ธุรกิจสุดโหด! ร้าน Pet Shop เข้าทีหลัง พังไม่เหลือ? [ThaiFranchise Today]

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

เปิดเคล็ดลับ “ร้าน Pet Shop” ที่อยู่รอดในยุคแข่งเดือด

เราเห็นร้าน Pet Shop บางร้านคนเยอะมาก ลูกค้าแน่นทุกวัน เกิดจากแนวคิดของร้านเหล่านี้ที่ไม่ตั้งเป้าเป็นเพียง Pet Shop แต่คือ Community & Service ร้านที่รอดมักมี Service inside

เช่น พ่วงบริการอาบน้ำ-ตัดขน (Grooming), โรงแรมรับฝากสัตว์เลี้ยง (Pet Hotel) หรือคลินิกเล็ก ๆ เพราะบริการเหล่านี้ ไม่สามารถสั่งซื้อได้ในตลาดออนไลน์ ลูกค้าต้องพาสัตว์เลี้ยงมาที่หน้าร้าน และเมื่อมาถึง ก็มักซื้อสินค้าอื่นร่วมด้วย

และต้องไม่ลืมเรื่องการสร้าง Personal Brand คนรักสัตว์ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าได้ คำแนะนำที่ถูกต้อง เจ้าของร้านที่รอดในปี 2569 ต้องวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น Expert หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยง เมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อใจ ก็อยากสนับสนุนร้านโดยไม่สนใจว่าราคาจะแพงกว่าร้านอื่นหรือไม่

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่น่าสนใจคือการใช้ระบบ POS เข้ามาช่วยในการเช็กอัตราการหมุนเวียนสินค้า ถ้าสินค้าใดขายช้าเกิน 30-45 วัน ต้องจัดโปรโมชั่นโล๊ะทิ้งทันที และหันไปทุ่มเงินกับสินค้ากลุ่ม Fast-moving หรือกลุ่มที่ได้กำไรต่อหน่วย (Margin) สูง เพื่อรักษา กระแสเงินสด ไม่ให้จมอยู่บนชั้นวางของ

ร้าน Pet Shop รายได้ดีแค่ไหน?

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าเฉพาะกลุ่มขายปลีกสัตว์เลี้ยง/อาหาร/อุปกรณ์ และกลุ่มบริการดูแลสัตว์ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลรวมกันทะลุ 5,000 บริษัท และคาดว่ามีร้าน Pet Shop ขนาดเล็ก-กลาง โชห่วยตึกแถว

รวมถึงร้านค้าทางการบน E-commerce แพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมกัน มากกว่า 15,000 - 20,000 ร้านค้าทั่วประเทศ และมีแบรนด์อาหาร ขนม และของใช้สัตว์เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในตลาดไทย มากกว่า 400 แบรนด์

ถ้ามองในเรื่องรายได้กรณีเป็นร้านล็กตึกแถว เน้นขายอาหารและของใช้อย่างเดียว ถ้ามีรายได้ 150,000 - 250,000 บาท / เดือน กำไรขั้นต้นเฉลี่ย 15% ประมาณ 30,000 - 37,500 บาท หักลบค่าใช้จ่ายเช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ต้นทุนสินค้า รายได้สุทธิอาจถึงขั้นเข้าเนื้อ หากไม่ทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น

แต่หากเป็นร้าน Pet Shop ที่พ่วงบริการเสริมเข้าไปด้วย อาจสร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 500,000 – 800,000 บาท (เป็นตัวเลขโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับทำเลและการบริหาร)

แต่จะทำให้มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 35% เนื่องจากมีรายได้จากงานบริการที่เสริมเข้ามา หักลบค่าใช้จ่าย + ค่าการตลาด การทำ Pet Shop ในลักษณะนี้จะมีกำไรสุทธิมากขึ้น มีโอกาสอยู่รอดในระยะยาวได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้คาดว่าตลาดสัตว์เลี้ยงจะยังเติบโตไปได้เรื่อยๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ยังเติบโตได้แต่จะสร้างรายได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ แนวคิดในการบริหาร + กลยุทธ์การตลาด สำหรับคนที่มีงบน้อยทุนน้อย แต่อยากเปิดร้านเล็กๆ แล้วค่อยขยับขยายอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเติบโต

ถ้ามองในมุมของการลงทุนเพื่อสร้างกำไรมากๆ ก็ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อให้เป็นร้านขนาดใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใดร้าน Pet Shop จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจระหว่างร้านกับลูกค้า

หากเป็นร้านใหม่ก็ควรเน้นทำกาตลาดเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากและรวดเร็ว จากนั้นก็รักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ให้สม่ำเสมอ เพราะกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงจะยอมจ่ายเงินก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าคุ้มค่าและสบายใจที่ใช้บริการ
.
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่