ในที่สุดก็เริ่มแล้ว! ภาครัฐจับมือค่ายพลังงานเดินหน้า “EV Roaming Hub”

มีข่าวใหญ่ฝั่งผู้ใช้ EV ช่วงนี้ครับ น่าจะเป็นข่าวดีมากๆ สำหรับคนที่กำลังลังเลว่าจะย้ายมาใช้รถไฟฟ้าดีไหม หรือคนที่ใช้อยู่แล้วน่าจะแฮปปี้ขึ้นเยอะ
ตอนนี้ กระทรวงพลังงาน (สนพ.) ได้ร่วมมือกับ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) และ PTTOR ลงนามเซ็น MOU กันอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเริ่มโครงการตั้ง "Thailand EV Roaming Hub" หรือระบบเชื่อมโยงข้อมูลสถานีชาร์จกลางของประเทศ
          หลักๆ คือเขาจะแก้ Pain Point ใหญ่สุดของพวกเรานั่นแหละครับ คือเรื่อง "ความยุ่งยากของการต้องดาวน์โหลดแอปชาร์จไฟเต็มโทรศัพท์ไปหมด" ยิ่งค่ายเยอะ แอปยิ่งเยอะ เติมเงินค้างไว้หลายแอปจนงงไปหมด
          ถ้าโครงการนี้สำเร็จ เราจะสามารถใช้ "แอปเดียว" กดค้นหา จองคิว สั่งชาร์จ และจ่ายเงินได้ครอบคลุมตู้ชาร์จแทบจะทุกค่ายทั่วประเทศทันที แถมยังมีแนวคิดเรื่องการตั้ง "บริษัทกลาง" มาบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานนี้ร่วมกันอีกด้วย เพื่อให้การเชื่อมต่อข้อมูลราบรื่นที่สุด

เห็นตัวเลขสถิติสถานีชาร์จบ้านเราปี 2569 แล้วโตไวมากครับ
PTTOR (EV Station PluZ) 1,353 แห่ง (หัวชาร์จ DC เกือบ 3,000 หัว) แถมเริ่มลง Ultra-Fast Charge แรงสุดถึง 480 kW แล้ว
บางจาก ขยายไปเกิน 590 สถานีแล้ว
EA Anywhere เกือบ 500 แห่ง เน้นพื้นที่ กทม. และปริมณฑล
PEA VOLTA ครอบคลุม 76 จังหวัด กว่า 400 แห่ง
EleX by EGAT เกือบ 300 แห่ง จับมือกับทั้ง PT, HomePro, เซ็นทรัล
MEA EV & Tesla ก็เร่งปักหมุดตู้นอกสถานที่และห้างใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บทวิเคราะห์ส่วนตัว - ทำไมข่าวนี้ถึงทำให้คนอยากย้ายมาใช้ EV มากขึ้น?
          ถ้ามองในเชิงผู้ใช้งาน การที่ภาครัฐและยักษ์ใหญ่พลังงานขยับมาทำ Roaming จริงจังแบบนี้ มันเปลี่ยนภาพรวมการใช้งาน EV ไปเยอะมากครับ
หมดยุค "กังวลเรื่องการเดินทางไกล" (Range Anxiety)
          จุดที่ทำให้คนไม่กล้าเปลี่ยนจากรถน้ำมันมา EV ไม่ใช่เรื่องระยะทางของตัวรถแล้ว แต่เป็นเรื่อง "ความสะดวกในการชาร์จ" ต่อไปนี้ถ้าเรามีแอปกลางแอปเดียว ขับไปจังหวัดไหนก็แค่เปิดแอปดูว่าตู้ไหนว่าง โดยไม่ต้องสนว่าเป็นของค่ายไหน การเดินทางไกลจะราบรื่นขึ้นเหมือนแวะปั๊มน้ํามันปกติเลยครับ
ต้นทุนการเดินทางยังคงถูกกว่าน้ำมันมหาศาล
          ต่อให้สถานีชาร์จหนาแน่นขึ้น และระบบชาร์จสะดวกขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรของ EV ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 0.6–1.2 บาท/กม. (ยิ่งถ้าชาร์จบ้านด้วยไฟ TOU ยิ่งถูกลงไปอีก) เมื่อเทียบกับน้ำมันที่วิ่งกิโลเมตรละ 2.5–4 บาท ขับใช้งานปีละ 20,000 กม. ประหยัดเงินส่วนต่างค่าน้ำมันไปได้ปีละหลายหมื่นถึงแสนบาท
ความคุ้มค่าเชิงเทคโนโลยีและการบำรุงรักษา
          นอกจากค่าชาร์จจะถูกกว่าแล้ว EV ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีเกียร์ซับซ้อน ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง/ไส้กรองทุกๆ 10,000 กม. ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่ารถน้ำมันชัดเจน พอได้โครงสร้างพื้นฐานเรื่อง Roaming เข้ามาปิดจุดอ่อนเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง EV จะกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและไร้รอยต่อที่สุดสำหรับคนซื้อรถคันต่อไป

          ก้าวนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่า ระบบนิเวศ EV ไทยกำลังโตแบบผู้ใหญ่เต็มตัว ใครที่กำลังลังเลอยู่ ผมว่าจังหวะนี้เริ่มศึกษาและมองหา EV ที่เหมาะกับตัวเองไว้ได้เลยครับ ยุคนี้ใช้งานจริงได้สบายใจขึ้นเยอะมากๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่