ไปกับแม่

ระหว่างทางไปไม่มีอะไรผิดปกติ เราไปถึงบ้านพี่สะใภ้ นั่งคุยกัน กินข้าวเย็นกันตามปกติ

ประมาณ6โมงเย็น กินข้าวเสร็จ เราก็เตรียมตัวกลับบ้าน

เราขี่มอเตอร์ไซค์กลับกับแม่สองคน ใช้เส้นทางเดิมกับตอนขามา

แต่บรรยากาศตอนขากลับแตกต่างกันมาก เพราะตอนนั้นฟ้ามืดแล้ว และถนนเส้นนั้นแทบไม่มีไฟทางเลย

ขี่ไปได้สักระยะหนึ่ง ไฟหน้ารถของเราก็ส่องไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง

เธอใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน นุ่งผ้าถุง และกำลังอุ้มเด็กอยู่

ผู้หญิงคนนั้นยืนหันหน้าออกไปทางทุ่งนา

ตอนนั้นเราคิดว่ามีคนยืนอยู่ข้างทางจริง ๆ เราจึงรีบมองกระจกข้างเพื่อดูว่ามีรถตามหลังมาหรือเปล่า เพราะถ้าถนนว่าง เราจะได้เบี่ยงรถหลบผู้หญิงคนนั้น

ในกระจก เราเห็นไฟรถมอเตอร์ไซค์อยู่ไกล ๆ หนึ่งคัน

เราจึงตัดสินใจเบี่ยงรถ

แต่จังหวะที่กำลังเบี่ยงออกจากเลนเดิม กลับมีรถสิบล้อตามหลังเรามา

สิบล้อบีบแตรลากยาว

ตอนนั้นเกือบชนเรากับแม่

เราตกใจมาก รีบตั้งสติ หักรถกลับเข้าเลนเดิม

จากนั้นก็หันกลับไปมองอีกทีว่า ผู้หญิงกับเด็กคนนั้นเป็นยังไงบ้าง

แต่...

ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว

เราจึงขี่รถต่อไป

แม่ที่นั่งอยู่ด้านหลังถามเราด้วยความตกใจว่า

“ทำไมขับรถกลางทาง?”

เราก็บอกแม่ว่า

“ก็หลบคนที่ยืนอยู่ข้างทางไงแม่ หนูดูกระจกแล้วว่ารถว่าง เลยคิดว่าหลบได้”

แม่รีบหันกลับไปมองหาคนที่เราพูดถึง

แล้วแม่ก็บอกว่า

“แม่ยังไม่เห็นใครเลยนะ”

เท่านั้นแหละ เราก็รีบขี่รถกลับบ้านทันที

ระหว่างทางแม่บอกว่า

“ไม่ต้องพูดอะไรนะลูก ค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน”

พอกลับถึงบ้าน เรากับแม่จึงคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

เราบอกแม่ว่าเราเห็นผู้หญิงใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน นุ่งผ้าถุง อุ้มเด็ก และยืนหันหน้าออกไปทางทุ่งนา

แม่บอกว่า ตลอดทางแม่ก็นั่งหันหน้าออกไปทางข้างถนนตลอด แต่แม่ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นเลย

ที่แปลกอีกอย่างคือ แม่บอกว่าตอนนั้นเราขี่รถแปลก ๆ เหมือนขี่ส่ายไปมา

ทั้งที่ในความรู้สึกของเรา เรามั่นใจมากว่าเราขี่รถตามปกติ

แม่ยังบอกอีกว่า ตั้งแต่ออกจากบ้านพี่สะใภ้มา แม่รู้สึกขนลุกตลอดทาง

แต่ตัวเราเองกลับไม่ได้รู้สึกขนลุกหรือหนาวอะไรเลย

เราเป็นคนเดียวที่เห็นผู้หญิงคนนั้น

คืนนั้นเอง เราก็ฝัน

ในฝันเหมือนเรากำลังไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง แล้วเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าคุ้น ๆ

ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาถามทางว่า ตำบลนี้ต้องไปทางไหน

เราก็บอกทางให้เขาไปว่า ต้องไปทางนี้ ๆ

จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็พูดว่า

“ช่วยไปส่งหน่อยสิ”

แต่ในฝันตอนนั้นเราไปเที่ยวและไม่ได้ขับรถมาเอง จึงบอกไปว่าไปส่งไม่ได้

ผู้หญิงคนนั้นเลยถามต่อว่า

“งั้นขอเงินหน่อยได้ไหม จะจ้างรถไปส่ง”

แต่ในฝันเราเองก็ไม่มีเงิน จึงไม่ได้ให้เขาไปอีก

ผู้หญิงคนนั้นเลยพูดตะคอกมาอีกว่า

”กูบอกให้เอามา!! พร้อมทำตาถลน ลูกตาเกือบหลุดออกจากเบ้าใส่เรา“

แล้วเราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด

สิ่งแรกที่เราทำหลังตื่นคือรีบเล่าเรื่องความฝันให้แม่ฟัง

เช้าวันนั้นแม่จึงชวนเราไปใส่บาตร

หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเราอีก

จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังไม่รู้ว่าผู้หญิงที่เราเห็นในคืนนั้นคือใคร

ไม่รู้ว่าเสียงที่เรียกชื่อเราระหว่างทางกลับบ้านวันแรกคืออะไร

ไม่รู้ว่าทำไมหมาที่เลี้ยงและคุ้นเคยกับเราถึงได้เห่าและขู่เราเหมือนเป็นคนแปลกหน้า

และที่สำคัญที่สุด...

ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่อุ้มเด็กคนนั้น **เป็นคนจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะมองเห็นตั้งแต่แรก**

เราแค่รู้ว่า...

เช้าวันนั้นเราแค่ลอง “เบิกเนตร” เพื่อพิสูจน์คำพูดของอาจารย์

แต่หลังจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรายังจำเรื่องนี้ได้จนถึงทุกวันนี้

**และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราก็คงไม่ลองพูดประโยคนั้นอีกแล้ว**

ปัจจุบันทำงานแล้วก็ยังเจอเรื่องแปลกๆอยู่ตลอด ไว้จะมาแชร์ให้ฟังใหม่นะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่