ยิ่งขยันยิ่งโดนหัก? เปิดความจริงทำไมมนุษย์เงินเดือนถึงเสียเปรียบมหาเศรษฐีในระบบภาษี



ปี 2021 สำนักข่าว ProPublica เปิดเอกสารลับที่ทำเอาคนอเมริกันทั้งประเทศอึ้ง มหาเศรษฐี 25 อันดับแรกของสหรัฐฯ จ่ายภาษีเฉลี่ยจริงแค่ 3.4% ของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ครอบครัวอเมริกันทั่วไปจ่ายภาษีเฉลี่ยราว 14% ต่อปี
ไม่ใช่การโกงภาษี ไม่ใช่การหนีภาษีผิดกฎหมาย แต่เป็นการเล่นตามกติกาที่มีอยู่แล้ว แค่เล่นให้เป็น

ทำไมคนรวยไม่มีเงินเดือน
ลองดูสลิปเงินเดือนตัวเองสิ ก่อนเงินจะเข้าบัญชี มันโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วเรียบร้อย นี่คือกับดักของ "รายได้" โดนหักก่อนได้ใช้เสมอ
คนรวยระดับโลกเลยเลี่ยงกับดักนี้ตั้งแต่ต้นทาง แลร์รี เอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง Oracle รับเงินเดือนอย่างเป็นทางการปีละ 1 ดอลลาร์เท่านั้น ทรัพย์สินที่แท้จริงของเขาคือหุ้น Oracle ที่ถืออยู่มูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ ความต่างสำคัญคือ หุ้นที่ถืออยู่ไม่ใช่ "รายได้" ในสายตากฎหมายภาษี จนกว่าจะขายออกมาเป็นเงินสดเมื่อไหร่ ถึงจะถูกนับ
พูดง่ายๆ คือกฎหมายภาษีเก็บจาก "เงินที่เคลื่อนไหว" ไม่ใช่ "มูลค่าที่นอนนิ่งอยู่ในบัญชี" ตราบใดที่หุ้น ที่ดิน หรือคริปโตอย่างบิตคอยน์ยังไม่ถูกขาย มูลค่าจะโตทบต้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครมาหักส่วนแบ่งไปสักบาท นี่คือเหตุผลที่มหาเศรษฐีสมัยใหม่แทบไม่มีใครอยากรับเงินเดือนก้อนโตอีกต่อไป

เมื่อต้องใช้เงินจริง เขาไม่ขาย เขา "กู้"
นี่คือจุดที่คนทั่วไปงงที่สุด สมมติ อีลอน มัสก์ อยากได้เงินสด 1,000 ล้านดอลลาร์ เขาไม่ขายหุ้น Tesla หรือ SpaceX ออกมา เพราะขายแล้วต้องเสียภาษีกำไร (capital gains) ทันที สิ่งที่เขาทำคือเอาหุ้นไปค้ำประกันกู้แบงก์แทน
ในทางกฎหมายทั้งไทยและอเมริกา "เงินกู้" ไม่ถือเป็น "รายได้" เพราะมันคือหนี้ที่ต้องคืน ไม่ใช่เงินที่หาได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลยแม้แต่บาทเดียว ตราบใดที่มูลค่าทรัพย์สินที่ถืออยู่โตเร็วกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ เขาก็มีเงินใช้ไม่จำกัด โดยทรัพย์สินต้นทางไม่ต้องขาย ไม่ต้องเสียภาษี และยังโตต่อไปเรื่อยๆ

ตายแล้วภาษีก็หายไปด้วย
เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เคยออกมาปฏิเสธว่ากลยุทธ์นี้ "ไม่มีจริง" แต่นักวิชาการด้านภาษีชี้ว่ากลไกนี้มีอยู่จริงในกฎหมาย เพราะเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ทายาทที่รับมรดกจะได้ฐานภาษีใหม่ตามมูลค่า ณ วันที่รับมรดก ไม่ใช่ราคาต้นทุนตอนซื้อครั้งแรก เท่ากับว่ากำไรทั้งหมดที่สะสมมาทั้งชีวิตของเจ้าของเดิม "หายไป" ในทางภาษีโดยสมบูรณ์
ในบริบทไทยเอง กฎหมายก็เอื้อไม่ต่างกัน ทายาทที่รับมรดกมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาทได้รับยกเว้นภาษีทั้งหมด ส่วนเกิน 100 ล้านบาท ถ้าเป็นทายาทสายตรง เช่น พ่อแม่ลูกหลาน เสียแค่ 5% ถ้าไม่ใช่สายเลือดเสีย 10% เทียบกับคนทำงานที่โดนภาษีเงินได้สูงสุด 35% ทุกปีตลอดชีวิตการทำงาน ความต่างคือคนละเรื่องเลย

แล้วคนธรรมดาเอาไปใช้ได้จริงไหม
ไม่มีใครบอกว่าทุกคนต้องมีหุ้น Oracle มูลค่าหมื่นล้านถึงจะเล่นเกมนี้ได้ แต่หลักคิดเบื้องหลังเอามาปรับใช้ได้ในสเกลเล็กลง
1. หยุดมองแค่ "รายได้ต่อเดือน" แล้วเริ่มมองว่าจะสะสม "สินทรัพย์" อะไรได้บ้าง
2. ยิ่งถือยาว ยิ่งได้เปรียบภาษี เพราะกำไรที่ยังไม่ขายไม่ถูกนับ
3. เข้าใจกติกาให้ลึก เพราะกฎหมายภาษีที่ดูซับซ้อน บางทีก็มีช่องที่เอื้อประโยชน์ให้คนที่รู้จักใช้มันมากกว่าที่คิด
เกมนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกีดกันคนจน แต่มันแค่ให้รางวัลกับคนที่เข้าใจกติกาก่อน คำถามคือ คุณจะยังเล่นเกมแบบเดิม หรือเริ่มศึกษากติกาใหม่ตั้งแต่วันนี้

(บทความนี้อธิบายแนวคิดกลยุทธ์ทางภาษีที่มีการพูดถึงในต่างประเทศและมีการถกเถียงเรื่องความเหมาะสมอยู่เช่นกัน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือวางแผนภาษีส่วนบุคคล ผู้อ่านควรศึกษาเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจจริง)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่