ช่วงนี้เห็นข่าวเรื่องแบตเตอรี่ Solid-State (SSB) เริ่มกลับมาเดือดอีกรอบ โดยเฉพาะข่าวการขยับตัวของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง CATL และ BYD ที่วางไทม์ไลน์ตรงกันว่าจะเริ่ม "เดินสายการผลิตทดลอง" (Pilot Production) ในปี 2027 ผมเลยสรุปข้อเท็จจริงพร้อมแยกแยะเนื้อข่าวมาให้ฟังกันครับ
1. สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ (ไม่มโน)
- CATL : ดร. Robin Zeng (CEO) ออกมายอมรับตรงๆ ว่าตอนนี้เทคโนโลยี Solid-State ของบริษัทยังอยู่ที่ระดับ TRL 4 (จาก 9 ระดับ) หรือพูดง่ายๆ คือยังอยู่ในห้องทดลอง แต่ตั้งเป้าดันให้ถึง TRL 7-8 เพื่อเริ่มเดินเครื่องสายการผลิตทดลอง (Pilot Line) ในปี 2027
- BYD : ล่าสุดเพิ่งจดสิทธิบัตรใหม่ไป 6 ฉบับ แก้ปัญหาเรื่องขั้วแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี Dual-Electrolyte Cathode (ผสม Halide + Sulfide) และตั้งเป้าทดลองผลิตปี 2027 เหมือนกัน
2. ปี 2027 ได้ขับกันหรือยัง?
คำตอบคือ ยังครับ คำว่าปี 2027 คือการผลิตในสเกลเล็กเพื่อใส่ในรถทดสอบ (Test Mules) หรือลงในรถระดับ Ultra-Luxury ราคา 1.2 ล้านบาทขึ้นไป (ราคาในจีน ไม่รวมภาษีไทย)
ส่วนการผลิตระดับ Mass Production ที่จะสเกลได้ถึง 1 ล้านคัน/ปี เพื่อให้คนทั่วไปจับต้องได้ CATL ประเมินไว้ชัดเจนว่า ต้องหลังปี 2030 นู่นเลย เพราะติดปัญหาเรื่องต้นทุนและกระบวนการขึ้นรูปแบตเตอรี่ที่ต้องใช้แรงดันมหาศาล
บทวิเคราะห์ แล้วคนที่จะซื้อรถ EV หรือกำลังลังเล ควรรอ Solid-State ไหม?
ถ้าคุณกำลังคิดจะซื้อ EV แล้วบอกว่า "งั้นรอ Solid-State ก่อนดีกว่า" ผมบอกเลยว่าคุณกำลังหลงกลคำการตลาดครับ
เหตุผลทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ที่คุณควรรู้
- อย่าเอาอนาคตอีก 5-6 ปีมาขัดขวางการประหยัดในวันนี้ : กว่า Solid-State จะลงมาอยู่ในรถ C-Segment หรือ B-Segment ราคาหลักแสนที่คนส่วนใหญ่ซื้อกัน ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลังปี 2030 การนั่งจ่ายค่าน้ำมันแพงๆ รออีก 4-5 ปี เพียงเพื่อรอแบตลูกใหม่ อาจแพงกว่าส่วนต่างเทคโนโลยีด้วยซ้ำ
- แบตเตอรี่ปัจจุบัน (LFP / NMC) สุกงอมและดีพอจนไม่ต้องกลัวแล้ว : สงครามการพัฒนา Solid-State ของ CATL และ BYD ในห้องแล็บ สิ่งที่ได้ผลพลอยได้ออกมาจริงๆ คือ เทคโนโลยีของแบตปัจจุบันถูกยกระดับไปด้วย ทุกวันนี้ LFP หรือ Blade Battery ชาร์จไวขึ้น เสื่อมช้าลง และความปลอดภัยจากการลุกไหม้ (Thermal Runaway) สูงกว่ายุคแรกๆ มหาศาล
- Solid-State ไม่ได้มาแทนที่ แต่มาเสริม : ช่วง 5-8 ปีข้างหน้า LFP/NMC จะยังเป็นกระดูกสันหลังของ EV ตลาด Mass ส่วน Solid-State จะไปอยู่ในรถสปอร์ต รถลักชัวรี หรือโดรนขนส่งก่อน ดังนั้น รถ EV ในตลาดตอนนี้ ไม่ได้กำลังจะ "ตกรุ่นแบบใช้งานไม่ได้" ในเร็ววันแน่นอน
สรุปมุมมอง
สงคราม Solid-State ระหว่าง CATL กับ BYD เป็นสัญญาณที่ดีมาก มันพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรม EV มีเม็ดเงินวิจัยมหาศาลและการแข่งขันสูงเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปเครื่องยนต์สันดาปได้แล้ว แต่สำหรับผู้บริโภค เทคโนโลยีแบตเตอรี่ในรถ EV ยุคปัจจุบันสุกงอมพอที่จะตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างคุ้มค่าแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องนั่งรอเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังอยู่อีกไกล
CATL ชน BYD! สรุปไทม์ไลน์แบต Solid-State ปี 2027 มาแน่?
1. สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ (ไม่มโน)
- CATL : ดร. Robin Zeng (CEO) ออกมายอมรับตรงๆ ว่าตอนนี้เทคโนโลยี Solid-State ของบริษัทยังอยู่ที่ระดับ TRL 4 (จาก 9 ระดับ) หรือพูดง่ายๆ คือยังอยู่ในห้องทดลอง แต่ตั้งเป้าดันให้ถึง TRL 7-8 เพื่อเริ่มเดินเครื่องสายการผลิตทดลอง (Pilot Line) ในปี 2027
- BYD : ล่าสุดเพิ่งจดสิทธิบัตรใหม่ไป 6 ฉบับ แก้ปัญหาเรื่องขั้วแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี Dual-Electrolyte Cathode (ผสม Halide + Sulfide) และตั้งเป้าทดลองผลิตปี 2027 เหมือนกัน
2. ปี 2027 ได้ขับกันหรือยัง?
คำตอบคือ ยังครับ คำว่าปี 2027 คือการผลิตในสเกลเล็กเพื่อใส่ในรถทดสอบ (Test Mules) หรือลงในรถระดับ Ultra-Luxury ราคา 1.2 ล้านบาทขึ้นไป (ราคาในจีน ไม่รวมภาษีไทย)
ส่วนการผลิตระดับ Mass Production ที่จะสเกลได้ถึง 1 ล้านคัน/ปี เพื่อให้คนทั่วไปจับต้องได้ CATL ประเมินไว้ชัดเจนว่า ต้องหลังปี 2030 นู่นเลย เพราะติดปัญหาเรื่องต้นทุนและกระบวนการขึ้นรูปแบตเตอรี่ที่ต้องใช้แรงดันมหาศาล
บทวิเคราะห์ แล้วคนที่จะซื้อรถ EV หรือกำลังลังเล ควรรอ Solid-State ไหม?
ถ้าคุณกำลังคิดจะซื้อ EV แล้วบอกว่า "งั้นรอ Solid-State ก่อนดีกว่า" ผมบอกเลยว่าคุณกำลังหลงกลคำการตลาดครับ
เหตุผลทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ที่คุณควรรู้
- อย่าเอาอนาคตอีก 5-6 ปีมาขัดขวางการประหยัดในวันนี้ : กว่า Solid-State จะลงมาอยู่ในรถ C-Segment หรือ B-Segment ราคาหลักแสนที่คนส่วนใหญ่ซื้อกัน ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลังปี 2030 การนั่งจ่ายค่าน้ำมันแพงๆ รออีก 4-5 ปี เพียงเพื่อรอแบตลูกใหม่ อาจแพงกว่าส่วนต่างเทคโนโลยีด้วยซ้ำ
- แบตเตอรี่ปัจจุบัน (LFP / NMC) สุกงอมและดีพอจนไม่ต้องกลัวแล้ว : สงครามการพัฒนา Solid-State ของ CATL และ BYD ในห้องแล็บ สิ่งที่ได้ผลพลอยได้ออกมาจริงๆ คือ เทคโนโลยีของแบตปัจจุบันถูกยกระดับไปด้วย ทุกวันนี้ LFP หรือ Blade Battery ชาร์จไวขึ้น เสื่อมช้าลง และความปลอดภัยจากการลุกไหม้ (Thermal Runaway) สูงกว่ายุคแรกๆ มหาศาล
- Solid-State ไม่ได้มาแทนที่ แต่มาเสริม : ช่วง 5-8 ปีข้างหน้า LFP/NMC จะยังเป็นกระดูกสันหลังของ EV ตลาด Mass ส่วน Solid-State จะไปอยู่ในรถสปอร์ต รถลักชัวรี หรือโดรนขนส่งก่อน ดังนั้น รถ EV ในตลาดตอนนี้ ไม่ได้กำลังจะ "ตกรุ่นแบบใช้งานไม่ได้" ในเร็ววันแน่นอน
สรุปมุมมอง
สงคราม Solid-State ระหว่าง CATL กับ BYD เป็นสัญญาณที่ดีมาก มันพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรม EV มีเม็ดเงินวิจัยมหาศาลและการแข่งขันสูงเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปเครื่องยนต์สันดาปได้แล้ว แต่สำหรับผู้บริโภค เทคโนโลยีแบตเตอรี่ในรถ EV ยุคปัจจุบันสุกงอมพอที่จะตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างคุ้มค่าแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องนั่งรอเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังอยู่อีกไกล