ขออนุญาตแท็กในห้องดิโอลด์และศาลาประชาคมด้วยนะครับ
เพราะนอกจากความเป็นภาพยนตร์แล้ว หนังเรื่องนี้มันสะท้อนปัญหาสังคมที่มีความเกี่ยวข้องจริงๆ...
++++++++++++++++++++++++++++++++++
ในหมู่บ้านบนภูเขาอันห่างไกล ชาวบ้านต่างอดอยาก ความหิวโหยจากผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่เป็นดั่งที่คาดไว้
ทำให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก.. โอริน หญิงชราวัย 69 ปี หัวหน้าครอบครัวตระกูลเนโกะ ก็เป็น 1 ในนั้น
ในบ้านที่มีทั้งลูกชายและหลานๆ รวม 5 ชีวิต เธอก็ต้องกัดฟันสู้ไม่ต่างจากใครๆ ...
หมู่บ้านแห่งนี้มีประเพณีที่สืบทอดยาวนานเป็นร้อยๆปี ที่กำหนดไว้ว่าหากใครก็ตามเมื่ออายุครบ 70 ปี
จะต้องถูกญาติพี่น้องพาขึ้นไปบนยอดเขานารายามะเพื่อไปพบกับพระเจ้า
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาใกล้เข้ามาถึง โอริน ก็ยังแข็งแรงสุขภาพดีเกินกว่าคนแก่คนอื่นๆ
เธอกังวลกับเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเธอกลัวที่จะไปนารายามะ แต่เธอกลัวว่าการที่เธอยังอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป จะกลายเป็นภาระของลูกๆในสักวัน
โอริน จัดแจงหาภรรยาใหม่ให้กับทัตสึเฮย์ลูกชายของตน ที่เพิ่งเป็นม่าย
รวมทั้งจัดการสะสางสิ่งต่างๆภายในบ้านให้เรียบร้อย เพื่อวันที่เธอเดินทางไกลครั้งสุดท้ายจะได้จากไปอย่างหมดห่วง
แน่นอนว่าทัตสึเฮย์ไม่อยากจะทำแบบนี้เลย เขาไม่อยากให้แม่ตัวเองต้องไปนารายามะ....
The Ballad of Narayama ผลงานการเขียนบทและกำกับของ Shōhei Imamura
ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง Narayamabushi ko งานเขียนของ Shichirō Fukazawa
ว่าด้วยเรื่องประเพณีโบราณ การพาคนแก่ขึ้นไปหาพระเจ้าช่วงสุดท้ายของชีวิต
โดย Imamura ถือเป็นผู้กำกับคนแรกและคนเดียวของญี่ปุ่นที่คว้ารางวัล Palme d’Or ได้ถึงสองครั้ง
จากหนังเรื่องนี้และอีกเรื่องคือกThe Eel (1997) อีกด้วย แม้ว่าจะเป็นการรีเมคต้นฉบับหนังที่เคยสร้างมาก่อนแล้วในปี 1958
แต่ในเวอร์ชั่นนี้ก็ถูกจัดเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดเรื่องนึงของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
นี่คือหนังที่สำรวจจิตใจของคนดูอย่างเราในระดับที่ถือว่าสูงยิ่ง พูดแบบนี้เดี๋ยวนึกไปว่า มันต้องดูยากอีกปีนบันไดลิงยังไงยังงั้น
เปล่าเลย ในทางกลับกันหนังเรื่องนี้ดูเข้าใจได้ง่ายมาก แต่เรายอมรับความจริงที่เห็นได้หรือไม่ก็เท่านั้น...
เพราะนี่คือหนังแสดงสัญชาตญาณความดิบ เถื่อน ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองรอด
คนรอบข้างจะเป็นจะตายอย่างไรฉันไม่สน แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นบุพการีของเราก็ตาม
ในหนังมีภาพที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจเยอะมากครับ ฉากโป๊ก็มี
แต่ในข้อเขียนนี้ผมจะเอ่ยถึงแค่ประเด็นหลักของเรื่องเท่านั้น ประเด็นอื่นผมขอไม่เอ่ยถึงนะ
ด้วยความยากจน การไม่มีจะกิน จึงได้เกิดประเพณีการพาคนแก่ขึ้นไปยังภูเขานารายามะ
นัยว่าเพื่อให้หลุดพ้นพบทางสงบไปหาพระเจ้ายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์..
ความเชื่อนั้นเรียกว่า 姥捨て (อุบาสุเตะ) "การละทิ้งหญิงชรา" อีกชื่อก็ 親捨て (โอยาสุเตะ) "การละทิ้งพ่อแม่"
ซึ่งเอาจริงๆมันก็คือการเอาคนที่ตัวเองคิดว่าหมดประโยชน์แล้วไปทิ้งเพื่อลดภาระของตัวเอง
จะเป็นจะตายอะไรนับจากนี้ฉันก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีกแล้ว...
โดย คุนิโอะ ยานางิตะ ซึ่งเป็นนักเขียน นักวิชาการนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเชื่อว่าอุบาสุตะ
น่าจะเป็นเพียงเรื่องเล่าต่อๆกันมา แบบตำนานที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง ..
เหมือนเป็นเรื่องเล่าเพื่อให้คนที่ได้ฟังรู้สึกตระหนักถึงความกตัญญูต่อบิดามารดาว่าเราไม่สมควรที่จะกระทำกับพวกท่านเช่นนี้
ไม่ว่าชีวิตจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม.. โดยในภาพที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างเห็นได้ว่า
หญิงชรากำลังหักกิ่งไม้เพื่อให้ลูกชายของตนจำทางกลับบ้านได้ตอนขากลับ หลังส่งเธอถึงนารายามะ
ดูแล้วสะเทือนใจ แต่ต้องยอมรับว่าตำนานพื้นบ้านที่มีมากว่าร้อยปี
กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันเวลานี้แทบจะไม่ต่างกัน
เราอยู่กันอยู่แล้วว่าทุกวันนี้โลกเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนเกิดน้อยลง คนแก่มากขึ้น อันเนื่องมาจากระบบการแพทย์ที่พัฒนา
ส่วนการเกิดน้อยลงแน่นอน เรารู้ดีว่ามาจากการที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการแบบรับภาระการเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จะตามมาอีกมาก
ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยปัญหาสังคมต่างๆที่มากมาย การอยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่กับคู่ชีวิตแบบคอยดูแลกันไปสองคน
จึงเป็นทางเลือกที่ดูแล้วน่าจะเหมาะสมมากกว่า
และในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คนแก่คนเฒ่าเหล่านั้นก็กำลังโดนผลักออกไปจากเรามากขึ้นทีละนิด
เราเห็นข่าวตามสื่อต่างๆมากมายว่ามีหญิงชราเดินไร้จุดหมายบนท้องถนน ชายชรามีอาการหลงลืมจำทางกลับบ้านไม่ได้
เมื่อคนพาไปที่บ้านก็ไม่มีใครออกมารับ... ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาของตำนานอุบาสุตะ จวบจนยุคดิจิตอลทุกวันนี้ ไม่ต่างอะไรกันเลยสักนิด
ถึงแม้จะไม่ได้พาพ่อแม่ไปไว้ที่นารายามะ แต่หลายครอบครัวเวลานี้ก็พาคนเฒ่าคนแก่ไปไว้ที่บ้านพักคนชรา
ไม่ก็หน่วยงานต่างๆ และโดยมากการพาไปในครั้งนี้นั่นคือครั้งสุดท้ายที่สายเลือดจะได้พบเจอกัน
หลังจากนั้นไม่มีการไปเยี่ยมเยียนกันอีก.. ในหนังก็เช่นเดียวกัน
แต่เป็นโอรินผู้เป็นแม่บอกไว้ว่าเมื่อส่งแม่ถึงปลายทางแล้ว อย่าหันหลังกลับมา...
อย่าลืมเดินกลับในทางที่แม่หักกิ่งไม้ไว้ให้ แล้วลูกจะไม่หลงทาง..
และอย่าเสียใจเลย แม่อยู่ในที่ที่แม่ควรจะอยู่แล้ว อีกไม่นานพระเจ้าจะมารับแม่
คนอื่นๆที่เคยจากไปรอบตัวแม่ก็เช่นกัน และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราจะอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ซีนสุดท้ายที่ยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมงคือฉากที่ลูกชายแบกแม่ไว้บนหลังเพื่อพาไปนารายามะ
ชายหนุ่มต้องพบอุปสรรคมากมายในป่าระหว่างการเดินทาง ใจผมหวนไปเปรียบเทียบได้กับวันเวลากว่า 9 เดือน
ช่วงเวลาที่หญิงชราได้อุ้มท้องเพื่อรอวันให้เด็กน้อยถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกและเติบโตเป็นชายหนุ่ม
คนที่กำลังพาเธอไปทิ้งบนหุบเขาอันห่างไกล... มันสะเทือนใจ เจ็บปวด บีบคั้นทางความรู้สึกอย่างถึงที่สุด..
ผมยอมรับเลยว่า ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้จริงๆ
ถ้าบนยอดเขานารายามะที่โอรินขึ้นไปได้พบกับพระเจ้า...
แล้วในชีวิตจริง..หญิงชราที่ถูกลูกหลานทอดทิ้งให้อยู่ข้างถนนในข่าวที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อครู่.. เธอจะพบกับอะไร...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เป็น 1 ในหนังที่สะเทือนใจอย่างรุนแรงขั้นสุด ใครใจไม่แข็งพอ ห้ามดูเด็ดขาด
เพราะความหม่นหมอง หดหู่ จะทำให้ใจของคุณจะมูฟออนไปจากเรื่องนี้ไม่ได้อีกนานแสนนาน
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== The Ballad of Narayama (1983) เมื่อลูกต้องพาแม่ไปทิ้งบนภูเขา.. ==
ขออนุญาตแท็กในห้องดิโอลด์และศาลาประชาคมด้วยนะครับ
เพราะนอกจากความเป็นภาพยนตร์แล้ว หนังเรื่องนี้มันสะท้อนปัญหาสังคมที่มีความเกี่ยวข้องจริงๆ...
++++++++++++++++++++++++++++++++++
ในหมู่บ้านบนภูเขาอันห่างไกล ชาวบ้านต่างอดอยาก ความหิวโหยจากผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่เป็นดั่งที่คาดไว้
ทำให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก.. โอริน หญิงชราวัย 69 ปี หัวหน้าครอบครัวตระกูลเนโกะ ก็เป็น 1 ในนั้น
ในบ้านที่มีทั้งลูกชายและหลานๆ รวม 5 ชีวิต เธอก็ต้องกัดฟันสู้ไม่ต่างจากใครๆ ...
หมู่บ้านแห่งนี้มีประเพณีที่สืบทอดยาวนานเป็นร้อยๆปี ที่กำหนดไว้ว่าหากใครก็ตามเมื่ออายุครบ 70 ปี
จะต้องถูกญาติพี่น้องพาขึ้นไปบนยอดเขานารายามะเพื่อไปพบกับพระเจ้า
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาใกล้เข้ามาถึง โอริน ก็ยังแข็งแรงสุขภาพดีเกินกว่าคนแก่คนอื่นๆ
เธอกังวลกับเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเธอกลัวที่จะไปนารายามะ แต่เธอกลัวว่าการที่เธอยังอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป จะกลายเป็นภาระของลูกๆในสักวัน
โอริน จัดแจงหาภรรยาใหม่ให้กับทัตสึเฮย์ลูกชายของตน ที่เพิ่งเป็นม่าย
รวมทั้งจัดการสะสางสิ่งต่างๆภายในบ้านให้เรียบร้อย เพื่อวันที่เธอเดินทางไกลครั้งสุดท้ายจะได้จากไปอย่างหมดห่วง
แน่นอนว่าทัตสึเฮย์ไม่อยากจะทำแบบนี้เลย เขาไม่อยากให้แม่ตัวเองต้องไปนารายามะ....
The Ballad of Narayama ผลงานการเขียนบทและกำกับของ Shōhei Imamura
ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง Narayamabushi ko งานเขียนของ Shichirō Fukazawa
ว่าด้วยเรื่องประเพณีโบราณ การพาคนแก่ขึ้นไปหาพระเจ้าช่วงสุดท้ายของชีวิต
โดย Imamura ถือเป็นผู้กำกับคนแรกและคนเดียวของญี่ปุ่นที่คว้ารางวัล Palme d’Or ได้ถึงสองครั้ง
จากหนังเรื่องนี้และอีกเรื่องคือกThe Eel (1997) อีกด้วย แม้ว่าจะเป็นการรีเมคต้นฉบับหนังที่เคยสร้างมาก่อนแล้วในปี 1958
แต่ในเวอร์ชั่นนี้ก็ถูกจัดเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดเรื่องนึงของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
นี่คือหนังที่สำรวจจิตใจของคนดูอย่างเราในระดับที่ถือว่าสูงยิ่ง พูดแบบนี้เดี๋ยวนึกไปว่า มันต้องดูยากอีกปีนบันไดลิงยังไงยังงั้น
เปล่าเลย ในทางกลับกันหนังเรื่องนี้ดูเข้าใจได้ง่ายมาก แต่เรายอมรับความจริงที่เห็นได้หรือไม่ก็เท่านั้น...
เพราะนี่คือหนังแสดงสัญชาตญาณความดิบ เถื่อน ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองรอด
คนรอบข้างจะเป็นจะตายอย่างไรฉันไม่สน แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นบุพการีของเราก็ตาม
ในหนังมีภาพที่ก่อให้เกิดความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจเยอะมากครับ ฉากโป๊ก็มี
แต่ในข้อเขียนนี้ผมจะเอ่ยถึงแค่ประเด็นหลักของเรื่องเท่านั้น ประเด็นอื่นผมขอไม่เอ่ยถึงนะ
ด้วยความยากจน การไม่มีจะกิน จึงได้เกิดประเพณีการพาคนแก่ขึ้นไปยังภูเขานารายามะ
นัยว่าเพื่อให้หลุดพ้นพบทางสงบไปหาพระเจ้ายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์..
ความเชื่อนั้นเรียกว่า 姥捨て (อุบาสุเตะ) "การละทิ้งหญิงชรา" อีกชื่อก็ 親捨て (โอยาสุเตะ) "การละทิ้งพ่อแม่"
ซึ่งเอาจริงๆมันก็คือการเอาคนที่ตัวเองคิดว่าหมดประโยชน์แล้วไปทิ้งเพื่อลดภาระของตัวเอง
จะเป็นจะตายอะไรนับจากนี้ฉันก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีกแล้ว...
โดย คุนิโอะ ยานางิตะ ซึ่งเป็นนักเขียน นักวิชาการนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเชื่อว่าอุบาสุตะ
น่าจะเป็นเพียงเรื่องเล่าต่อๆกันมา แบบตำนานที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง ..
เหมือนเป็นเรื่องเล่าเพื่อให้คนที่ได้ฟังรู้สึกตระหนักถึงความกตัญญูต่อบิดามารดาว่าเราไม่สมควรที่จะกระทำกับพวกท่านเช่นนี้
ไม่ว่าชีวิตจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม.. โดยในภาพที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างเห็นได้ว่า
หญิงชรากำลังหักกิ่งไม้เพื่อให้ลูกชายของตนจำทางกลับบ้านได้ตอนขากลับ หลังส่งเธอถึงนารายามะ
ดูแล้วสะเทือนใจ แต่ต้องยอมรับว่าตำนานพื้นบ้านที่มีมากว่าร้อยปี
กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันเวลานี้แทบจะไม่ต่างกัน
เราอยู่กันอยู่แล้วว่าทุกวันนี้โลกเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนเกิดน้อยลง คนแก่มากขึ้น อันเนื่องมาจากระบบการแพทย์ที่พัฒนา
ส่วนการเกิดน้อยลงแน่นอน เรารู้ดีว่ามาจากการที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการแบบรับภาระการเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จะตามมาอีกมาก
ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยปัญหาสังคมต่างๆที่มากมาย การอยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่กับคู่ชีวิตแบบคอยดูแลกันไปสองคน
จึงเป็นทางเลือกที่ดูแล้วน่าจะเหมาะสมมากกว่า
และในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คนแก่คนเฒ่าเหล่านั้นก็กำลังโดนผลักออกไปจากเรามากขึ้นทีละนิด
เราเห็นข่าวตามสื่อต่างๆมากมายว่ามีหญิงชราเดินไร้จุดหมายบนท้องถนน ชายชรามีอาการหลงลืมจำทางกลับบ้านไม่ได้
เมื่อคนพาไปที่บ้านก็ไม่มีใครออกมารับ... ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาของตำนานอุบาสุตะ จวบจนยุคดิจิตอลทุกวันนี้ ไม่ต่างอะไรกันเลยสักนิด
ถึงแม้จะไม่ได้พาพ่อแม่ไปไว้ที่นารายามะ แต่หลายครอบครัวเวลานี้ก็พาคนเฒ่าคนแก่ไปไว้ที่บ้านพักคนชรา
ไม่ก็หน่วยงานต่างๆ และโดยมากการพาไปในครั้งนี้นั่นคือครั้งสุดท้ายที่สายเลือดจะได้พบเจอกัน
หลังจากนั้นไม่มีการไปเยี่ยมเยียนกันอีก.. ในหนังก็เช่นเดียวกัน
แต่เป็นโอรินผู้เป็นแม่บอกไว้ว่าเมื่อส่งแม่ถึงปลายทางแล้ว อย่าหันหลังกลับมา...
อย่าลืมเดินกลับในทางที่แม่หักกิ่งไม้ไว้ให้ แล้วลูกจะไม่หลงทาง..
และอย่าเสียใจเลย แม่อยู่ในที่ที่แม่ควรจะอยู่แล้ว อีกไม่นานพระเจ้าจะมารับแม่
คนอื่นๆที่เคยจากไปรอบตัวแม่ก็เช่นกัน และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราจะอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ซีนสุดท้ายที่ยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมงคือฉากที่ลูกชายแบกแม่ไว้บนหลังเพื่อพาไปนารายามะ
ชายหนุ่มต้องพบอุปสรรคมากมายในป่าระหว่างการเดินทาง ใจผมหวนไปเปรียบเทียบได้กับวันเวลากว่า 9 เดือน
ช่วงเวลาที่หญิงชราได้อุ้มท้องเพื่อรอวันให้เด็กน้อยถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกและเติบโตเป็นชายหนุ่ม
คนที่กำลังพาเธอไปทิ้งบนหุบเขาอันห่างไกล... มันสะเทือนใจ เจ็บปวด บีบคั้นทางความรู้สึกอย่างถึงที่สุด..
ผมยอมรับเลยว่า ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้จริงๆ
ถ้าบนยอดเขานารายามะที่โอรินขึ้นไปได้พบกับพระเจ้า...
แล้วในชีวิตจริง..หญิงชราที่ถูกลูกหลานทอดทิ้งให้อยู่ข้างถนนในข่าวที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อครู่.. เธอจะพบกับอะไร...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===