บอกเล่าประสบการณ์ ทำอะไรแบบเบลอๆไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีเกือบเอาชีวิตไม่รอด EP.2

มาต่อกัน ที่ EP.2 เผลอทำอะไรแบบเบลอๆ
คำถามก่อนเรื่อง : ถ้าเป็นคุณ คุณจะกล้า เข้าไปหรือไม่
    ลองอ่าน EP.2 ดูนะ
  ช่วงเวลาที่จำได้ไม่ชัดเจน แต่เป็นช่วงที่เราอยู่ประมาณ ป.5-ป.6 เพราะยังไม่รักสวยรักงามอะไร ยังเล่นโดดยาง ดีดลูกแก้ว ตามประสาเด็กชนบท ช่วงเวลาเข้าพรรษา นี่แหละที่จำได้ชัดเจน ผู้แก่ผู้เฒ่าผู้ใหญ่พ่อแม่แต่ละบ้าน ก็จะมาทำบุญกันที่วัดประจำหมู่บ้าน
    แน่นอนว่าวัดในชนบท ก็มีหลายวัด ทั้งวัดบ้านและวัดป่า วัดที่เราไปคือวัดป่า วัดจะอยู่ติดภูเขา ภูเขาลูกนี้ คือมีสิ่งลี้ลับมากมาย มีเรื่องเล่าบอกเล่ากันรุ่นสู่รุ่น ภูเขาลูกไม่ใหญ่ แต่มีคนขึ้นไปพิชิดยอดเขา จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่กว้างขวาง รู้สึกว่ามันสูงมากๆ
     และมีเรื่องเล่าที่ว่า ถ้ำต่างๆที่อยู่ในเขาลูกนี้ จะมาๆหายๆ มีแค่บางคนเท่านั้นที่จะมองเห็น แต่ถ้ำที่ต้อนรับที่เห็นตลอดเลยก็คือ ถ้ำเย็น (หรือมีอีกชื่อว่าถ้ำอีเกีย) ลักษณะถ้ำนี้คือเย็นตลอดทั้งปี ที่เรียกอีกว่าอีเกียคือ คนอีสานจะเรียกค้างคาวอีกชื่อว่า อีเกีย
   มีหลายถ้ำที่หาเจอ แต่ถ้ำที่ทุกคนอยากไปเจอคือ
“ถ้ำเพชร“  เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว ยังไม่มีใครหาทางเข้าถ้ำนี้เจอ คนที่เข้าไปเจอถ้ำนี้ คือคนเฒ่าคนแก่ ช่วงอายุ 70 ปี คือเป็นคนมีของ คนสมัยก่อน จะร่ำเรียนวิชาเหล่านี้ไว้ เขาเล่ามาว่า ตั้งจิต อธิฐาน อยากจะเจอถ้ำเพชรสักครั้งในชีวิต เพื่อไปนั่งสมาธิ ในช่วงเข้าพรรษา  แล้วก็ได้เจอจริงๆ (แต่เดินเข้าได้ แป๊บเดียวก็เดินทะลุออกจากถ้ำแล้วก็หาทางเข้าไม่เจอเลยไม่ได้นั่งสมาธิในถ้ำเลย) บางคนบอกทางเข้าช่องเล็กๆ บางคนบอกทางเข้าจะมีต้นไม้ขวางทางอยู่ แต่มันก็นานแล้ว
      พูดมาขนาดนี้ คนที่หาถ้ำเพชรเจออีกคนก็คือเราเอง เราข่อนค้างมั่นใจเลยว่าใช่ ในวันที่เข้าพรรษานี่แหละ ผู้ใหญ่ ก็จะนั่งสวดมนต์ในศาลา ส่วนเด็กๆอย่างเราก็มาเล่นเดินดูถ้ำ และก็มีพี่ที่โตกว่ามาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง และตั้งภารกิจ ตามหาถ้ำเพชร มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ประมาณ 6-7 คน ก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เดินตามหา ถ้ำเพชร กัน
     เราเดินตามหาอยู่นาน จนเหนื่อย เราเลยมายืนรอในถ้ำเย็น เพื่อนอีก 1 คนเลยพูดว่า ยกเลิกดีมั้ยเราหาไม่เจอหรอกไป พิชิตยอดเขาดีกว่ามั้ย เพื่อนอีกคนก็บอกว่า เห็นด้วยๆ แต่เรายังไม่ละความพยายาม เราเลยบอกว่า เราจะไปหาด้านนี้ รอยุนี้แหละ เดี๋ยวไปคนเดียว เพื่อนก็บอกว่า ให้เวลา 20 นาทีนะ ไม่กลับมาจะเดินไปยอดเขาละ เราก็พยักหน้า
    เราก็เดินเลยถ้ำเย็นมานิดหน่อยก็มาเจอดอกไม้สีม่วง สวยมาก เราจำได้ว่าดอกไม้ชนิดนี้ เขาเรียกว่าดอกน้ำหวาน ข้างในดอกจะมีน้ำหวานๆอร่อยมาก เป็นเครือย้อยลงมาสวยมาก เราก็ดีใจหึ้ย ดอกน้ำหวาน เป็นอย่างที่ทุกคนคิด เราเด็ดมากินค่ะ  ดูดกินน้ำหวานแบบมากเลย เราก็มองเห็นดอกด้านบนมันสวยมากอยากได้ เราเลยแหวกเครือจะดึกดอกนั้นลงมา แต่เจอทางเข้าทุกคน เป็นทาง และมีต้นไม้ขวางยุตรงกลาง มีทางเข้าตรงข้างๆ ต้นไม้ เราก็ร้องเรียกเพื่อน ทางนี่มีทางเข้าด้วย แต่ก็ไม่มีใครตอบ เราก็แบบ เออไปคนเดียวก็ได้ว่ะ จะได้เห็นคนเดียว
    เดินเข้าไป นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็มาเจอ เราพูดได้เลยว่าโลกอีกโลก มันสวยมาก มันมี มอสเล็กๆคลุมพื้น น้ำตกเล็กๆ น้ำใสสวยมาก บรรยากาศ ชดชื่นสุดๆ มีดอกไม้เล็กๆ ตามข้างโขดหิน  มีแสงส่องเข้ามา ไม่มืดเลย เสียงน้ำตกเล็ก+อากาศเย็นสดชื่น นึกถึงทีไรก็ที่นี่สวรรค์ชัดๆ พอนึกขึ้นได้เราก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กะว่าจะถ่ายรูปเก็บไว้ (ตอนนั้นมีโทรศัพท์แล้วเด้อ ช่วงจอสัมผัสกำลัวฮิตๆ) เข้ากล้องถ่ายรูปได้ แต่ภาพที่แสดงขึ้นเป็นเหมือนโทรทัศน์ หาช่องสัญญาณไม่เจอ เป็นสีเทาๆ พยายามเข้าออกใหม่กี่รอบ ก็ถ่ายภาพไม่ได้ เราก็ช่างเถอะ
     ตาก็มองเป็นเห็นอีกฝั่งของน้ำตก มันจะเป็นแบบประกายวิบวับมาก เราเลยเดินอ้อมน้ำตกไปดู มันเป็นทางเข้าพอดีตัวเราเลยทุกคน  เข้าไปก็ต้องตะลึงในความสวยงาม ก้อนหินที่อยู่ด้านใน สีขาวใส สวยมาก แถมมีความวิ๊งๆอยู่ตลอด เราดีใจพรางตบมือเบาๆ ยิ้มออกมา มีความสุขที่ได้เห็นสิ่งสวยงามพักเดียว เรามีความรู้สึกว่า ไปเรียกเพื่อนมาดูดีกว่า นี่แหละคงเป็นถ้ำเพชรที่ว่า เราก็เดินกลับมาอีกฝั่งของน้ำตก
     สิ่งที่ซวยมากๆเลย คือทางเข้าหาย ทางเข้าก็คือทางออก เรานึกถึงคำพูดที่คนแก่พูด ที่ว่าหาทางเข้าได้ยากมากเพราะเหมือนทางเข้าจะมาๆหายๆ เราใจหายเลยค่ะ แล้วคืออยู่คนเดียว จากความสวยที่เราภูมิใจที่ช่วงแรก กลายเป็นความหวาดกลัว  เรามองหาทางออกรอบๆ ก็สังเกตว่าถ้ำเพชรที่ตอนแรกแค่มองก็เห็นแสงวิบวับ แต่มีเงาเหมือนคนแคระยืนบังอยู่ เราน้ำตาร่วงเลยค่ะ
     เพราะจะว่าเงาเลยก็ไม่ใช่ เราเห็นเส้นผมที่โดนแสงแดดเล็กน้อย คือมันเป็นเส้นผมจริงๆ เราคิดว่าคนใช่มั้ย ทำไมตัวเล็กจัง เราน้ำตาไหลแต่ก็ไม่มีเสียงร้อง ตอนนั้นเราไม่รอดแน่ ไม่รู้ว่าเป็นคนจริงๆไหม ตัวก็สั่นแรงขึ้น จนแทบจะยืนไหว
     เราได้ยินเสียงคนแคระ พูด หึมมม  เป็นเสียงที่ดังทุ่มต่ำเย็นเหมือนมีเอ็กโค้ ด้วยเพราะพูดในถ้ำรึป่าว  เราก็เข่าทรุดเลยทุกคนตัวคืนสั่นที่สุดขนาดฟันยังกระทบกัน กักกักกัก เขาก็หัวเราะขึ้น เสียงคล้ายกับเสียงแม่มดเลย ทุกคน อิ๊ อิ๊ อี จากเสียงแหลมผสมทุ่ม ว่า อิ๊ อิ๊ อี ลากเป็นเสียงทุ่มต่ำ แล้วเขาก็นั่งลง พูดขึ้นมาว่า เก่งแท้หาทางพ้อ แต่เสียงเหมือนพูดข้างหูเลยนะทุกคน
   เรา:  อีหล่าอยากออกไปแล้ว หล่าหาทางบ่พ้อ อยากออกไป
แล้วจ้า (เสียงสั่นร้องไห้)
   เขา: งามบ่ งามคัก หาพ้อได้จั่งได๋ บ่ย่านบ้อ คือกล้ามาคนเดียว คิดว่าสิออกไปแบบได๋ อยากเข้ามาบ่แม่นบ่ อยู่ก่อน (คำถามถามมาแบบร้อยคำถามตอนแรกแทบจะฟังไม่ออกเพราะมันเป็นเสียงสะท้อนเหมือนคนแย้งกันพูด)
   ตอนนั้นเราคิดว่า กูไม่รอดแน่เขาไม่ปล่อยเราแน่ๆ จู่ๆเขาก็ชี้ไปอีกทาง มันเป็นเหมือนทางทุกคน เราก็ค่อยๆเดินไป มองดูคนแคระยังคงชี้นิ้วไปทางนั้นอยู่  เราเดินไปดูทางออก  ปรากฏว่า ข้างนอกมืดแล้ว เราก็เดินกลับเข้ามา แต่ด้านในถ้ำนี้ยังสว่างอยู่ เราก็นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่หน้าประตู ไม่ได้ร้องโฮ ร้องสะอึกเบาๆ เรามองหาคนแคระอีกรอบ หายไปพร้อมถ้ำ แล้วก็ทางเข้าตอนแรกเราก็กลับมา เราเลยวิ่งออกไป ทางที่เรามาตอนแรก เราพ้นเครือดอกน้ำ เราก็หันกลับไปดู คนแคระเขายืนดูเราอยู่ทางเข้า เราเห็นเขาเต็มๆเลย เขาเหมือนคนทุกประการ แค่ตัวเล็กผมรุงรังหนวดเคราเต็ม แล้วก็เลื่อนก้อนหินปิดทางเข้าต่อหน้าต่อตาเราเลย ก้อนหินก็เชื่อมต่อกันอัตโนมัติ ไม่มีช่องโหว่เลย เราอึ้งกับเหตุการณ์ที่เราเจอต่อหน้า รีบวิ่งไปที่ถ้ำเย็น ปรากฏเพื่อนยังนั่งรออยู่ เราเลยถามเพื่อนว่า รอกี่วันแล้ว
      เพื่อนก็ตอบว่าเป็นบ้า บ้อ พึ่งเดินไปเองจะมารอกี่วัน เรากะว่าจะเล่าเรื่องให้เพื่อนๆฟัง แต่เสียงคนแก่ก็เรียกว่า เด็กน้อยๆ มาหาล้างถ้วยเด้อ เพื่อนอีกกลุ่มก็มาพอดี ก็เลยพากันเดินลงจากเขาไปล้างถ้วย พอเราไปถึงศาลา
    คนแก่ก็ทักว่า โอ้ พุได๋น้อ คือเฮ็ดทรงผมปักดอกไม้ไห้งามแท้ (โอ้ใครทำผมปักดอกไม้ให้ทำไมสวยจัง) เราเอามือจับดู ทรงผมเราลวบม้วน แถมมีดอกสีม่วงดอกน้ำหวานปักอยู่
    พระก็ได้ยินเสียง คนแก่เขาทักเรา คนแก่จะพูดเสียงดังเป็นปกติ พระอาจารย์ (เราขอเรียกว่า พระอาจารย์เพราะท่านสอน วิชาพระพุทธศาสนาที่โรงเรียน) เดินมาเจอเรา ท่านก็ตกใจ
    ไปถ้ำเพชรมาแม่นบ่ เราก็หน้าซีดตัวก็เริ่มสั่น คนแก่ก็เดินมามุงถามเรา  พากันไปไสมา ตอบแม่มาอิหล่า เราก็ไม่กล้าพูด พระอาจารย์เลยพูดประมาณว่า
    เขาจองเป็นเจ้าสาวแล้ว เข้าไปคนเดียวแม่นบ่ คือหาทางเข้าไปได้ เราเลยเล่าเรื่องราว ที่เราไปเจอมา ไห้ทุกคนในที่นั้นได้ฟัง วันนั้นเราได้นอนที่วัดเลยค่ะ และมีคนแก่มานอนเฟ้าผลัดเปลี่ยนกัน มีการเรียกขวัญเราให้กลับมา ให้เราพาไปตรงทางเข้าที่เราเข้าไป ข้อไม้ข้อมือเราเต็มไปด้วยสายสินที่ผู้ใหญ่มาผูกให้ หลังจากวันนั้น เราก็ใช้ชีวิตปกติ
   ทางวัดก็ประกาศไม่ให้เด็กเขาไปเล่นในถ้ำลำพัง พระอาจารย์มาเล่าให้เราฟังว่า ท่านได้สื่อสารกับผู้ดูแลถ้ำนั้นอยู่ ที่เขาทำผมให้เรา ไม่ใช่ว่าจองเราเป็นเจ้าสาว แต่เพราะท่านเอ็นดูเรา  ท่านบอกว่า คนที่เข้ามาเจอถ้ำส่วนมากจะพยายาม เก็บเอาหินที่มีประกายออกจากถ้ำ แต่เราเข้ามาแค่ดู ไม่ได้หยิบจับอะไรออกมา เขาเลยถูกใจและเอ็นดูเรา

นี่ก็เป็นเรื่องราวสิ่งลี้ลับที่เราไปเจอ นึกถึงกี่รอบก็หวาดเสียว นึกถึงเวลาที่ได้ไปสัมผัสช่วงเวลาเหล่านั้น เราเชื่อว่า หลายๆหมู่บ้านในชนบท มีเรื่องเล่าเรื่องราวเล่าต่อๆกันมา เรื่องราวนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เราอยากส่งต่อ         มันดูจะเกินจริง แต่เราก็เจอมาจริงๆ มีต่อ EP.3 กับการเปิดประตูเข้าสู่ สัมผัสที่ 3 ว่างๆเดี๋ยวมาพิมพ์ให้อ่านนะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่