ช่วงนี้ถ้าใครตามข่าวพลังงานและยานยนต์ น่าจะเห็นข่าวรัฐบาลเตรียมอัด เงินกู้และสินเชื่อกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อดันเรื่อง Clean Energy & EV Ecosystem แบบเต็มสปีด
ตอนแรกที่เห็นข่าว ผมก็นึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวของภาครัฐ แต่พอเริ่มมากางดูรายละเอียดแผนดีๆ... เออ มันกระทบกระเป๋าเงินและความสะดวกในการใช้ชีวิตของเราเต็มๆ เลยครับ และมันทำให้รู้สึกว่า "การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในไทย มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องรักษ์โลกสวยๆ แต่กำลังจะคุ้มค่าและสะดวกขึ้นแบบจับต้องได้จริงๆ"
ลองมาดู 3 จุดเปลี่ยนสำคัญจากแผนรัฐบาลรอบนี้กันครับ
1. เงินกู้ลงตู้ชาร์จ = หมดห่วงเรื่องเดินทางไกล (Infrastructure)
ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนที่ลังเลไม่กล้าซื้อ EV คือ "กลัวไม่มีที่ชาร์จ" หรือ "กลัวแย่งตู้กันช่วงเทศกาล" แต่รอบนี้รัฐบาลจัดสรรงบ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเร่งขยาย DC Fast Charge ทั่วประเทศ เมื่อตู้ชาร์จไวแพร่กระจายไปตามปั๊ม จุดพักรถ และเมืองรอง การขับ EV ออกต่างจังหวัดจะไม่ใช่เรื่องต้องมานั่งลุ้นหรือวางแผนจนเครียดอีกต่อไป สำหรับคนที่อยู่อาศัยในเมือง รัฐบาลก็เริ่มมีมาตรการดันจุดชาร์จในพื้นที่สาธารณะและอาคารพาณิชย์มากขึ้นเรื่อยๆ
2. ได้ใช้ไฟถูกลง และคุ้มค่าระยะยาว (Energy Transition)
รัฐบาลไม่ได้ดันแค่ตัวรถ แต่ดัน โซลาร์รูฟท็อป + ระบบ Net Billing พ่วงมาด้วย ลืมภาพการชาร์จรถแล้วค่าไฟบ้านบานปลายไปได้เลย เพราะถ้าอนาคตติดโซลาร์รูฟท็อปที่บ้าน (ซึ่งรัฐมีส่วนลด/อุดหนุนให้) กลางวันเราผลิตไฟใช้เอง หรือขายคืนรัฐ กลางคืนเอาระบบ Off-Peak มาชาร์จรถ ต้นทุนการเดินทางจะเหลือแค่กิโลเมตรละไม่ถึง 50 สตางค์ ในขณะที่ค่าน้ำมันเบนซิน/ดีเซลขยับขึ้นเรื่อยๆ ส่วนต่างตรงนี้ปีๆ น้าเซฟเงินในกระเป๋าไปได้หลายหมื่นถึงหลักแสนบาทเลยครับ
3. สูดอากาศได้เต็มปอด ไม่ต้องเคาะกระจกดมไอเสีย
ข้อนี้หลายคนอาจจะมองข้าม แต่ถ้าใครเคยเดินริมถนนสุขุมวิท หรือติดไฟแดงกลางสี่แยก จะรู้เลยว่ามลพิษจากท่อไอเสียมันบั่นทอนสุขภาพขนาดไหน การที่รัฐใช้เงินกู้เปลี่ยนรถสาธารณะ (รถเมล์/แท็กซี่/รถขนส่ง) ให้เป็น EV ทั้งระบบ บวกกับการที่เราเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าส่วนตัว มันคือการ "ตัดท่อไอเสียออกจากหน้าบ้านเรา" PM2.5 และควันดำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด อากาศที่ลูกหลานเราสูดทุกวันจะดีขึ้นจริงๆ
ยานยนต์พลังงานสะอาด... ไม่ใช่เรื่องของ "อนาคต" อีกต่อไป แต่มันคือ "โอกาสตอนนี้"
จากเดิมที่คนมองว่า EV เป็นเรื่องของคนมีเงิน หรือเป็นแค่เทรนด์เห่อตามกระแส แต่การที่ภาครัฐและแบงก์ชาติลงมาร่วมวงอัดฉีด Ecosystem ทั้งตู้ชาร์จ สายส่ง และส่วนลดขนาดนี้ มันแปลว่า โครงสร้างพื้นฐานกำลังถูกบีบให้พร้อมรองรับพวกเราทุกคนแล้ว
มันไม่ใช่คำถามแล้วครับว่า "เราจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดไหม?" แต่เป็นคำถามที่ว่า "เราจะเปลี่ยนตอนไหนถึงจะคุ้มที่สุด?" ต่างหาก
แผนเงินกู้ 2 แสนล้านปั้น EV กับโซลาร์รูฟ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่คุ้มที่สุดแล้วที่เราจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด
ตอนแรกที่เห็นข่าว ผมก็นึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวของภาครัฐ แต่พอเริ่มมากางดูรายละเอียดแผนดีๆ... เออ มันกระทบกระเป๋าเงินและความสะดวกในการใช้ชีวิตของเราเต็มๆ เลยครับ และมันทำให้รู้สึกว่า "การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในไทย มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องรักษ์โลกสวยๆ แต่กำลังจะคุ้มค่าและสะดวกขึ้นแบบจับต้องได้จริงๆ"
ลองมาดู 3 จุดเปลี่ยนสำคัญจากแผนรัฐบาลรอบนี้กันครับ
1. เงินกู้ลงตู้ชาร์จ = หมดห่วงเรื่องเดินทางไกล (Infrastructure)
ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนที่ลังเลไม่กล้าซื้อ EV คือ "กลัวไม่มีที่ชาร์จ" หรือ "กลัวแย่งตู้กันช่วงเทศกาล" แต่รอบนี้รัฐบาลจัดสรรงบ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเร่งขยาย DC Fast Charge ทั่วประเทศ เมื่อตู้ชาร์จไวแพร่กระจายไปตามปั๊ม จุดพักรถ และเมืองรอง การขับ EV ออกต่างจังหวัดจะไม่ใช่เรื่องต้องมานั่งลุ้นหรือวางแผนจนเครียดอีกต่อไป สำหรับคนที่อยู่อาศัยในเมือง รัฐบาลก็เริ่มมีมาตรการดันจุดชาร์จในพื้นที่สาธารณะและอาคารพาณิชย์มากขึ้นเรื่อยๆ
2. ได้ใช้ไฟถูกลง และคุ้มค่าระยะยาว (Energy Transition)
รัฐบาลไม่ได้ดันแค่ตัวรถ แต่ดัน โซลาร์รูฟท็อป + ระบบ Net Billing พ่วงมาด้วย ลืมภาพการชาร์จรถแล้วค่าไฟบ้านบานปลายไปได้เลย เพราะถ้าอนาคตติดโซลาร์รูฟท็อปที่บ้าน (ซึ่งรัฐมีส่วนลด/อุดหนุนให้) กลางวันเราผลิตไฟใช้เอง หรือขายคืนรัฐ กลางคืนเอาระบบ Off-Peak มาชาร์จรถ ต้นทุนการเดินทางจะเหลือแค่กิโลเมตรละไม่ถึง 50 สตางค์ ในขณะที่ค่าน้ำมันเบนซิน/ดีเซลขยับขึ้นเรื่อยๆ ส่วนต่างตรงนี้ปีๆ น้าเซฟเงินในกระเป๋าไปได้หลายหมื่นถึงหลักแสนบาทเลยครับ
3. สูดอากาศได้เต็มปอด ไม่ต้องเคาะกระจกดมไอเสีย
ข้อนี้หลายคนอาจจะมองข้าม แต่ถ้าใครเคยเดินริมถนนสุขุมวิท หรือติดไฟแดงกลางสี่แยก จะรู้เลยว่ามลพิษจากท่อไอเสียมันบั่นทอนสุขภาพขนาดไหน การที่รัฐใช้เงินกู้เปลี่ยนรถสาธารณะ (รถเมล์/แท็กซี่/รถขนส่ง) ให้เป็น EV ทั้งระบบ บวกกับการที่เราเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าส่วนตัว มันคือการ "ตัดท่อไอเสียออกจากหน้าบ้านเรา" PM2.5 และควันดำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด อากาศที่ลูกหลานเราสูดทุกวันจะดีขึ้นจริงๆ
ยานยนต์พลังงานสะอาด... ไม่ใช่เรื่องของ "อนาคต" อีกต่อไป แต่มันคือ "โอกาสตอนนี้"
จากเดิมที่คนมองว่า EV เป็นเรื่องของคนมีเงิน หรือเป็นแค่เทรนด์เห่อตามกระแส แต่การที่ภาครัฐและแบงก์ชาติลงมาร่วมวงอัดฉีด Ecosystem ทั้งตู้ชาร์จ สายส่ง และส่วนลดขนาดนี้ มันแปลว่า โครงสร้างพื้นฐานกำลังถูกบีบให้พร้อมรองรับพวกเราทุกคนแล้ว
มันไม่ใช่คำถามแล้วครับว่า "เราจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดไหม?" แต่เป็นคำถามที่ว่า "เราจะเปลี่ยนตอนไหนถึงจะคุ้มที่สุด?" ต่างหาก