ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ควบคุมและกำจัดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยตรง
รถ EV โตเร็ว แต่ “ซากแบตเตอรี่” กำลังกลายเป็นวิกฤติใหม่ที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
หลายประเทศเริ่มมีกฎหมายรองรับการจัดเก็บ รีไซเคิล และกำจัดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพราะแบตเตอรี่ที่หมดอายุ ไม่ใช่แค่ “ขยะ” แต่เป็นของเสียที่มีความเสี่ยงทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าอุตสาหกรรม EV เต็มตัว แต่กฎหมายและระบบจัดการซากแบตเตอรี่ยังแทบว่างเปล่า ทั้งเรื่องผู้รับผิดชอบ วิธีกำจัด มาตรฐานรีไซเคิล และงบประมาณรองรับในอนาคต
Video editor : Na Choji
https://www.facebook.com/watch/?v=1368588195157239
ตอนนี้ก็ต้องอาศัยแค่กฎหมายเดิม คือ การควบคุมวัตถุอันตรายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
โดยแบตเตอรี่ที่มีสภาพต่ำกว่า 60% จะถูกจัดเป็นของเสียอันตราย
ซึ่งห้ามนำเข้าและต้องกำจัดผ่านโรงงานแปรรูปที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
สถานการณ์ปัจจุบันและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
กฎหมายวัตถุอันตราย: ใช้ควบคุมซากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ (มีประสิทธิภาพหรือ State of Health น้อยกว่า 60%) ให้เป็นของเสียเคมีวัตถุตามกฎระเบียบโรงงาน
ประกาศกระทรวงพาณิชย์:
ห้ามนำเข้าซากแบตเตอรี่หรือแบตเตอรี่ที่หมดสภาพการใช้งานแล้วเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นประเทศ
ข้อจำกัดทางกฎหมาย:
ไทยยังขาดกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเฉพาะด้านวงจรชีวิตแบตเตอรี่ (Battery Lifecycle) และระบบติดตามซาก (Battery Passport) แบบสากล ทำให้ต้องพึ่งพากฎหมายสิ่งแวดล้อมและโรงงานที่มีอยู่เดิม
เปิด 3 จุดเสี่ยง ! “ซากแบตอีวี” เกลื่อนเมือง
เผยแพร่: 1 ก.ค. 2569 22:59 ปรับปรุง: 1 ก.ค. 2569 22:59 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
วิกฤตซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย มีแนวโน้มแก้ไข "ไม่ทันการณ์"
หากไม่มีการเร่งบังคับใช้กฎหมายและปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอย่างก้าวกระโดด
เนื่องจากคลื่นสึนามิของซากแบตเตอรี่ระลอกแรกกำลังจะมาถึงเร็วกว่าระบบรองรับ
หากเปรียบสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน "
เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายและมาตรฐานยังเป็นเต่า"

1.กฎหมายวิ่งตามไม่ทันตลาด
2.ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระหว่างรอระบบ
3.โรงงานรีไซเคิลในประเทศยังไม่พร้อม
รายละเอียด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไทม์ไลน์กฎหมายเฉพาะในการบังคับใช้เพื่อจัดการซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างครบวงจรและยั่งยืนนั้น "ยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายเฉพาะอย่างเป็นทางการ" แต่ปัจจุบันภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างการเร่งผลักดันและยกร่างกรอบกฎหมาย ขณะที่ในระดับสากล ประเทศผู้นำด้าน EV ได้เริ่มบังคับใช้ไทม์ไลน์กฎหมายอย่างเข้มงวดแล้ว
เผย 3 จุดเสี่ยง ทำให้ไทย "ก้าวไม่ทัน"
1.กฎหมายวิ่งตามไม่ทันตลาด: ยอดขายรถ EV พุ่งกระฉูดสะสมเป็นแสนคัน แต่มาตรการควบคุมเชิงบังคับ ทั้งด้านการขนส่ง การจัดเก็บ และการรีไซเคิลยังแทบว่างเปล่า
2.ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระหว่างรอระบบ: แบตเตอรี่เสื่อมสภาพถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายระดับ 9 หากจัดเก็บหรือถอดแยกโดยขาดมาตรฐาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการลัดวงจรและความร้อนสะสมจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรง (Thermal Runaway) ซึ่งดับได้ยากมาก
3.โรงงานรีไซเคิลในประเทศยังไม่พร้อม: แม้จะเริ่มมีการทดสอบเทคโนโลยีชุบชีวิตแบตเตอรี่เป็น Second-life (เช่น นำไปทำแบตเตอรี่สำรองในบ้าน) แต่โรงงานรีไซเคิลระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถสกัดแร่มีค่า เช่น ลิเทียม หรือโคบอลต์ กลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัยยังมีน้อยมากและต้นทุนสูง
ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง : ปริมาณซาก vs ความพร้อมของรัฐ
หากเปรียบเทียบระยะเวลาที่แบตเตอรี่จะหมดอายุ กับความคืบหน้าในการเตรียมการของภาครัฐ เราย่อมจะเห็นช่องว่างที่น่ากังวลดังนี้
1. ฝั่งปริมาณซากแบตเตอรี่ (มาเร็วและแรง)
• พ.ศ. 2566 - 2570 (ปัจจุบัน - ระยะสั้น): ปริมาณซากแบตเตอรี่เริ่มทยอยเข้ามาจากรถรุ่นแรกๆ และรถที่เกิดอุบัติเหตุหรือจมน้ำ
• พ.ศ. 2571 - 2576 (ระยะกลาง): วิกฤตระลอกแรกจะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากรถ EV ที่ซื้อมหาศาลในช่วงปี 2565-2567 จะเริ่มหมดอายุการใช้งานพร้อมกัน (อายุเฉลี่ยแบตเตอรี่ 8-10 ปี) คาดว่าจะมีซากสะสมสูงถึงหลักแสนตัน
2. ฝั่งนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (ขับเคลื่อนช้า)
ปัจจุบัน: ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับการจัดการซากแบตเตอรี่ EV ปัจจุบันถูกจัดรวมอยู่ในประเภทขยะอันตรายทั่วไป ซึ่งระบบกำจัดขยะกว่า 90% ของไทยยังทำอย่างไม่ถูกต้อง
ในขณะที่แผนของรัฐ: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน แต่การผลักดันให้เกิดเป็นกฎหมายภาคบังคับ เช่น หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่บังคับให้ค่ายรถต้องรับผิดชอบซาก มักใช้เวลาหลายปีในการผ่านสภา
ช่องว่างและความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญ
1.ขาดกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจน: ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่เฉพาะเจาะจงในการควบคุมและจัดการซากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจากรถ EV
2.กลไก EPR ยังไม่เป็นรูปธรรม: แม้จะมีการผลักดันหลักการความรับผิดชอบขยายของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) แต่กลไกการจัดเก็บและส่งเข้าโรงงานรีไซเคิลอย่างเป็นระบบในไทยยังไม่สมบูรณ์
3.เทคโนโลยีในประเทศยังมีจำกัด: ปัจจุบันธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่รถ EV ในไทยยังมีผลกำไรต่ำและไม่คุ้มทุนในเชิงพาณิชย์ ทำให้ไทยขาดการต่อยอดทางเทคโนโลยีขั้นสูงในการแยกสกัดแร่ธาตุมูลค่าสูง เช่น ลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์ กลับมาใช้ใหม่
4.การคุกคามจากทุนต่างชาติ: เริ่มมีแนวโน้มที่กลุ่มทุนจีนเข้ามาเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานรีไซเคิลและกำจัดซากแบตเตอรี่ในไทย เนื่องจากไทยยังไม่มีแผนและมาตรการควบคุมที่รัดกุม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมหากไม่มีการกำกับดูแลที่ดีพอ
สรุปสถานการณ์และเงื่อนเวลาที่บีบคั้น
• แบตเตอรี่ชุดแรกกำลังจะหมดอายุ: รถ EV ยุคแรกเริ่มในไทยกำลังจะทยอยหมดอายุการใช้งานภายใน 3–5 ปีข้างหน้า (แบตเตอรี่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 8–10 ปี)
• ปริมาณซากขยะมหาศาล: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2583 ประเทศไทยจะมีซากแบตเตอรี่ประเภทลิเทียมไอออนสูงถึง 7.8 ล้านตันต่อปี หากไม่มีระบบจัดการที่ดีจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง
เปิด 3 จุดเสี่ยง ซากแบตอีวี
อนาคตทิ้งไว้ให้ลูกหลานแก้ กับ ซากแบต EV เก่า .. ไทยขาด กฎหมายกำจัดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
https://www.facebook.com/watch/?v=1368588195157239
ตอนนี้ก็ต้องอาศัยแค่กฎหมายเดิม คือ การควบคุมวัตถุอันตรายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
โดยแบตเตอรี่ที่มีสภาพต่ำกว่า 60% จะถูกจัดเป็นของเสียอันตราย
ซึ่งห้ามนำเข้าและต้องกำจัดผ่านโรงงานแปรรูปที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
สถานการณ์ปัจจุบันและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
กฎหมายวัตถุอันตราย: ใช้ควบคุมซากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ (มีประสิทธิภาพหรือ State of Health น้อยกว่า 60%) ให้เป็นของเสียเคมีวัตถุตามกฎระเบียบโรงงาน
ประกาศกระทรวงพาณิชย์: ห้ามนำเข้าซากแบตเตอรี่หรือแบตเตอรี่ที่หมดสภาพการใช้งานแล้วเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นประเทศ
ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ไทยยังขาดกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเฉพาะด้านวงจรชีวิตแบตเตอรี่ (Battery Lifecycle) และระบบติดตามซาก (Battery Passport) แบบสากล ทำให้ต้องพึ่งพากฎหมายสิ่งแวดล้อมและโรงงานที่มีอยู่เดิม
เปิด 3 จุดเสี่ยง ! “ซากแบตอีวี” เกลื่อนเมือง
2.ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระหว่างรอระบบ
3.โรงงานรีไซเคิลในประเทศยังไม่พร้อม
เปิด 3 จุดเสี่ยง ซากแบตอีวี