ผู้เขียน : โดย Thai Burma railway ทางรถไฟสานมรณะ
🏵สวีเดน🇸🇪เคยมาดูงานโรงงานประกอบเครื่องบินในไทย🇹🇭! ความรู้จากการเยี่ยมชมประวัติศาสตร์การบินในประเทศไทยที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศตอนที่ 2
ภาพเหล่านี้คือภาพที่พบในหอจดหมายเหตุสวีเดนที่ระบุว่าเขาได้มาเยี่ยมดูงานโรงงานผลิตเครื่องบินของไทยเมื่อปี ค.ศ. 1922 หรือ พ.ศ. 2465
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆได้ไปพบกับพี่ขนุน หรือท่าน พล.อ.อ.ศักดิ์พินิต พร้อมเทพ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กองทัพอากาศและการบินไทย
พี่ขนุนได้เมตตานำพวกผมไปชมพิพิธภัณฑ์ ทอ. และอธิบายข้อมูลต่างๆ คือด้วยผมซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับ ทอ. ถึงได้รู้ว่าไทยเคยเป็นชาติแรกๆที่มีความฝันเรื่องการบิน
ไทยเคยเกาะกลุ่มกับชาติชั้นนำในยุโรปและสหรัฐในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีการบินครับ
ต่างชาติมีเครื่องบินรุ่นอะไร ไทยก็มีแบบไม่น้อยหน้าครับ แถมเรายังมีโรงงานประกอบเครื่องบินได้ด้วย
แล้วทำไมทุกวันนี้ประเทศไทยของเราจึงดูไม่เหมือนกับช่วงเริ่มต้นของการรับเทคโนโลยีการบินเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ไม่มีโรงงาน ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินไม่ได้
การบินของโลกเริ่มจากพี่น้องตระกูลไรท์สามารถขึ้นบินได้สำเร็จ ยุคของการบินของมนุษย์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1903 หรือ พ.ศ.2446
ในช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นชาติในยุโรปเองเริ่มๆค่อยๆมีการเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีการบินกันอย่างแพร่หลาย
หลังจากการบินครั้งแรกของโลกเพียง 8 ปี เครื่องบินHenri Farman IV ลำหนึ่ง บินโดยนักบิน ชาวเบลเยี่ยม ได้เดินทางมายังประเทศไทยในปีค.ศ 1911 หรือ พ.ศ.2454 ณ สนามม้าสระประทุม
ในการบินครั้งนั้นนักบินได้เชิญเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทเสด็จขึ้นไปเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบิน
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระองค์ทรงมองว่าการบินถือเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างมากสำหรับอนาคตของประเทศไทย
ในปี 1912 หรือ พ.ศ.2455
เพียงปีเดียวหลังจากที่เครื่องบินลำแรกที่บินเหนือท้องฟ้าประเทศไทย
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาททรงส่ง พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (หลง สินสุข) พระยาทะยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) ไปศึกษาวิทยาการการบินที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีการบินอันดับต้นของโลก
ทั้งสามท่านได้ศึกษาวิทยาการความรู้อยู่ประมาณ 1 ปี จึงเดินทางกลับมายังประเทศไทย
พร้อมกับหน้าที่ในการวางรากฐานการบินของไทย ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับไทยในการเข้าสู่รัฐที่มีเทคโนโลยีการบินที่ทัดเทียมกับชาติในยุโรป
แรกเริ่มสนามม้าก็ถูกใช้เป็นสถานที่ สำหรับบินขึ้นลงของเครื่องบิน ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีการสร้างสนามบินแห่งแรกที่ดอนเมือง
แล้วเสร็จในปี 1915 พ.ศ.2458
เครื่องบินลำแรกมาไทย 1911
ส่งคนไปเรียน 1912
เรียนเสร็จกลับมา 1913
สนามบินที่สร้างขึ้นเพื่ออากาศยานโดยเฉพาะ 1915
ภายใน 4 ปี ประเทศไทยมีสนามบินที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ(ถ้าไม่รวมสนามม้า เพราะสนามม้าไม่ได้ออกแบบตั้งแต่แรกให้เป็นสนามบิน แต่มันพอจะใช้ได้เพราะเป็นลานโล่งกว้างเท่านั้น)
หลังจากสามบุพการีทหารอากาศกลับมาก็ได้เร่งพัฒนาการบินในไทย และไทยยังคงส่งคนไปเรียนและฝึกการบินตลอดจนวิทยาการในสายงานช่างเครื่องและอื่นๆอีกหลายคน
จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมัย ร.6 เราก็ได้เข้าร่วมสงครามในยุโรป และเป็นฝ่ายชนะสงครามกับมหาอำนาจอื่นๆ
การบินไทยดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี ในช่วงแรกเป็นเพียงหน่วยที่เรียกว่ากองบินทหารบก ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมอากาศยานทหารบก ต่อมาเป็นกรมอากาศยาน
ไทยรับวิทยาการเทคโนโลยีในการทำตัวเครื่องบิน ประกอบ จนสามารถสร้างโครงสร้างเครื่องบินได้ ถึงกับมีโรงงานที่สามารถผลิตโครงเครื่องบิน โดยหาวัสดุในท้องถิ่น เช่นไม้เพื่อทำส่วนประกอบของใบพัดหรือโครงเครื่องบิน จากที่ต้องเป็นไม้นำเข้าจากยุโรป ไทยก็สามารถกาไม้ทดแทนได้ (แต่ละส่วนของเครื่องบินยุคโบราณใช้ไม้ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่ตามลักษณะของส่วนของเครื่องบินครับ)
ตลอดจนสูตรน้ำยาที่ใช้ในการทาเคลือบผ้าใบของปีกเครื่องบิน ไทยเองก็สามารถพัฒนาได้โดยเอาน้ำยางจากต้นบงมาใช้
สิ่งเดียวที่ยังทำไม่ได้คือ เครื่องยนต์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ซึ่งบุพการีทหารอากาศทั้งสามท่านก็วางแผนที่จะจัดหาเครื่องจักร ตลอดจนสร้างโรงงาน เพื่อเครื่องยนต์ของเครื่องบิน
จนหลายประเทศมาดูงานในประเทศไทยครับ ภาพพวกนี้ถูกพบจากหอจดหมายเหตุของสวีเดน ที่ครั้งเมื่อมาดูงานผลิตเครื่องบินในประเทศไทยเมื่อปี 1922 พ.ศ.2465
แต่ก่อนที่จะเป็นเทคโนโลยีการพัฒนาด้านอากาศยานและการบินของไทยจะไปไกลก็ต้องสะดุดด้วยสองสาเหตุ
สะดุดแรก ในปี พ.ศ.2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรได้เข้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ก็อย่างว่าการเมืองเรื่องของอำนาจ ไม่ใช่พวกก็ต้องถูกกำจัดให้พ้นทาง
คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายข้าราชการคนสำคัญออก เอาคนของตัวเองเข้ามาเพื่อให้นั่งแทน เพื่อการปกครองบ้านเมืองเป็นไปอย่างราบลื่น
แต่ก็มีข้อเสียคือข้าราชการในตำแหน่งเดิมนั้น บางท่านก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมาก การที่ไปเอาคนของคณะราษฎรซึ่งไม่ได้รู้งานเชิงลึกมาดูแลกลับกลายเป็นทำให้การพัฒนาบางด้านหยุดชะงักไป
เช่นเดียวกับการพัฒนาการบินในไทย พระยาเฉลิมอากาศหนึ่งในบุพการีของกองทัพอากาศถูกปลดออกจากตำแหน่ง กรมอากาศยาน
ไม่นานพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และพระยาทะยานพิฆาต พร้อมกับทหารที่อยู่ในกรมอากาศยานที่มีความรู้ความสามารถก็ถูกปลดออกไปจำนวนมาก
การที่คนที่มีความรู้ด้านการบินมากที่สุดสามคนถูกปลดออกจากตำแหน่ง กระทบต่อการพัฒนาทางด้านอากาศยานและการบินของไทยให้หยุดชะงัก ไปในระดับหนึ่ง
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรมการบินถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพอากาศในปี 1937
ไทยเองก็ยังคงพยายามเดินหน้าในการจัดหาเครื่องบินจากต่างประเทศ ตลอดจนเรียนรู้วิทยาการจากประเทศเหล่านั้น เพื่อให้ทัดเทียม
ไทยมองหาประเทศที่ศักยภาพในการสร้างเครื่องบิน และที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีการบินให้ไทยได้
ด้วยลักษณะนโยบายของสหรัฐที่ไม่เคยคิดล่าเมืองขึ้นเหมือนฝรั่งเศสหรือประเทศในยุโรปอื่นๆ
ไทยจึงหันหน้าเข้าหาสหรัฐ เราได้จัดหาเครื่องบินจากสหรัฐและยังได้สิทธิบัตรในการผลิตเครื่องบินมาผลิตในไทยเอง
แต่มาสะดุดรอบที่ 2 ในช่วงสงครามอินโดจีนที่ไทยและฝรั่งเศสมีปัญหากันในชายแดน
กล่าวคือฝรั่งเศสที่อ่อนแอเพราะกำลังถูกเยอรมันทุบอยู่ ฝรั่งเศสในยุโรปไม่มีปัญญาที่จะมาดูแล ดินแดนภายใต้อาณานิคมของตนในภูมิภาคนี้ได้มากนัก
ประเทศไทยสบช่องโอกาสจึงพยายามทวงคืนดินแดนที่เสียไปให้กับฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและฝรั่งเศสขึ้นเหนือดินแดนลาวเขมร
สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยกับการที่ไทยและฝรั่งเศสรบกัน
สหรัฐจึงยุติการสนับสนุนทั้งไทยและฝรั่งเศส การที่สหรัฐยุติการสนับสนุนต่อฝรั่งเศส มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับฝรั่งเศสมากนัก
แต่การยุติการสนับสนุนของหสรัฐที่มีต่อไทย ซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีทางด้านการบินของสหรัฐเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เครื่องบิน ตลอดจนวิทยาการต่างๆ อะไหล่เครื่องบิน ทำให้ประเทศไทยตกที่นั่งลำบาก
เคราะห์ร้ายที่สุด คือ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น
ขึ้นชื่อว่าสงครามนั้นแทบจะไม่มีอะไรเป็นด้านดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย
ด้านดีของสงครามด้านเดียวเห็นจะเป็นการแข่งขันพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเองให้เหนือกว่าศัตรู ( อยู่ใกล้ๆการพัฒนาสงครามโดรนในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก หากเราไม่รีบเราจะตกขบวน)
เช่นเดียวกัน การพัฒนาเครื่องบินและวิทยาการในการบินนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พุ่งไวมาก
ขณะที่ชาติอื่นๆที่มีศักยภาพแบบไทยอยู่แล้ว พยายามวิ่งตามเทคโนโลยี
แต่ไทยเราเองขาดดันเทคโนโลยีการบินในช่วงเวลานั้นพอดี ประกอบการไทยไม่มีอุตสาหกรรมพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมการบินได้
อุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลหะในประเทศ การหล่อ การขึ้นรูปโลหะ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ไทยขาด
เพราะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินมีโครงสร้างโลหะแล้วในตอนนั้น
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ไทยเองหลุดจากเทคโนโลยีการบินไปแบบไม่มีทางตามทันมาตั้งแต่วันนั้น
พอหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เข้าสู่การรบในสงครามเย็นสหรัฐและโซเวียตต่างหาพวก
และการที่จะหาพันธมิตรที่ง่ายที่สุดคือ การให้ของ การมอบอาวุธให้แก่ประเทศที่ตนสนับสนุน
เช่นสหรัฐมอบอาวุธให้ไทยไปรบเป็นตัวแทน โซเวียตให้อาวุธเวียดนามไปรบเป็นตัวแทน
ในช่วงสงครามเย็นประเทศไทยได้รับอากาศยานจากสหรัฐจำนวนมากกกกกกกก ว่าจะเป็นแบบปีกตรึงหรือปีกหมุน ไม่ว่าจะอยู่กับกองทัพบกกองทัพเรือกองทัพอากาศหรือตำรวจ นี่ยังไม่รวมยานเกราะ รถถัง ปืนใหญ่ และอื่นๆ
เมื่อได้รับของมาแบบง่ายๆตามรูปแบบการช่วยเหลือทางทหาร เหมือนกับลูกนกที่รอแม่นกป้อนหนอน
การที่ไทยรับการสนับสนุนจากสหรัฐจำนวนมาก เป็นการปิดประตูแนวคิดที่จะพัฒนาอาวุธ หรืออุตสาหกรรมความมั่นคงของชาติ
แล้วเราก็รอคอยการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐ หรือไม่ก็ต้องใช้งบประมาณในการจัดหาอาวุธจากต่างประเทศมาใช้งาน
ก่อนหน้านี้ก็มีพูดครับเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศบ้างครับ แต่ก็พึ่งจะมียุคหลังๆมานี่เองถึงจะมาพูดเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างจริงๆจังๆกัน ก็ตอนที่เรารบเขมรแล้วไม่มีใครขายอาวุธให้เรา
ตอนนี้อยู่ที่ว่าคนไทยจะเลือกอนาคตทางด้านความมั่นคงของชาติแบบไหน
ถ้าเลือกแบบง่าย จ่ายจบ จ่ายจบรับของ ถ้าเลือกหนทางนี้เราก็คงจะต้องใช้แบบนี้ตลอดไป เพราะเราไม่สามารถก้าวทันเทคโนโลยีได้
ซึ่งหากมองผิวเผินก็ดีไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะมีคนลองผิดถูกมาให้แล้ว รอใช้อย่างเดียว แล้วก็อาจจะถูกกว่าการพัฒนาด้วยตนเอง แต่ปัญหาคือเวลาที่เราต้องการอาวุธมากๆ คนขายเล่นตัวได้ เขาจะสนับสนุนเราหรือไม่ก็อยู่ที่เขาแหละครับ
เลือกแบบที่ 2. กับการเร่งพัฒนา เทคโนโลยีและอาวุธของตนเอง อาจจะใช้เวลานานกว่า อาจจะใช้งบประมาณสูงกว่าแต่หากมองถึงอนาคตข้างหน้าไกลๆยาวๆ ผมว่าอย่างไรแบบที่ 2 ก็คุ้มกว่า มีอิสรภาพในการตัดสินใจทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง ข้อเสียคือต้องใช้เวลาใช้งบประมาณและการลองผิดลองถูกอีกมาก
ส่วนเทคโนโลยีที่เรายังไปไม่ถึง ยังไม่มีศักยภาพ ก็คงต้องอาศัยข้อตกลงกับชาติที่เราจะจัดหาอาวุธจากเขาแหละครับ และหาข้อตกลงที่ดีที่สุด โดยผู้ผลิตต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย
ถ้าให้ดีจริงๆถ้าโรงงานผลิตในไทยได้ด้วยจะดีมาก เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และฝึกฝนฝีมือแรงงานให้กับคนไทยไปในตัว และคนเหล่านี้สามารถใช้ทักษะต่อยอดในงานอื่นๆที่คล้ายกันได้อีก
อยู่ที่ว่าข้าราชการทุกวันนี้จะมองผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับหรือมองชาติบ้านเมืองมากกว่ากัน
ปล.ทุกวันนี้กองทัพอากาศจึงถือว่า
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทเป็นพระบิดาก่อตั้งกองทัพอากาศ
ส่วน
พระยาเฉลิมอากาศ
พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ พระยาทะยานพิฆาต
ทั้งสามท่านเป็นบุพการีกองทัพอากาศไทยครับ

[img]
https://f.ptcdn.info/918/091/000/mspa59i42p5003MXx20PaU-o.jpg
สวีเดน🇸🇪เคยมาดูงานโรงงานประกอบเครื่องบินในไทย🇹🇭!
🏵สวีเดน🇸🇪เคยมาดูงานโรงงานประกอบเครื่องบินในไทย🇹🇭! ความรู้จากการเยี่ยมชมประวัติศาสตร์การบินในประเทศไทยที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศตอนที่ 2
ภาพเหล่านี้คือภาพที่พบในหอจดหมายเหตุสวีเดนที่ระบุว่าเขาได้มาเยี่ยมดูงานโรงงานผลิตเครื่องบินของไทยเมื่อปี ค.ศ. 1922 หรือ พ.ศ. 2465
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆได้ไปพบกับพี่ขนุน หรือท่าน พล.อ.อ.ศักดิ์พินิต พร้อมเทพ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กองทัพอากาศและการบินไทย
พี่ขนุนได้เมตตานำพวกผมไปชมพิพิธภัณฑ์ ทอ. และอธิบายข้อมูลต่างๆ คือด้วยผมซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับ ทอ. ถึงได้รู้ว่าไทยเคยเป็นชาติแรกๆที่มีความฝันเรื่องการบิน
ไทยเคยเกาะกลุ่มกับชาติชั้นนำในยุโรปและสหรัฐในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีการบินครับ
ต่างชาติมีเครื่องบินรุ่นอะไร ไทยก็มีแบบไม่น้อยหน้าครับ แถมเรายังมีโรงงานประกอบเครื่องบินได้ด้วย
แล้วทำไมทุกวันนี้ประเทศไทยของเราจึงดูไม่เหมือนกับช่วงเริ่มต้นของการรับเทคโนโลยีการบินเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ไม่มีโรงงาน ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินไม่ได้
การบินของโลกเริ่มจากพี่น้องตระกูลไรท์สามารถขึ้นบินได้สำเร็จ ยุคของการบินของมนุษย์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1903 หรือ พ.ศ.2446
ในช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นชาติในยุโรปเองเริ่มๆค่อยๆมีการเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีการบินกันอย่างแพร่หลาย
หลังจากการบินครั้งแรกของโลกเพียง 8 ปี เครื่องบินHenri Farman IV ลำหนึ่ง บินโดยนักบิน ชาวเบลเยี่ยม ได้เดินทางมายังประเทศไทยในปีค.ศ 1911 หรือ พ.ศ.2454 ณ สนามม้าสระประทุม
ในการบินครั้งนั้นนักบินได้เชิญเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทเสด็จขึ้นไปเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบิน
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระองค์ทรงมองว่าการบินถือเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างมากสำหรับอนาคตของประเทศไทย
ในปี 1912 หรือ พ.ศ.2455
เพียงปีเดียวหลังจากที่เครื่องบินลำแรกที่บินเหนือท้องฟ้าประเทศไทย
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาททรงส่ง พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (หลง สินสุข) พระยาทะยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) ไปศึกษาวิทยาการการบินที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีการบินอันดับต้นของโลก
ทั้งสามท่านได้ศึกษาวิทยาการความรู้อยู่ประมาณ 1 ปี จึงเดินทางกลับมายังประเทศไทย
พร้อมกับหน้าที่ในการวางรากฐานการบินของไทย ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้กับไทยในการเข้าสู่รัฐที่มีเทคโนโลยีการบินที่ทัดเทียมกับชาติในยุโรป
แรกเริ่มสนามม้าก็ถูกใช้เป็นสถานที่ สำหรับบินขึ้นลงของเครื่องบิน ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีการสร้างสนามบินแห่งแรกที่ดอนเมือง
แล้วเสร็จในปี 1915 พ.ศ.2458
เครื่องบินลำแรกมาไทย 1911
ส่งคนไปเรียน 1912
เรียนเสร็จกลับมา 1913
สนามบินที่สร้างขึ้นเพื่ออากาศยานโดยเฉพาะ 1915
ภายใน 4 ปี ประเทศไทยมีสนามบินที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ(ถ้าไม่รวมสนามม้า เพราะสนามม้าไม่ได้ออกแบบตั้งแต่แรกให้เป็นสนามบิน แต่มันพอจะใช้ได้เพราะเป็นลานโล่งกว้างเท่านั้น)
หลังจากสามบุพการีทหารอากาศกลับมาก็ได้เร่งพัฒนาการบินในไทย และไทยยังคงส่งคนไปเรียนและฝึกการบินตลอดจนวิทยาการในสายงานช่างเครื่องและอื่นๆอีกหลายคน
จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมัย ร.6 เราก็ได้เข้าร่วมสงครามในยุโรป และเป็นฝ่ายชนะสงครามกับมหาอำนาจอื่นๆ
การบินไทยดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี ในช่วงแรกเป็นเพียงหน่วยที่เรียกว่ากองบินทหารบก ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมอากาศยานทหารบก ต่อมาเป็นกรมอากาศยาน
ไทยรับวิทยาการเทคโนโลยีในการทำตัวเครื่องบิน ประกอบ จนสามารถสร้างโครงสร้างเครื่องบินได้ ถึงกับมีโรงงานที่สามารถผลิตโครงเครื่องบิน โดยหาวัสดุในท้องถิ่น เช่นไม้เพื่อทำส่วนประกอบของใบพัดหรือโครงเครื่องบิน จากที่ต้องเป็นไม้นำเข้าจากยุโรป ไทยก็สามารถกาไม้ทดแทนได้ (แต่ละส่วนของเครื่องบินยุคโบราณใช้ไม้ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่ตามลักษณะของส่วนของเครื่องบินครับ)
ตลอดจนสูตรน้ำยาที่ใช้ในการทาเคลือบผ้าใบของปีกเครื่องบิน ไทยเองก็สามารถพัฒนาได้โดยเอาน้ำยางจากต้นบงมาใช้
สิ่งเดียวที่ยังทำไม่ได้คือ เครื่องยนต์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ซึ่งบุพการีทหารอากาศทั้งสามท่านก็วางแผนที่จะจัดหาเครื่องจักร ตลอดจนสร้างโรงงาน เพื่อเครื่องยนต์ของเครื่องบิน
จนหลายประเทศมาดูงานในประเทศไทยครับ ภาพพวกนี้ถูกพบจากหอจดหมายเหตุของสวีเดน ที่ครั้งเมื่อมาดูงานผลิตเครื่องบินในประเทศไทยเมื่อปี 1922 พ.ศ.2465
แต่ก่อนที่จะเป็นเทคโนโลยีการพัฒนาด้านอากาศยานและการบินของไทยจะไปไกลก็ต้องสะดุดด้วยสองสาเหตุ
สะดุดแรก ในปี พ.ศ.2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรได้เข้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ก็อย่างว่าการเมืองเรื่องของอำนาจ ไม่ใช่พวกก็ต้องถูกกำจัดให้พ้นทาง
คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายข้าราชการคนสำคัญออก เอาคนของตัวเองเข้ามาเพื่อให้นั่งแทน เพื่อการปกครองบ้านเมืองเป็นไปอย่างราบลื่น
แต่ก็มีข้อเสียคือข้าราชการในตำแหน่งเดิมนั้น บางท่านก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมาก การที่ไปเอาคนของคณะราษฎรซึ่งไม่ได้รู้งานเชิงลึกมาดูแลกลับกลายเป็นทำให้การพัฒนาบางด้านหยุดชะงักไป
เช่นเดียวกับการพัฒนาการบินในไทย พระยาเฉลิมอากาศหนึ่งในบุพการีของกองทัพอากาศถูกปลดออกจากตำแหน่ง กรมอากาศยาน
ไม่นานพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และพระยาทะยานพิฆาต พร้อมกับทหารที่อยู่ในกรมอากาศยานที่มีความรู้ความสามารถก็ถูกปลดออกไปจำนวนมาก
การที่คนที่มีความรู้ด้านการบินมากที่สุดสามคนถูกปลดออกจากตำแหน่ง กระทบต่อการพัฒนาทางด้านอากาศยานและการบินของไทยให้หยุดชะงัก ไปในระดับหนึ่ง
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรมการบินถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพอากาศในปี 1937
ไทยเองก็ยังคงพยายามเดินหน้าในการจัดหาเครื่องบินจากต่างประเทศ ตลอดจนเรียนรู้วิทยาการจากประเทศเหล่านั้น เพื่อให้ทัดเทียม
ไทยมองหาประเทศที่ศักยภาพในการสร้างเครื่องบิน และที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีการบินให้ไทยได้
ด้วยลักษณะนโยบายของสหรัฐที่ไม่เคยคิดล่าเมืองขึ้นเหมือนฝรั่งเศสหรือประเทศในยุโรปอื่นๆ
ไทยจึงหันหน้าเข้าหาสหรัฐ เราได้จัดหาเครื่องบินจากสหรัฐและยังได้สิทธิบัตรในการผลิตเครื่องบินมาผลิตในไทยเอง
แต่มาสะดุดรอบที่ 2 ในช่วงสงครามอินโดจีนที่ไทยและฝรั่งเศสมีปัญหากันในชายแดน
กล่าวคือฝรั่งเศสที่อ่อนแอเพราะกำลังถูกเยอรมันทุบอยู่ ฝรั่งเศสในยุโรปไม่มีปัญญาที่จะมาดูแล ดินแดนภายใต้อาณานิคมของตนในภูมิภาคนี้ได้มากนัก
ประเทศไทยสบช่องโอกาสจึงพยายามทวงคืนดินแดนที่เสียไปให้กับฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและฝรั่งเศสขึ้นเหนือดินแดนลาวเขมร
สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางในขณะนั้น ไม่เห็นด้วยกับการที่ไทยและฝรั่งเศสรบกัน
สหรัฐจึงยุติการสนับสนุนทั้งไทยและฝรั่งเศส การที่สหรัฐยุติการสนับสนุนต่อฝรั่งเศส มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับฝรั่งเศสมากนัก
แต่การยุติการสนับสนุนของหสรัฐที่มีต่อไทย ซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีทางด้านการบินของสหรัฐเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เครื่องบิน ตลอดจนวิทยาการต่างๆ อะไหล่เครื่องบิน ทำให้ประเทศไทยตกที่นั่งลำบาก
เคราะห์ร้ายที่สุด คือ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น
ขึ้นชื่อว่าสงครามนั้นแทบจะไม่มีอะไรเป็นด้านดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย
ด้านดีของสงครามด้านเดียวเห็นจะเป็นการแข่งขันพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเองให้เหนือกว่าศัตรู ( อยู่ใกล้ๆการพัฒนาสงครามโดรนในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก หากเราไม่รีบเราจะตกขบวน)
เช่นเดียวกัน การพัฒนาเครื่องบินและวิทยาการในการบินนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พุ่งไวมาก
ขณะที่ชาติอื่นๆที่มีศักยภาพแบบไทยอยู่แล้ว พยายามวิ่งตามเทคโนโลยี
แต่ไทยเราเองขาดดันเทคโนโลยีการบินในช่วงเวลานั้นพอดี ประกอบการไทยไม่มีอุตสาหกรรมพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมการบินได้
อุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลหะในประเทศ การหล่อ การขึ้นรูปโลหะ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ไทยขาด
เพราะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินมีโครงสร้างโลหะแล้วในตอนนั้น
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ไทยเองหลุดจากเทคโนโลยีการบินไปแบบไม่มีทางตามทันมาตั้งแต่วันนั้น
พอหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เข้าสู่การรบในสงครามเย็นสหรัฐและโซเวียตต่างหาพวก
และการที่จะหาพันธมิตรที่ง่ายที่สุดคือ การให้ของ การมอบอาวุธให้แก่ประเทศที่ตนสนับสนุน
เช่นสหรัฐมอบอาวุธให้ไทยไปรบเป็นตัวแทน โซเวียตให้อาวุธเวียดนามไปรบเป็นตัวแทน
ในช่วงสงครามเย็นประเทศไทยได้รับอากาศยานจากสหรัฐจำนวนมากกกกกกกก ว่าจะเป็นแบบปีกตรึงหรือปีกหมุน ไม่ว่าจะอยู่กับกองทัพบกกองทัพเรือกองทัพอากาศหรือตำรวจ นี่ยังไม่รวมยานเกราะ รถถัง ปืนใหญ่ และอื่นๆ
เมื่อได้รับของมาแบบง่ายๆตามรูปแบบการช่วยเหลือทางทหาร เหมือนกับลูกนกที่รอแม่นกป้อนหนอน
การที่ไทยรับการสนับสนุนจากสหรัฐจำนวนมาก เป็นการปิดประตูแนวคิดที่จะพัฒนาอาวุธ หรืออุตสาหกรรมความมั่นคงของชาติ
แล้วเราก็รอคอยการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐ หรือไม่ก็ต้องใช้งบประมาณในการจัดหาอาวุธจากต่างประเทศมาใช้งาน
ก่อนหน้านี้ก็มีพูดครับเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศบ้างครับ แต่ก็พึ่งจะมียุคหลังๆมานี่เองถึงจะมาพูดเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างจริงๆจังๆกัน ก็ตอนที่เรารบเขมรแล้วไม่มีใครขายอาวุธให้เรา
ตอนนี้อยู่ที่ว่าคนไทยจะเลือกอนาคตทางด้านความมั่นคงของชาติแบบไหน
ถ้าเลือกแบบง่าย จ่ายจบ จ่ายจบรับของ ถ้าเลือกหนทางนี้เราก็คงจะต้องใช้แบบนี้ตลอดไป เพราะเราไม่สามารถก้าวทันเทคโนโลยีได้
ซึ่งหากมองผิวเผินก็ดีไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะมีคนลองผิดถูกมาให้แล้ว รอใช้อย่างเดียว แล้วก็อาจจะถูกกว่าการพัฒนาด้วยตนเอง แต่ปัญหาคือเวลาที่เราต้องการอาวุธมากๆ คนขายเล่นตัวได้ เขาจะสนับสนุนเราหรือไม่ก็อยู่ที่เขาแหละครับ
เลือกแบบที่ 2. กับการเร่งพัฒนา เทคโนโลยีและอาวุธของตนเอง อาจจะใช้เวลานานกว่า อาจจะใช้งบประมาณสูงกว่าแต่หากมองถึงอนาคตข้างหน้าไกลๆยาวๆ ผมว่าอย่างไรแบบที่ 2 ก็คุ้มกว่า มีอิสรภาพในการตัดสินใจทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง ข้อเสียคือต้องใช้เวลาใช้งบประมาณและการลองผิดลองถูกอีกมาก
ส่วนเทคโนโลยีที่เรายังไปไม่ถึง ยังไม่มีศักยภาพ ก็คงต้องอาศัยข้อตกลงกับชาติที่เราจะจัดหาอาวุธจากเขาแหละครับ และหาข้อตกลงที่ดีที่สุด โดยผู้ผลิตต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย
ถ้าให้ดีจริงๆถ้าโรงงานผลิตในไทยได้ด้วยจะดีมาก เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และฝึกฝนฝีมือแรงงานให้กับคนไทยไปในตัว และคนเหล่านี้สามารถใช้ทักษะต่อยอดในงานอื่นๆที่คล้ายกันได้อีก
อยู่ที่ว่าข้าราชการทุกวันนี้จะมองผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับหรือมองชาติบ้านเมืองมากกว่ากัน
ปล.ทุกวันนี้กองทัพอากาศจึงถือว่า
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาทเป็นพระบิดาก่อตั้งกองทัพอากาศ
ส่วน
พระยาเฉลิมอากาศ
พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ พระยาทะยานพิฆาต
ทั้งสามท่านเป็นบุพการีกองทัพอากาศไทยครับ
[img]https://f.ptcdn.info/918/091/000/mspa59i42p5003MXx20PaU-o.jpg