เมืองอุทัยธานีมีหลุ่มใหญ่ๆอยู่หลุ่มหนึ่งเรียกว่า “หลุมรัก” ตอนผมไปเที่ยวที่นี่ครั้งแรกผมก็ดันเดินตก “หลุมรัก” เมืองนี้ลงไปครึ่งแข้ง ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอกลับไปบ่อยๆเข้า "หลุมรัก" ของเมืองอุทัยดันเยอะขึ้นเรื่อยๆจนเดินตกไปอีกหลายรอบ เมืองเงียบๆเล็กๆแบบนี้มีดีอะไรอย่างนั้นเหรอ การกลับไปคราวนี้ผมว่าผมเจอแล้วแหละ
ภาษาสมัยนี้มีอยู่คำหนึ่งที่ดูจะเข้ากับความรู้สึกของผมต่อเมืองอุทัยธานีได้ดีเลย คำว่า “Vibe” ใช้กับความรู้สึกนี้ได้ดี ปกติผมไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนบทความมากนักแต่ครั้งนี้ไม่มีคำไหนเหมาะสมเท่าคำนี้แล้วแหละ

มาอุทัยก็คนต้องลองมานอนแพดูบ้าง ผมนอนแพหนึ่งคืน แพนี้ชื่อ “มานอนแพ at สะแกกรัง” เป็นเรือนแพสองเรือนอยู่ใกล้ๆกัน คืนนี้ผมนอนแพหลังคาเขียวแต่คุณพี่เจ้าของให้ผมไปดูอีกแพได้
ไปดูแพด้านซ้ายที่ไม่ได้พักก่อนครับ เป็นแพห้องเดียวใหญ่ๆ กว้างขนาดนอนได้ห้าหกคนก็ยังไม่อึดอัด ภายในห้องติดเครื่องปรับอากาศมาให้เรียบร้อย
ห้องนี้มีระเบียงที่ค่อนข้างกว้าง สามารถมานั่งสังสรรค์รับลมตรงระเบียงได้ ลมพัดตามแนวแม่น้ำทำให้ถึงจะนั่งตอนกลางวันก็ไม่รู้สึกว่าร้อนมากนัก ยิ่งตอนผมมาเมฆค่อนข้างเยอะยิ่งสบายใหญ่
เจ้าของแพเอาเครื่องดื่มกับขนมมาให้แล้วก็นั่งคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนอินโทรเวิร์ทแบบภรรยาผมล่ะก็อาจจะใช้พลังเยอะหน่อย เพราะพี่เจ้าของแพเป็นกันเองมากๆ เล่าเรื่องให้ฟังเยอะแยะ นั่งคุยกันอยู่สักพักเจ้าของแพก็ขอตัวโดยบอกพวกผมว่า "เดี๋ยววันนี้จะเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้กลับ คืนนี้ฝากแพด้วยนะ" อ้าว ได้สิทธิ์การบริหารแพชั่วคราวเฉยเลย
หลังจากนั่งทานขนมนั่งพักอยู่ที่แพหลังนั้นอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเก็บข้าวของแล้วกลับมาเข้าแพตัวเองเสียที แพที่พักคืนนี้เป็นแบบสองห้องนอน นั่นทำให้พื้นที่ส่วนกลางของแพจะน้อยกว่าอีกหลังหนึ่ง ส่วนแพหลังนี้จะมีความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
แอร์มีอยู่สองตัวแต่แพตากแดดอยู่กลางแจ้ง กว่าแอร์จะเย็นก็ใช้เวลาเยอะหน่อย ยังดีว่าพอตกเย็นฝนตั้งเค้ามาดำมืดเลยเย็นลงเร็วหน่อย
เตียงนอนถือว่านอนสบายดีเลยครับ มีทีวีขนาดใหญ่แถมเป็นสมาร์ททีวีอีก แต่ติดไว้สูงเชียวเวลานั่งดูกับพื้นนี่แหงนคอจนเมื่อย ถึงจะเป็นการนอนบนแพ แต่ไม่มีการเมาคลื่นเลยเพราะแม่น้ำสะแกกรังค่อนข้างนิ่ง น้ำไหลเอื่อยๆ ไม่ค่อยมีเรือสันจรมากนัก(ส่วนใหญ่ก็เป็นเรือพายของชาวบ้านแถวนี้) กลางคืนหลับสบายไม่มีเสียงเรือให้หนวกหู
โดยรวมเป็นการพักที่สบายดี แน่นอนว่าไปเทียบกับโรงแรมสามดาวสี่ดาวไม่ได้แน่ๆ แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของการนอนแพแบบนี้คือความรู้สึกสบายและอบอุ่นเหมือนนอนอยู่บ้าน ความเป็นกันเองของเจ้าของแพก็ทำให้การเข้าพักมีความสบายใจและผ่อนคลายมากขึ้น...ผมพักที่นี่หนึ่งคืนส่วนอีกคืนพักที่โรงแรมบ้านน่านอน ที่พักประจำเวลาผมมาอุทัย เคยรีวิวไว้แล้วลองกลับไปหาอ่านดูครับ
จังหวัดเล็กๆอย่างอุทัยธานีมีพิพิธภัณฑ์ด้วยแฮะ...ไปอุทัยก็ตั้งหลายรอบดันไม่สังเกต ที่นี่ชื่อ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี (เบญจมราชูทิศ)
จอดรถเสร็จหันไปมองอาคาร...ทำไมมันให้ความรู้สึกเหมือนโรงเรียนจังหว่า...ชั้นล่างมีสมุดลงทะเบียนวางไว้ ไม่มีค่าเข้าชม ระหว่างมองซ้ายมองขวาว่าจะเริ่มตรงไหนดี ก็มีพี่ชายคนหนึ่งเข้ามาสอบถาม พี่เขาเป็นคนดูแลที่นี่(คนเดียวเสียด้วย) หลังจากนี้พี่เขาจะพาไปชมสถานที่ครับ
พี่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นโรงเรียนมาก่อน ชื่อโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ชื่อคุ้นๆนะ ถามน้องไอ (AI) ได้ความว่าเป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นจากพระประสงค์ของรัชกาลที่ห้า ส่วนชื่อโรงเรียนได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่หก “เบญจมราชูทิศ” แปลว่า “สร้างอุทิศน์แก่พระมหากษัตริย์องค์ที่ห้า” เริ่มแรกมีหกแห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่สี่แห่งคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช, ราชบุรี, จันทบุรีและจังหวัดปัตตานี อุทัยธานีน่าจะเป็นแห่งที่ห้า ส่วนแห่งที่หกไม่รู้ว่าที่ไหน ถามน้องไอก็ไม่มีข้อมูล
การเดินเที่ยวชมที่นี่ถ้าไม่มีพี่เขาเดินเล่าเรื่องไปด้วยหน้าจะใช้เวลาในการเดินชมไม่เกินสิบนาที แต่พอมีคนเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังเราเลยใช้เวลาที่นี่เป็นชั่วโมง
ห้องนี้เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของที่นี่ เป็นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งอุทัยธานีมีแหล่งโบราณคดีอยู่หลายแห่งเช่น แหล่งโบราณคดีถ้ำเลียงผา เขาผาแรต เขาปลาร้า และแหล่งโบราณคดีบ้านหลุมเข้าซึ่งเป็นที่มาของโครงกระดูกนี้
พี่เจ้าหน้าที่เล่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงกระดูกและข้าวของที่อยู่ด้วยกัน เล่าไปเล่ามากลายเป็นเล่าเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติซะงั้น เริ่มต้นแบบเนชันแนลจีโอกราฟฟิกส์ จบแบบเดอะโกสท์...คืออย่างนี้ครับพี่แจ๊ค
จากชั้นล่าง เดินต่อขึ้นชั้นบน ไปพบกับงานฝีมือของชาวอุทัย ประวัติพระเกจิชื่อดังของจังหวัด(ตรงนี้พี่เจ้าหน้าที่เล่าแบบละเอียดเลย) รวมถึงบุคคลสำคัญในอดีตของจังหวัดอุทัยธานี เมื่อมาถึงเรื่องพระเกจิ รวมถึงบุคคลสำคัญในอดีตพอถึงตรงนี้เรื่องราวก็เริ่มได้ที่ กดเบอร์หา "พี่แจ๊ค" ได้อีกรอบ
โดยรวมๆของพิพิธภัณฑ์ถ้าไม่มีพี่เจ้าหน้าที่พาเดิน ก็เป็นอาคารโรงเรียนเก่าที่เก็บของวางไว้ให้คนเดินชมออกจะไร้ชีวิตชีวา แต่พอมีพี่เจ้าหน้าที่พาชมกลายเป็นแหล่งรวมเรื่องราวทั้งข้อมูล เรื่องราว รวมถึงเรื่องลี้ลับไว้มากมาย ทำให้การเดินชมได้ความรู้ขึ้นมาก...ถ้ามาเที่ยวอุทัยธานีลองแวะมาชมนะครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
Booktopia ร้านหนังสือเก่าแก่ที่อยู่คู่อุทัยธานีมานาน ร้านเล็กๆอยู่ริมถนนเส้นเล็กๆเส้นหนึ่งในตัวเมืองอุทัย ถ้าไม่สังเกตอาจจะขับรถผ่านไปโดยไม่รู้เลยว่ามีร้านนี้อยู่
ตอนเด็กๆผมไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบอ่านการ์ตูน โตมากับ C-KiDs กับ Boom จนถูกด่าบ่อยๆว่าอ่านแต่การ์ตูน...พออายุมากขึ้นดันชอบอ่านหนังสือซะอย่างนั้น และแน่นอนว่าการ์ตูนก็ยังอ่านอยู่ ความชอบอีกอย่างของผมคือเพลงโดยเฉพาะเพลงร๊อคและเมทัล โตมากับหนังสือ Music Express, Crossroads, The Quiet Storm และร้าน CD อย่าง Music One, เจยูพันทิพย์...ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มีใครโตในยุคเดียวกันบ้างครับ
มันเป็นความพอดีที่เจ้าของ Booktopia ที่ชื่อ “วิรัตน์ โตอารีย์มิตร” เป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือที่มีชื่อเสียงหลายเล่ม หลายเล่มในนั้นผมอ่าน หลายเล่มในนั้นผมผ่านตา เช่น A day, Hamburger, แพรวสุดสัปดาห์, Starpics และคุณวิรัตน์เองก็เป็นนักฟังเพลงและนักวิจารณ์เพลงตัวยง
พอเข้ามาในร้าน เป็นร้านเล็กๆพื้นที่ในร้านไม่เยอะมากนัก หนังสือวางไม่ได้แบ่งหมวดหมู่และของอื่นๆวางอยู่คละๆกัน มันไม่เหมือนร้านหนังสือแต่มันเหมือนร้านขายของเก่า...เอ่อ ไม่ใช่ของเก่าแบบเศษซากนะครับ แต่เป็นอารมรณ์แบบ “แอนทีคช็อป” มากกว่า
ผมเดินไปเดินมาในร้าน(ที่มีพื้นที่น้อยนิด)ด้วยความตื่นตาตื่นใจ หนังสือเกี่ยวกับดนตรี เทป(ที่ไม่ได้ขาย) แผ่น CD(ที่ไม่ได้ขายเช่นกัน) จำนวนมาก พี่เจ้าของร้านทั้งคุณวิรัตน์และภรรยาคุยเก่ง เป็นกันเอง ยิ่งถ้าเป็นคนที่เป็น “นักฟังเพลง” โดยเฉพาะยุค 90 หรือเก่ากว่านั้น ยิ่งคุยได้สนุก...ภรรยาอินโทรเวิร์ดของผมเสียพลังงานกับที่นี่เยอะ จนต้องออกไปชาร์จด่วนนอกร้าน ปล่อยให้ผมคุยกับพี่เจ้าของร้านไป
ผลงานของผมในช่องทางอื่นๆ
Facebook:
https://www.facebook.com/followmeonearth/
Website: www.Pratuneung.com
Lemon8 Application: @Pratuneung
Blockdit page: Followmeonearth
Blockdit page: Story Behind
[CR] UThai Vibe : บรรยากาศ ”อุทัย”
เมืองอุทัยธานีมีหลุ่มใหญ่ๆอยู่หลุ่มหนึ่งเรียกว่า “หลุมรัก” ตอนผมไปเที่ยวที่นี่ครั้งแรกผมก็ดันเดินตก “หลุมรัก” เมืองนี้ลงไปครึ่งแข้ง ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอกลับไปบ่อยๆเข้า "หลุมรัก" ของเมืองอุทัยดันเยอะขึ้นเรื่อยๆจนเดินตกไปอีกหลายรอบ เมืองเงียบๆเล็กๆแบบนี้มีดีอะไรอย่างนั้นเหรอ การกลับไปคราวนี้ผมว่าผมเจอแล้วแหละ
ภาษาสมัยนี้มีอยู่คำหนึ่งที่ดูจะเข้ากับความรู้สึกของผมต่อเมืองอุทัยธานีได้ดีเลย คำว่า “Vibe” ใช้กับความรู้สึกนี้ได้ดี ปกติผมไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษในการเขียนบทความมากนักแต่ครั้งนี้ไม่มีคำไหนเหมาะสมเท่าคำนี้แล้วแหละ
มาอุทัยก็คนต้องลองมานอนแพดูบ้าง ผมนอนแพหนึ่งคืน แพนี้ชื่อ “มานอนแพ at สะแกกรัง” เป็นเรือนแพสองเรือนอยู่ใกล้ๆกัน คืนนี้ผมนอนแพหลังคาเขียวแต่คุณพี่เจ้าของให้ผมไปดูอีกแพได้
ไปดูแพด้านซ้ายที่ไม่ได้พักก่อนครับ เป็นแพห้องเดียวใหญ่ๆ กว้างขนาดนอนได้ห้าหกคนก็ยังไม่อึดอัด ภายในห้องติดเครื่องปรับอากาศมาให้เรียบร้อย
ห้องนี้มีระเบียงที่ค่อนข้างกว้าง สามารถมานั่งสังสรรค์รับลมตรงระเบียงได้ ลมพัดตามแนวแม่น้ำทำให้ถึงจะนั่งตอนกลางวันก็ไม่รู้สึกว่าร้อนมากนัก ยิ่งตอนผมมาเมฆค่อนข้างเยอะยิ่งสบายใหญ่
เจ้าของแพเอาเครื่องดื่มกับขนมมาให้แล้วก็นั่งคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนอินโทรเวิร์ทแบบภรรยาผมล่ะก็อาจจะใช้พลังเยอะหน่อย เพราะพี่เจ้าของแพเป็นกันเองมากๆ เล่าเรื่องให้ฟังเยอะแยะ นั่งคุยกันอยู่สักพักเจ้าของแพก็ขอตัวโดยบอกพวกผมว่า "เดี๋ยววันนี้จะเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้กลับ คืนนี้ฝากแพด้วยนะ" อ้าว ได้สิทธิ์การบริหารแพชั่วคราวเฉยเลย
หลังจากนั่งทานขนมนั่งพักอยู่ที่แพหลังนั้นอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเก็บข้าวของแล้วกลับมาเข้าแพตัวเองเสียที แพที่พักคืนนี้เป็นแบบสองห้องนอน นั่นทำให้พื้นที่ส่วนกลางของแพจะน้อยกว่าอีกหลังหนึ่ง ส่วนแพหลังนี้จะมีความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
แอร์มีอยู่สองตัวแต่แพตากแดดอยู่กลางแจ้ง กว่าแอร์จะเย็นก็ใช้เวลาเยอะหน่อย ยังดีว่าพอตกเย็นฝนตั้งเค้ามาดำมืดเลยเย็นลงเร็วหน่อย
เตียงนอนถือว่านอนสบายดีเลยครับ มีทีวีขนาดใหญ่แถมเป็นสมาร์ททีวีอีก แต่ติดไว้สูงเชียวเวลานั่งดูกับพื้นนี่แหงนคอจนเมื่อย ถึงจะเป็นการนอนบนแพ แต่ไม่มีการเมาคลื่นเลยเพราะแม่น้ำสะแกกรังค่อนข้างนิ่ง น้ำไหลเอื่อยๆ ไม่ค่อยมีเรือสันจรมากนัก(ส่วนใหญ่ก็เป็นเรือพายของชาวบ้านแถวนี้) กลางคืนหลับสบายไม่มีเสียงเรือให้หนวกหู
โดยรวมเป็นการพักที่สบายดี แน่นอนว่าไปเทียบกับโรงแรมสามดาวสี่ดาวไม่ได้แน่ๆ แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของการนอนแพแบบนี้คือความรู้สึกสบายและอบอุ่นเหมือนนอนอยู่บ้าน ความเป็นกันเองของเจ้าของแพก็ทำให้การเข้าพักมีความสบายใจและผ่อนคลายมากขึ้น...ผมพักที่นี่หนึ่งคืนส่วนอีกคืนพักที่โรงแรมบ้านน่านอน ที่พักประจำเวลาผมมาอุทัย เคยรีวิวไว้แล้วลองกลับไปหาอ่านดูครับ
จังหวัดเล็กๆอย่างอุทัยธานีมีพิพิธภัณฑ์ด้วยแฮะ...ไปอุทัยก็ตั้งหลายรอบดันไม่สังเกต ที่นี่ชื่อ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี (เบญจมราชูทิศ)
จอดรถเสร็จหันไปมองอาคาร...ทำไมมันให้ความรู้สึกเหมือนโรงเรียนจังหว่า...ชั้นล่างมีสมุดลงทะเบียนวางไว้ ไม่มีค่าเข้าชม ระหว่างมองซ้ายมองขวาว่าจะเริ่มตรงไหนดี ก็มีพี่ชายคนหนึ่งเข้ามาสอบถาม พี่เขาเป็นคนดูแลที่นี่(คนเดียวเสียด้วย) หลังจากนี้พี่เขาจะพาไปชมสถานที่ครับ
พี่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นโรงเรียนมาก่อน ชื่อโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ชื่อคุ้นๆนะ ถามน้องไอ (AI) ได้ความว่าเป็นโรงเรียนที่สร้างขึ้นจากพระประสงค์ของรัชกาลที่ห้า ส่วนชื่อโรงเรียนได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่หก “เบญจมราชูทิศ” แปลว่า “สร้างอุทิศน์แก่พระมหากษัตริย์องค์ที่ห้า” เริ่มแรกมีหกแห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่สี่แห่งคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช, ราชบุรี, จันทบุรีและจังหวัดปัตตานี อุทัยธานีน่าจะเป็นแห่งที่ห้า ส่วนแห่งที่หกไม่รู้ว่าที่ไหน ถามน้องไอก็ไม่มีข้อมูล
การเดินเที่ยวชมที่นี่ถ้าไม่มีพี่เขาเดินเล่าเรื่องไปด้วยหน้าจะใช้เวลาในการเดินชมไม่เกินสิบนาที แต่พอมีคนเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังเราเลยใช้เวลาที่นี่เป็นชั่วโมง
ห้องนี้เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของที่นี่ เป็นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งอุทัยธานีมีแหล่งโบราณคดีอยู่หลายแห่งเช่น แหล่งโบราณคดีถ้ำเลียงผา เขาผาแรต เขาปลาร้า และแหล่งโบราณคดีบ้านหลุมเข้าซึ่งเป็นที่มาของโครงกระดูกนี้
พี่เจ้าหน้าที่เล่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงกระดูกและข้าวของที่อยู่ด้วยกัน เล่าไปเล่ามากลายเป็นเล่าเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติซะงั้น เริ่มต้นแบบเนชันแนลจีโอกราฟฟิกส์ จบแบบเดอะโกสท์...คืออย่างนี้ครับพี่แจ๊ค
จากชั้นล่าง เดินต่อขึ้นชั้นบน ไปพบกับงานฝีมือของชาวอุทัย ประวัติพระเกจิชื่อดังของจังหวัด(ตรงนี้พี่เจ้าหน้าที่เล่าแบบละเอียดเลย) รวมถึงบุคคลสำคัญในอดีตของจังหวัดอุทัยธานี เมื่อมาถึงเรื่องพระเกจิ รวมถึงบุคคลสำคัญในอดีตพอถึงตรงนี้เรื่องราวก็เริ่มได้ที่ กดเบอร์หา "พี่แจ๊ค" ได้อีกรอบ
โดยรวมๆของพิพิธภัณฑ์ถ้าไม่มีพี่เจ้าหน้าที่พาเดิน ก็เป็นอาคารโรงเรียนเก่าที่เก็บของวางไว้ให้คนเดินชมออกจะไร้ชีวิตชีวา แต่พอมีพี่เจ้าหน้าที่พาชมกลายเป็นแหล่งรวมเรื่องราวทั้งข้อมูล เรื่องราว รวมถึงเรื่องลี้ลับไว้มากมาย ทำให้การเดินชมได้ความรู้ขึ้นมาก...ถ้ามาเที่ยวอุทัยธานีลองแวะมาชมนะครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
Booktopia ร้านหนังสือเก่าแก่ที่อยู่คู่อุทัยธานีมานาน ร้านเล็กๆอยู่ริมถนนเส้นเล็กๆเส้นหนึ่งในตัวเมืองอุทัย ถ้าไม่สังเกตอาจจะขับรถผ่านไปโดยไม่รู้เลยว่ามีร้านนี้อยู่
ตอนเด็กๆผมไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบอ่านการ์ตูน โตมากับ C-KiDs กับ Boom จนถูกด่าบ่อยๆว่าอ่านแต่การ์ตูน...พออายุมากขึ้นดันชอบอ่านหนังสือซะอย่างนั้น และแน่นอนว่าการ์ตูนก็ยังอ่านอยู่ ความชอบอีกอย่างของผมคือเพลงโดยเฉพาะเพลงร๊อคและเมทัล โตมากับหนังสือ Music Express, Crossroads, The Quiet Storm และร้าน CD อย่าง Music One, เจยูพันทิพย์...ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มีใครโตในยุคเดียวกันบ้างครับ
มันเป็นความพอดีที่เจ้าของ Booktopia ที่ชื่อ “วิรัตน์ โตอารีย์มิตร” เป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือที่มีชื่อเสียงหลายเล่ม หลายเล่มในนั้นผมอ่าน หลายเล่มในนั้นผมผ่านตา เช่น A day, Hamburger, แพรวสุดสัปดาห์, Starpics และคุณวิรัตน์เองก็เป็นนักฟังเพลงและนักวิจารณ์เพลงตัวยง
พอเข้ามาในร้าน เป็นร้านเล็กๆพื้นที่ในร้านไม่เยอะมากนัก หนังสือวางไม่ได้แบ่งหมวดหมู่และของอื่นๆวางอยู่คละๆกัน มันไม่เหมือนร้านหนังสือแต่มันเหมือนร้านขายของเก่า...เอ่อ ไม่ใช่ของเก่าแบบเศษซากนะครับ แต่เป็นอารมรณ์แบบ “แอนทีคช็อป” มากกว่า
ผมเดินไปเดินมาในร้าน(ที่มีพื้นที่น้อยนิด)ด้วยความตื่นตาตื่นใจ หนังสือเกี่ยวกับดนตรี เทป(ที่ไม่ได้ขาย) แผ่น CD(ที่ไม่ได้ขายเช่นกัน) จำนวนมาก พี่เจ้าของร้านทั้งคุณวิรัตน์และภรรยาคุยเก่ง เป็นกันเอง ยิ่งถ้าเป็นคนที่เป็น “นักฟังเพลง” โดยเฉพาะยุค 90 หรือเก่ากว่านั้น ยิ่งคุยได้สนุก...ภรรยาอินโทรเวิร์ดของผมเสียพลังงานกับที่นี่เยอะ จนต้องออกไปชาร์จด่วนนอกร้าน ปล่อยให้ผมคุยกับพี่เจ้าของร้านไป
ผลงานของผมในช่องทางอื่นๆ
Facebook: https://www.facebook.com/followmeonearth/
Website: www.Pratuneung.com
Lemon8 Application: @Pratuneung
Blockdit page: Followmeonearth
Blockdit page: Story Behind
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้