เมื่อเป็นยิวในกรีซ ก็อย่าเพิ่งให้ใครรู้ว่าเป็นยิว
โลกเราทุกวันนี้มีเรื่องประหลาดอยู่มาก และประหลาดเสียจนบางครั้งคนสมัยก่อนฟังแล้วอาจนึกว่าเป็นเรื่องแต่ง
คนไปเที่ยวต่างประเทศตามธรรมดาก็เตรียมหนังสือเดินทาง เสื้อผ้า ยารักษาโรค และเงินติดกระเป๋า แต่คนอิสราเอลที่ไปเที่ยวกรีซในระยะนี้ เห็นทีจะต้องเตรียมของอีกอย่างหนึ่ง คือ “วิธีทำตัวให้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคนอิสราเอล”
กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ออกคำเตือนแก่พลเมืองของตนซึ่งเดินทางหรือพำนักอยู่ในกรีซ ให้เพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ อย่าเปิดเผยตำแหน่งของตนทางอินเทอร์เน็ตแบบทันทีทันใด และที่น่าสังเกตที่สุดก็คือ ควรหลีกเลี่ยงการแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นชาวยิวหรือเป็นชาวอิสราเอล
พูดง่าย ๆ ก็คือ ไปเที่ยวได้ แต่ดาวแห่งเดวิดถ้ามีก็เก็บเสียก่อน ธงอิสราเอลไม่ต้องเอาออกมา และถ้าจะโพสต์รูปว่ากำลังนั่งกินกาแฟอยู่ที่ไหน ก็ควรรอกลับถึงโรงแรมเสียก่อนจึงค่อยโพสต์
เรื่องอย่างนี้ เมื่อก่อนฟังแล้วอาจดูเหลือเชื่อ เพราะกรีซกับอิสราเอลก็หาใช่คู่สงครามกันไม่ แต่การเมืองระหว่างประเทศนั้นมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ เรื่องซึ่งเกิดอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถเดินทางมาถึงโต๊ะกาแฟ ชายหาด หรือท่าเรือของอีกประเทศหนึ่งได้โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง
เหตุที่อิสราเอลต้องเตือนพลเมืองของตนก็เพราะในกรีซมีการนัดชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในเมืองใหญ่และตามแหล่งท่องเที่ยวซึ่งชาวอิสราเอลนิยมเดินทางไป
กลุ่มที่ร่วมจัดกิจกรรมมีทั้ง March to Gaza Greece, BDS Greece และ Palestinian Community Greece โดยหยิบยกเรื่องสงครามในฉนวนกาซา การขยายนิคมของอิสราเอลในเวสต์แบงก์ และการควบคุมตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ขึ้นมาเป็นเหตุแห่งการประท้วง
ฝ่ายผู้ชุมนุมยังกล่าวหารัฐบาลกรีซว่าให้ความร่วมมือกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ในด้านต่าง ๆ จนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” ทั้งยังไม่พอใจที่เกาะและเมืองท่องเที่ยวของกรีซกลายเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวอิสราเอล รวมถึงทหารอิสราเอลบางส่วนด้วย
คำกล่าวหาเหล่านี้เป็นของฝ่ายผู้ประท้วง และย่อมต้องฟังความอีกฝ่ายหนึ่งประกอบกันไป เพราะในโลกการเมืองนั้น คำว่า “ข้อเท็จจริง” มักมีผู้สมัครเป็นเจ้าของมากกว่าหนึ่งคนเสมอ
การชุมนุมทั่วประเทศ ผู้จัดประกาศว่าต้องการให้เป็นไปโดยสันติ และขอให้ผู้เข้าร่วมอย่าตอบโต้การยั่วยุด้วยกำลัง หากเกิดเหตุวุ่นวายก็ให้ถ่ายวิดีโอเก็บหลักฐานและแจ้งตำรวจ
คำแนะนำเช่นนี้ฟังดูดี และใคร ๆ ก็คงหวังว่าจะปฏิบัติได้จริง เพราะประวัติศาสตร์สอนเราอยู่บ่อย ๆ ว่า คนจำนวนมากนัดกันมาประท้วงอย่างสันติได้ แต่ความสงบนั้นบางทีก็มีอายุสั้นกว่าคำปราศรัยบนเวทีเสียอีก
ฝ่ายผู้จัดยังกล่าวว่า ในการชุมนุมก่อนหน้านี้เคยมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวอิสราเอลบางคน เข้าไปโต้เถียง ยั่วยุ หรือใช้คำข่มขู่กับผู้ประท้วง จึงขอให้ผู้ร่วมชุมนุมตอบด้วยการเมือง ไม่ใช่ด้วยหมัด
ทั่วกรีซจึงมีการเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนนำธงปาเลสไตน์ ผ้าเคฟฟีเยห์ สติกเกอร์ และเอกสารข้อมูลออกมาแสดง พร้อมใช้คำขวัญและแฮชแท็ก #NotInOurName และ #NotInOurLand และประกาศว่า “อาชญากรสงครามไม่เป็นที่ต้อนรับ”
ถ้ามองให้พ้นไปจากคำขวัญ จะเห็นภาพที่น่าคิดอยู่ภาพหนึ่ง
ฝ่ายหนึ่งถือธงปาเลสไตน์ออกมายืนตามถนนและชายหาด อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งถือหนังสือเดินทางอิสราเอลกลับได้รับคำแนะนำว่า อย่าให้ใครรู้ว่าตนเป็นใคร
สงครามจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในกาซาอีกต่อไป
มันเดินทางมากับข่าวสาร มากับความโกรธ มากับโทรศัพท์มือถือ มากับธงผืนเล็ก ๆ และบางครั้งก็มานั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหารของนักท่องเที่ยวผู้ซึ่งแต่เดิมตั้งใจเพียงจะไปดูทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น
มนุษย์เรานั้นชอบพูดว่า การท่องเที่ยวทำให้คนต่างชาติต่างภาษาเข้าใจกันมากขึ้น ข้อนี้เห็นจะจริงอยู่
แต่ในบางฤดูกาลของประวัติศาสตร์ การเมืองก็สามารถทำให้คนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พอเห็นธง เห็นเครื่องหมาย หรือได้ยินสำเนียง ก็โกรธกันขึ้นมาได้ทันที
และเมื่อรัฐบาลประเทศหนึ่งต้องบอกพลเมืองของตนว่า
“ไปเที่ยวเถิด แต่อย่าเพิ่งให้เขารู้ว่าเราเป็นใคร”
ก็เห็นจะต้องยอมรับว่า โลกใบนี้ยังมีทางอีกไกล กว่าจะเรียนรู้คำว่าอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องซ่อนตัวตนของตนเองไว้ใต้เสื้อ
ที่มาเพจ - นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย
ภาพชกต่อยกันระหว่าง นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่สนามบินนินอย อากีโน ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จนทั้งคู่ตกเครื่องและไม่ได้บินไปจุดหมายปลายทางที่เมืองเซบู
เดี๋ยวนี้พวกนักท่องเที่ยวอิสราเอล (ชาวยิว) ต้องระวังตัวกันมากขนาดนี้เลยเหรอ
โลกเราทุกวันนี้มีเรื่องประหลาดอยู่มาก และประหลาดเสียจนบางครั้งคนสมัยก่อนฟังแล้วอาจนึกว่าเป็นเรื่องแต่ง
คนไปเที่ยวต่างประเทศตามธรรมดาก็เตรียมหนังสือเดินทาง เสื้อผ้า ยารักษาโรค และเงินติดกระเป๋า แต่คนอิสราเอลที่ไปเที่ยวกรีซในระยะนี้ เห็นทีจะต้องเตรียมของอีกอย่างหนึ่ง คือ “วิธีทำตัวให้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคนอิสราเอล”
กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ออกคำเตือนแก่พลเมืองของตนซึ่งเดินทางหรือพำนักอยู่ในกรีซ ให้เพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ อย่าเปิดเผยตำแหน่งของตนทางอินเทอร์เน็ตแบบทันทีทันใด และที่น่าสังเกตที่สุดก็คือ ควรหลีกเลี่ยงการแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นชาวยิวหรือเป็นชาวอิสราเอล
พูดง่าย ๆ ก็คือ ไปเที่ยวได้ แต่ดาวแห่งเดวิดถ้ามีก็เก็บเสียก่อน ธงอิสราเอลไม่ต้องเอาออกมา และถ้าจะโพสต์รูปว่ากำลังนั่งกินกาแฟอยู่ที่ไหน ก็ควรรอกลับถึงโรงแรมเสียก่อนจึงค่อยโพสต์
เรื่องอย่างนี้ เมื่อก่อนฟังแล้วอาจดูเหลือเชื่อ เพราะกรีซกับอิสราเอลก็หาใช่คู่สงครามกันไม่ แต่การเมืองระหว่างประเทศนั้นมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ เรื่องซึ่งเกิดอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถเดินทางมาถึงโต๊ะกาแฟ ชายหาด หรือท่าเรือของอีกประเทศหนึ่งได้โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง
เหตุที่อิสราเอลต้องเตือนพลเมืองของตนก็เพราะในกรีซมีการนัดชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในเมืองใหญ่และตามแหล่งท่องเที่ยวซึ่งชาวอิสราเอลนิยมเดินทางไป
กลุ่มที่ร่วมจัดกิจกรรมมีทั้ง March to Gaza Greece, BDS Greece และ Palestinian Community Greece โดยหยิบยกเรื่องสงครามในฉนวนกาซา การขยายนิคมของอิสราเอลในเวสต์แบงก์ และการควบคุมตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ขึ้นมาเป็นเหตุแห่งการประท้วง
ฝ่ายผู้ชุมนุมยังกล่าวหารัฐบาลกรีซว่าให้ความร่วมมือกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ในด้านต่าง ๆ จนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” ทั้งยังไม่พอใจที่เกาะและเมืองท่องเที่ยวของกรีซกลายเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวอิสราเอล รวมถึงทหารอิสราเอลบางส่วนด้วย
คำกล่าวหาเหล่านี้เป็นของฝ่ายผู้ประท้วง และย่อมต้องฟังความอีกฝ่ายหนึ่งประกอบกันไป เพราะในโลกการเมืองนั้น คำว่า “ข้อเท็จจริง” มักมีผู้สมัครเป็นเจ้าของมากกว่าหนึ่งคนเสมอ
การชุมนุมทั่วประเทศ ผู้จัดประกาศว่าต้องการให้เป็นไปโดยสันติ และขอให้ผู้เข้าร่วมอย่าตอบโต้การยั่วยุด้วยกำลัง หากเกิดเหตุวุ่นวายก็ให้ถ่ายวิดีโอเก็บหลักฐานและแจ้งตำรวจ
คำแนะนำเช่นนี้ฟังดูดี และใคร ๆ ก็คงหวังว่าจะปฏิบัติได้จริง เพราะประวัติศาสตร์สอนเราอยู่บ่อย ๆ ว่า คนจำนวนมากนัดกันมาประท้วงอย่างสันติได้ แต่ความสงบนั้นบางทีก็มีอายุสั้นกว่าคำปราศรัยบนเวทีเสียอีก
ฝ่ายผู้จัดยังกล่าวว่า ในการชุมนุมก่อนหน้านี้เคยมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวอิสราเอลบางคน เข้าไปโต้เถียง ยั่วยุ หรือใช้คำข่มขู่กับผู้ประท้วง จึงขอให้ผู้ร่วมชุมนุมตอบด้วยการเมือง ไม่ใช่ด้วยหมัด
ทั่วกรีซจึงมีการเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนนำธงปาเลสไตน์ ผ้าเคฟฟีเยห์ สติกเกอร์ และเอกสารข้อมูลออกมาแสดง พร้อมใช้คำขวัญและแฮชแท็ก #NotInOurName และ #NotInOurLand และประกาศว่า “อาชญากรสงครามไม่เป็นที่ต้อนรับ”
ถ้ามองให้พ้นไปจากคำขวัญ จะเห็นภาพที่น่าคิดอยู่ภาพหนึ่ง
ฝ่ายหนึ่งถือธงปาเลสไตน์ออกมายืนตามถนนและชายหาด อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งถือหนังสือเดินทางอิสราเอลกลับได้รับคำแนะนำว่า อย่าให้ใครรู้ว่าตนเป็นใคร
สงครามจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในกาซาอีกต่อไป
มันเดินทางมากับข่าวสาร มากับความโกรธ มากับโทรศัพท์มือถือ มากับธงผืนเล็ก ๆ และบางครั้งก็มานั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหารของนักท่องเที่ยวผู้ซึ่งแต่เดิมตั้งใจเพียงจะไปดูทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น
มนุษย์เรานั้นชอบพูดว่า การท่องเที่ยวทำให้คนต่างชาติต่างภาษาเข้าใจกันมากขึ้น ข้อนี้เห็นจะจริงอยู่
แต่ในบางฤดูกาลของประวัติศาสตร์ การเมืองก็สามารถทำให้คนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พอเห็นธง เห็นเครื่องหมาย หรือได้ยินสำเนียง ก็โกรธกันขึ้นมาได้ทันที
และเมื่อรัฐบาลประเทศหนึ่งต้องบอกพลเมืองของตนว่า
“ไปเที่ยวเถิด แต่อย่าเพิ่งให้เขารู้ว่าเราเป็นใคร”
ก็เห็นจะต้องยอมรับว่า โลกใบนี้ยังมีทางอีกไกล กว่าจะเรียนรู้คำว่าอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องซ่อนตัวตนของตนเองไว้ใต้เสื้อ
ที่มาเพจ - นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย
ภาพชกต่อยกันระหว่าง นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่สนามบินนินอย อากีโน ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จนทั้งคู่ตกเครื่องและไม่ได้บินไปจุดหมายปลายทางที่เมืองเซบู