คำตอบ คือ จริงครึ่ง ไม่จริงครึ่ง
ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องดูพฤติการณ์ไป
การที่โจรบุกเข้ามาในบ้านยามวิกาล ไม่ใช่ใบเขียวที่อนุญาตให้เจ้าบ้านยิงโจรตายได้ทันที
มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่เพิ่งตัดสินในปี 2567
เป็นคดีที่ขโมยบุกเข้าบ้านยามวิกาล เข้าไปลักเสื้อยืด 1 ตัว ยกทรง 3 ตัว กระโปรงสั้น 1 ตัว ผ้าขนหนู 1 ผืน ซึ่งทั้งหมดถูกแขวนอยู่ที่ราวตากผ้าในบริเวณในโรงจอดรถหน้าห้องนอนของเจ้าของบ้าน แล้วโจรพกปืนเข้าไปด้วย แต่ศาลไม่เชื่อว่า โจรกำลังถือปืนในขณะกำลังแกะตะขอเสื้อที่แขวนอยู่บนราวผ้า พอแกะได้แต่ละตัว ก็เอาไปสวมทับตัวเองทีละตัว (ทำให้ศาลเชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่โจรจะถือปืนอยู่ในขณะนั้น) พอเจ้าบ้านได้ยินเสียงคนเลยตื่นขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาคนตะคุ่มๆ เลยคว้าปืนยิงออกไปนอกหน้าต่าง 1 นัด ไปถูกโจรตาย
สุดท้าย ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 4.5 ปี ศาลอุทธรณ์แก้เหลือ 2 ปีครึ่ง ไม่รอลงอาญา
ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่รอลงอาญา
************************
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2567
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 68, 69, 91, 92, 93, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบลูกกระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ระหว่างพิจารณา นายวิชิต บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสนธยา ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง และค่าสินไหมทดแทนที่เรียกมาสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน คงจำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ริบลูกกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า บ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ไม่มีรั้วล้อมรอบ ด้านหน้าบ้านมีคอกเลี้ยงโค 1 คอก ถัดไปทางด้านทิศตะวันตกมีคอกเลี้ยงโคอีก 1 คอก และด้านหลังบ้านมีโรงเก็บฟาง 1 หลัง บ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านของนายปรีชา บิดาของนางสาวชนาธินาถ ภริยาไม่จดทะเบียนสมรสของจำเลย ขณะเกิดเหตุมีนายปรีชา นางสาวชนาธินาถ จำเลย นายจารึก พี่ของนางสาวชนาธินาถ นางสาวรพีพรรณ ภริยาของนายจารึก และเด็กหญิงชนินาถ บุตรของนายจารึกกับนางสาวรพีพรรณพักอาศัย นายสนธยา ผู้ตายเป็นบุตรของนายวิชิต ผู้ร้องซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยตื่นนอนลุกไปเข้าห้องน้ำ เมื่อออกจากห้องน้ำได้ยินเสียงกล่องโฟมซึ่งวางอยู่ใกล้ราวตากผ้าบริเวณโรงจอดรถหน้าห้องนอนของจำเลยหล่นและได้ยินเสียงสุนัขเห่า จำเลยเดินไปแหวกผ้าม่านหน้าต่างห้องนอนซึ่งเป็นบานกระจก ไม่มีเหล็กดัด เห็นเงาคนเดินเข้ามายังห้องนอน จึงคว้าอาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT) ขนาด .45 (11 มม.) ที่วางไว้ใต้หมอนยิงไปที่บานกระจก 1 นัด แล้วปลุกคนในบ้านพากันเปิดประตูออกไปใช้สปอตไลต์ส่องดูบริเวณรอบ ๆ บ้านเนื่องจากขณะนั้นไฟฟ้าดับทั้งหมู่บ้าน และบ้านที่เกิดเหตุมีหลอดไฟโซลาร์เซลล์ติดอยู่ที่ชายคาบ้านทางด้านทิศตะวันตกเพียงหลอดเดียว เห็นผู้ตายนอนอยู่บริเวณพื้นหน้าบ้าน จำเลยยิงปืนขู่ขึ้นฟ้าอีก 2 นัด หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกชำนาญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนบพิตำได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรนบพิตำเดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุพบศพผู้ตายนอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณพื้นหน้าบ้าน ผู้ตายสวมเสื้อยืดไม่มีแขนสีดำ สวมกระโปรงสั้นลายดอกไม้ทับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน มีดินโคลนและเศษฟางติดที่เท้าของผู้ตาย ไม่พบรองเท้าของผู้ตาย พบปลอกกระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 2 ปลอก ที่บริเวณพื้นหน้าบ้าน ภายในโรงจอดรถมีรถยนต์ 2 คัน จอดเรียงกันลักษณะหันหัวรถออกไปทางหน้าบ้าน มีรถจักรยานยนต์ 1 คัน จอดอยู่ข้างรถยนต์ ระหว่างผนังบ้านกับรถยนต์มีราวตากผ้าและกล่องโฟมวางอยู่ พบรอยรูกระสุนปืน 1 รู ที่กระจกหน้าต่างบานที่อยู่ด้านท้ายรถยนต์สูงจากพื้นประมาณ 1.20 เมตร พบคราบโลหิตที่พื้นใกล้กระจกบานดังกล่าวกับคราบโลหิตที่พื้นระหว่างรถยนต์กับราวตากผ้าต่อเนื่องไปเป็นทางจนถึงศพผู้ตาย และพบอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL 1 กระบอก ที่บริเวณล้อหลังของรถยนต์ แผ่นที่ 1 ร้อยตำรวจเอกชำนาญร่วมกับแพทย์พลิกศพผู้ตายให้หงายขึ้นพบรอยรูกระสุนปืนที่บริเวณหน้าอกของผู้ตาย 1 รู มีเฉพาะรูเข้าไม่มีรูออก มีเศษกระจกติดอยู่ที่บริเวณรูกระสุนปืนและที่ใบหน้าของผู้ตาย เมื่อถลกเสื้อยืดไม่มีแขนสีดำขึ้นพบเสื้อชั้นในสตรี 3 ตัว สวมทับกันอยู่ และผ้าขนหนูผืนเล็กสีชมพู 1 ผืน อยู่ในเสื้อชั้นในสตรี จำเลยนำชี้จุดที่ใช้อาวุธปืนยิงผ่านผ้าม่านทะลุกระจกหน้าต่างห้องนอนออกมายังโรงจอดรถ และมอบอาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT) ขนาด .45 (11 มม.) พร้อมกระสุนปืน 5 นัด ให้ร้อยตำรวจเอกชำนาญยึดเป็นของกลาง นางสาวชนาธินาถชี้ยืนยันเสื้อชั้นในสตรีสีเทาว่าเป็นของตนเอง เสื้อชั้นในสตรีสีดำกับสีครีมเป็นของนางสาวรพีพรรณ เสื้อยืดไม่มีแขนสีดำ กระโปรงสั้นลายดอกไม้และผ้าขนหนูผืนเล็กสีชมพูเป็นของเด็กหญิงชนินาถ ร้อยตำรวจเอกชำนาญประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 มาร่วมตรวจที่เกิดเหตุ แพทย์นิติเวชชันสูตรศพผู้ตายพบบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทางเข้าบริเวณกลางทรวงอก โดยรอบบาดแผลพบบาดแผลถลอกเล็ก ๆ กระจายหลายตำแหน่งเข้าได้กับรอยสักดินปืน กระสุนทะลุเข้าทรวงอกทำให้หัวใจ ปอดฉีกขาด และทะลุผ่านกระบังลมทำให้กระเพาะอาหารและตับฉีกขาด พบกระสุนปืนค้างอยู่ชั้นกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกซี่โครงด้านข้างข้างซ้ายซี่ที่ 11 จึงไม่พบบาดแผลทางออก ทิศทางกระสุนจากหน้าไปหลัง ขวาไปซ้าย บนลงล่าง สาเหตุการเสียชีวิตจากเลือดออกในช่องอกปริมาณมากเนื่องจากบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดบริเวณหน้าอกระยะยิงเข้าได้กับระยะใกล้ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุในเวลากลางคืนโดยเจตนาที่จะลักทรัพย์ และผู้ตายได้ลักเสื้อยืดไม่มีแขนสีดำ 1 ตัว เสื้อชั้นในสตรี 3 ตัว กระโปรงสั้นลายดอกไม้ 1 ตัว และผ้าขนหนูผืนเล็กสีชมพู 1 ผืน ซึ่งแขวนรวมกันอยู่ที่ราวตากผ้าในโรงจอดรถหน้าห้องนอนของจำเลยสำเร็จแล้วโดยผู้ตายนำทรัพย์ที่ลักมาใส่ไว้กับตัว พฤติการณ์ในการลักทรัพย์ของผู้ตายดังกล่าวต้องใช้เวลานานพอสมควรเพราะผู้ตายต้องปลดเสื้อชั้นในสตรีแต่ละตัวจากราวตากผ้าแล้วนำมาใส่โดยต้องใช้มือทั้งสองข้างติดตะขอเสื้อชั้นในทีละตัวดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายที่เกิดเหตุประกอบคดี ภาพล่างสุดทางซ้ายมือซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างแกะตะขอเสื้อชั้นในเพื่อปลดเสื้อชั้นในออกจากศพผู้ตาย ดังนั้น แม้ร้อยตำรวจเอกชำนาญตรวจพบอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 4 นัด อยู่บริเวณล้อหลังของรถยนต์ที่จอดอยู่ในโรงจอดรถใกล้ราวตากผ้าหน้าห้องนอนของจำเลย แต่ก็เชื่อได้ว่าขณะผู้ตายก่อเหตุลักทรัพย์อยู่นั้น ผู้ตายไม่ได้ถืออาวุธปืนไว้ในมือข้างใดข้างหนึ่งเพราะต้องใช้มือทั้งสองข้างติดตะขอเสื้อชั้นในทีละตัว ๆ รวม 3 ตัว แล้วนำผ้าขนหนูผืนเล็กสีชมพู 1 ผืน มาใส่ไว้ในเสื้อชั้นใน จากนั้นนำเสื้อยืดไม่มีแขนสีดำ 1 ตัว มาสวมทับไว้ด้านนอกกับนำกระโปรงสั้นลายดอกไม้ 1 ตัว มาสวมทับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินของผู้ตาย อันเป็นการลักทรัพย์โดยผู้ตายไม่ได้แสดงอาการที่จะก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิตของเจ้าของทรัพย์ คงก่อเพียงภยันตรายต่อทรัพย์ของเจ้าของทรัพย์เท่านั้น การที่จำเลยยิงผู้ตายเพราะเหตุที่ผู้ตายลักเสื้อชั้นในสตรี 3 ตัว เสื้อยืดไม่มีแขนสีดำ 1 ตัว กระโปรงสั้นลายดอกไม้ 1 ตัว และผ้าขนหนูผืนเล็กสีชมพู 1 ผืน มีราคารวมกันเพียง 1,040 บาท กระสุนปืนถูกที่สำคัญตรงบริเวณหน้าอกระยะยิงเข้าได้กับระยะใกล้ อันเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุนั้น แม้จำเลยยิงเพียงนัดเดียวก็เป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT) ขนาด .45 (11 มม.) เครื่องหมายทะเบียน กท 630xxxx ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็น
ยิงโจรที่บุกเข้ามาขโมยของในบ้าน ติดคุกจริงหรือ?
ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องดูพฤติการณ์ไป
การที่โจรบุกเข้ามาในบ้านยามวิกาล ไม่ใช่ใบเขียวที่อนุญาตให้เจ้าบ้านยิงโจรตายได้ทันที
มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่เพิ่งตัดสินในปี 2567
เป็นคดีที่ขโมยบุกเข้าบ้านยามวิกาล เข้าไปลักเสื้อยืด 1 ตัว ยกทรง 3 ตัว กระโปรงสั้น 1 ตัว ผ้าขนหนู 1 ผืน ซึ่งทั้งหมดถูกแขวนอยู่ที่ราวตากผ้าในบริเวณในโรงจอดรถหน้าห้องนอนของเจ้าของบ้าน แล้วโจรพกปืนเข้าไปด้วย แต่ศาลไม่เชื่อว่า โจรกำลังถือปืนในขณะกำลังแกะตะขอเสื้อที่แขวนอยู่บนราวผ้า พอแกะได้แต่ละตัว ก็เอาไปสวมทับตัวเองทีละตัว (ทำให้ศาลเชื่อว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่โจรจะถือปืนอยู่ในขณะนั้น) พอเจ้าบ้านได้ยินเสียงคนเลยตื่นขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาคนตะคุ่มๆ เลยคว้าปืนยิงออกไปนอกหน้าต่าง 1 นัด ไปถูกโจรตาย
สุดท้าย ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 4.5 ปี ศาลอุทธรณ์แก้เหลือ 2 ปีครึ่ง ไม่รอลงอาญา
ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่รอลงอาญา
************************