[รีวิว+ฟีดแบ็ค] Original Stage Season 2 : อะไรใหม่ๆที่ดีขึ้น ที่อาจจะยังไม่ลงตัว

กระทู้สนทนา
Original Stage Whisper Roar Season 2 เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ส่วนตัวได้ไปดูที่เธียเตอร์ทั้ง 4 รอบ เพราะติดตามดูซีซั่นแรกมาตลอดและอยากเห็นว่าในซีซั่น 2 นี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ในซีซั่น 2 นี้อย่างแรกเลยคือมีการเปลี่ยนแปลงเซ็ตเมมเมอร์ที่ขึ้นสเตจจาก 12 คนมาเป็น 9 คน มีทั้งเมมเบอร์เดิมจากซีซั่นแรก 4 คนคือ ฮูพ เอ็มมี่ แจนรี่ วาว่า และมีเมมเบอร์เข้ามาใหม่อีก 5 คนคือ โมเน่ต์ มารีน อาหลี ลูกศร แพรว

ตอนที่เปิดขายบัตรช่วงแรกก็ขายได้ประมานนึง มากสุดคือรอบแรก ส่วนรอบอื่นๆยังเหลือที่นั่งเยอะพอสมควร แต่พอรอบแรกทำการแสดงไปแล้ว รอบอื่นๆเหมือนจะมีคนกดซื้อเพิ่มจนรอบสุดท้าย Sold out ทำให้ทุกรอบมีคนมาดูค่อนข้างหนาแน่นเกือบเต็มหมดทุกรอบ

สำหรับ Setlist ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจากซีซั่นแรก ทั้งปรับลำดับเพลงใหม่และเปลี่ยนบางเพลงเป็นเพลงใหม่(ที่เป็นเพลงออริจินอลเดิมที่มีอยู่แล้ว)

..........

เริ่มต้นเปิดมาด้วยเพลง "เมโลดี้นี้" ที่ปกติก่อนหน้านี้จะเป็นเพลงแรกในช่วงอังกอร์ แต่ครั้งนี้ย้ายมาเป็นเพลงเปิดสเตจซีซั่นใหม่เลย โดยมีเอ็มมี่เป็นเซ็นเตอร์เหมือนเช่นเดิม เป็นเพลงที่มีสไตล์และให้ฟีลลิ่งคล้ายๆกับเพลง "อยากให้เธอรอ (For Your Dream)" ที่เป็นเพลงเปิดในซีซั่นแรก ที่มีความหวานๆใสๆฟีลแบบเจ้าหญิง ซึ่งพอย้ายเพลงเมโลดี้นี้มาก็เข้ากับเซ็ตเพลงช่วงก้อนแรกได้แบบ Ultra Smooth มาก

ต่อด้วยเพลงที่ 2 "New Better Day (ดีกว่าเมื่อวาน)" เป็นเพลงเดิมที่อยู่ในช่วงก้อนแรก แต่มีการสลับลำดับจากครั้งก่อนเป็นเพลงที่ 3 ย้ายมาเป็นเพลงที่ 2 ซึ่งฟีลเพลงก็มีความต่อเนื่องกับเพลงแรก แต่เพิ่มจังหวะขึ้นมานิดนึง ครั้งนี้เซ็นเตอร์เป็นอาหลีที่เป็นเมมเบอร์ใหม่และแสดงเป็นครั้งแรก ก็ทำได้ดีเลย มีความเข้ากับเพลงมาก

เพลงที่ 3 คือ "สัญญานะ" เพลงเดิมจากซีซั่นแรกเช่นกัน ซึ่งได้มีการสลับลำดับกับเพลง New Better Day จากตอนแรกเป็นเพลงที่ 2 ตอนนี้มาอยู่เป็นเพลงที่ 3 เข้าใจว่าเป็นการสลับเพื่อไล่จังหวะเพลงขึ้นมาเรื่อยๆ จาก 2 เพลงแรกที่เบาๆหน่อยก็ไล่ขึ้นมาเป็นจังหวะที่สนุกขึ้น ครั้งนี้เซ็นเตอร์ก็เป็นเมมเบอร์หน้าใหม่อีกเช่นกันนั่นก็คือลูกศร และก็ทำได้ดีเช่นกัน โชว์ออกมามีความสนุกสนานดีเลย

ต่อด้วยเพลงที่ 4 เพลงดีเพลงเดิมและอยู่ในลำดับเดิมนั่นก็คือเพลง "Bloom" ซึ่งเป็นเพลงปิดท้ายในช่วงก้อนแรก เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนานคึกคักที่สุดในช่วงนี้ ส่วนเซ็นเตอร์ครั้งนี้ก็เป็นหน้าใหม่ในสเตจนี้เหมือนกันนั่นก็คือมารีน และก็ทำได้ดีไม่แพ้เซ็นเตอร์คนก่อนเลย เพลงนี้มีความที่ต้องใส่จริตในการเต้นเยอะ และทำให้คนดูสนุกตามไปด้วย ซึ่งเหมาะกับมารีนมากๆ มีช่วงที่เมมต้องผลัดกันออกมาโชว์สเต็ปกันกลางวงคือช่วยกันบิ๊วอัพได้ดีมาก

พอจบช่วงก้อน 4 เพลงแรกก็เป็นช่วง MC แนะนำตัว โดยจะแบ่งเป็น 2 แถว แถวแรกจะแนะนำตัวก่อน 6 คน จากนั้นเป็นแถวหลังอีก 3 คน ทั้ง 4 รอบคือยืนแถวและตำแหน่งเดิมกันหมด แถวแรกจะเป็นเมมหน้าใหม่ทั้งหมด + แจนรี่ แถวหลังจะเป็นเอ็มมี่ ฮูพ วาว่า แถวแรกส่วนใหญ่จะแนะนำตัวเป็นแคชเฟสเดิมตามปกติ ส่วนแถวหลังจะมีบางรอบที่มีการแนะนำตัวแบบแปลกๆใหม่ๆบ้าง ซึ่งก็เป็นการสร้างสีสันได้ดีทีเดียว

มาถึงช่วงยูนิตมีทั้งเพลงเก่า เพลงเก่าทำใหม่ และเพลงใหม่ที่ทำให้ว้าวได้เลย

เริ่มที่เพลงแรกในช่วงยูนิต เป็นเพลงเดิมจากซีซั่นแรกนั่นก็คือเพลง "รักครั้งแรก (First Love)" เพลงและดนตรีทุกอย่างเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือจากมี 4 คน 2 คู่ เปลี่ยนเป็นมีแค่ 2 คนคู่เดียว ครั้งนี้เป็นอาหลีกับลูกศรที่มาขึ้นคู่กัน โชว์มีความสดใสกุ๊กกิ๊กเหมือนเดิม แต่สิ่งที่รู้สึกแตกต่างจากเดิมคือโชว์ของคู่นี้ดูมีความโตขึ้นมานิดนึง ถ้าซีซั่นแรกคือรักในวัยมัธยม ซีซั่นนี้ก็เป็นรักในวัยมหาลัย

ต่อด้วยเพลง "บัวลอยไข่หวาน" เพลงเดิมเหมือนกัน แต่ครั้งนี้มีการปรับดนตรีใหม่ทั้งหมดเลย เปลี่ยนมาเป็นแนวแบบ City Pop ในยูนิตนี้มีเมมเบอร์ 4 คนคือ แจนรี่ มารีน โมเน่ต์ แพรว ซึ่งก็คือ 4 นักแสดงนำจากซีรี่ส์ Shock Me Girls นั่นเอง บล็อคกิ้งการเต้นคือเน้นให้มีความเข้าคู่กัน และ Perf มีกิมมิคเป็นสตอรี่จากเรื่อง Shock Me Girls สอดแทรกอยู่ด้วย จะบอกว่ายูนิตนี้ทำมาเพื่อโปรโมท Shock Me Girls เลยก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าดนตรีที่ Rearrange ใหม่จะเอาไปใช้เป็นเพลงประกอบ Shock Me Girls ซีซั่น 2 ด้วยรึป่าวนะ

ต่อมาเป็นเพลงใหม่เพลงแรกในสเตจซีซั่นนี้ นั่นคือเพลง "ไม่ง้อจะพอแล้วนะ (Enough)" เป็นเพลงออริจินอลของวง QRRA ที่ได้ยุติบทบาทไปแล้ว โชว์นี้มาแบบเป็นคู่ดีว่าคือ ฮูพที่มาในชุดขาว กับเอ็มมี่ที่มาในชุดดำ มาพร้อมกับขาตั้งไมค์ด้วย เพลงนี้มีการ Rearrange ปรับดนตรีใหม่ให้มีความร็อคดุดันมากขึ้น ดีไซน์โชว์ก็มีทั้งโชว์พลังเสียงและโชว์ Perf ที่มีความเป็นตัวแม่ ทั้งคู่ทำถึงมาก ทั้งเสียงร้องและ Perf ที่ทรงพลัง สำหรับฮูพอาจจะไม่แปลกใจในการโชว์เพลงสไตล์แบบนี้ แต่กับเอ็มมี่คือเซอร์ไพรส์เลย ปกติน้องจะโชว์ร้องในเพลงแนวหวานๆเพราะๆมากกว่า แต่พอได้มาโชว์เพลงที่มีความเดือดๆดุดันก็สามารถเข้าคู่กับฮูพได้ดีเลย

จากนั้นก็เป็นเพลง "ฉันต้องนอนร้องไห้ (Cry)" เพลงเดิมแต่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่ประกอบ Shock Me Girls และก็เป็นแจนรี่ที่มาร้องโซโล่เดี่ยวเหมือนเดิม ซึ่งก็ทำได้ดีตามมาตรฐานจนสุดขอบบาร์ไปแล้ว ถึงจะเป็นเพลงเวอร์ชั่นใหม่แต่ฟีลลิ่งความเศร้าก็ยังคงเหมือนเดิม คือเพลงเวอร์ชั่นในซีรี่ส์อาจจะดูเบากว่าเล็กน้อย แต่โชว์ในสเตจพอถึงช่วงไฮโน๊ตก็ทำได้ถึงระดับแบบเวอร์ชั่นเดิม ถึงจะเปลี่ยนเวอร์ชั่นเพลงแต่โชว์ก็ไม่ได้ดร็อปไปจากเดิมเลย

และเพลงสุดท้ายในช่วงยูนิต เป็นเพลงใหม่อีกเพลงนั่นคือ "Hip Chain" มาในยูนิต 3 คนเหมือนต้นฉบับพร้อมกับชุดใน MV และมีออริจินอลเมมเบอร์นั่นก็คือฮูพ ส่วนอีก 2 คนคือมารีนกับวาว่า โชว์มีความเปรี้ยวแซ่บตามสไตล์เพลงเลย โดยเฉพาะชุดจาก MV ที่เพิ่มระดับความฮอตเข้าไปอีก ถือว่าเป็นโชว์ปิดท้ายช่วงยูนิตที่ดึงกราฟให้พุ่งขึ้นมาจากเพลงร้องก่อนหน้านี้ได้ดีเลย ทำให้ช่วงยูนิตมีความน่าสนใจและดูตื่นเต้นจากเดิมได้เยอะมากๆเลย

โดยในช่วงยูนิตนี้น้องๆบอกว่าแต่ละเพลงจะเป็นธีมของแต่ละฤดูกาล รักครั้งแรกเป็นฤดูใบไม้ผลิ บัวลอยไข่หวานเป็นฤดูใบไม้ร่วง ไม่ง้อจะพอแล้วนะเป็นฤดูฝน ฉันต้องนอนร้องไห้เป็นฤดูหนาว และ Hip Chain เป็นฤดูร้อน

หลังจากนั้นก็เป็น MC ช่วงที่ 2 ก่อนเข้าช่วงโชว์ก้อนสุดท้ายก่อนอังกอร์ ก็จะเป็นเซ็ตเมมที่ไม่ได้ขึ้น 2 เพลงสุดท้ายในช่วงยูนิตก็จะมี เอ็มมี่ โมเน่ต์ แพรว อาหลี ลูกศร ในรอบแรกๆก็จะมีพูดความรู้สึกที่ได้ขึ้นสเตจนี้ครั้งแรกของเมมเบอร์ใหม่ แต่ส่วนใหญ่ช่วงนี้จะเป็นการแซวคู่ไม้พิณซะมากกว่า เหมือนจะมีท็อปปิคแต่ก็ไม่มีท็อปปิคอะไรจริงจังเท่าไหร่

มาถึงช่วงโชว์เซ็ตสุดท้ายก่อนอังกอร์ที่มาด้วยชุดทหารเหมือนเดิม เริ่มช่วงนี้ด้วยเพลง "Whisper Roar" ซึ่งเป็นเพลงหลักของสเตจนี้เช่นเดียวกับซีซั่นแรก มีฮูพยืนเป็นเซ็นเตอร์ ไฮไลท์เด็ดในตอนเริ่มเพลงนี้คือวาว่าออกมาโชว์ตีลังกา และมีการปรับเปลี่ยนบล็อคกิ้งใหม่โดยเฉพาะท่อนแร็พที่เริ่มท่อนแรกมาเป็นโมเน่ต์โชว์แร็พเดี่ยวเลย จากนั้นก็จะผลัดกันขึ้นมาแร็พทีละ 2-3 คน ต่างจากเดิมที่จะแร็พทีละ 4 คนจนครบทุกคน แต่ครั้งนี้จะมีส่วนนึงที่ไม่ได้ร้องท่อนแร็พเลย

ต่อมาเป็นเพลงใหม่แต่เป็นเพลงออริจินอลเพลงหลักซิงเกิลที่ 16 ของ BNK48 นั่นก็คือเพลง "Kiss Me" ที่ช่วงหลังๆไม่ค่อยได้เอาออกมาโชว์เท่าไหร่ มีออริจินอลเซ็มอยู่ 2 คนด้วยคือฮูพกับโมเน่ต์ และเพลงนี้โมเน่ต์ยืนเป็นเซ็นเตอร์ โดยในช่วงท่อนหลีดมือเดิมก็มีการปรับบล็อคกิ้งใหม่ ถ้าเข้าใจไม่ผิดคือเป็นบล็อคกิ้งที่เคยแสดงตอนงานครบรอบ 7 ปี

หลังจบเพลงนี้ก็มีการพัก MC กันเล็กน้อย ก็จะมีเมมผลัดกันลงไปพักทีละครึ่ง ก็มีการ MC พูดคุยกันสั้นๆเพื่อพักให้หายเหนื่อยก่อนไปเข้าเพลงสุดท้ายในช่วงหลัก โดยทุกรอบก็จะมีการพยามยามพูดโยงเข้าจนได้

และเพลงสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดนี้ก็คือ "ไกลไม่ไกล" ที่จากเดิมเป็นเพลงปิดสเตจเพลงสุดท้ายตอนช่วงอังกอร์เลย แต่ซีซั่นนี้เอามาเป็นเพลงปิดก่อนช่วงอังกอร์ โดยเพลงนี้มีแจนรี่ยืนเซ็นเตอร์ และเป็นคนพูดประโยคตอนก่อนท่อนสุดท้ายของเพลง เพลงนี้ก็ให้ฟีลช้าๆซึ้งๆเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าที่ย้ายเอาเพลงนี้มาไว้ช่วงนี้เพราะไม่อยากให้จบสเตจแบบอารมณ์เศร้าๆเหงาๆหรือป่าว

พอจบเซ็ตเพลงในช่วงหลักก็มาเข้าสู่ช่วงอังกอร์ ช่วงนี้มีการเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่ไม่ใช่ชุดแดงเหมือนซีซั่นแรก และ 2 เพลงแรกในช่วงอังกอร์นี้มีขึ้นจอว่าให้ถ่าย VDO ได้

เปิดมาด้วยเพลง Celebration พร้อมกับชุด Celebration สีขาว เป็นอีกหนึ่งเพลงใหม่ของสเตจนี้ โดยเพลงนี้เป็นเพลงแกรดของรุ่น 3 ซึ่งเป็นเพลงออริจินอล และยังคงมีเมมเบอร์รุ่น 3 อยู่ในเพลงสเตจนี้ด้วย 2 คน เพลงนี้ไม่ได้มีเซ็นเตอร์หลักซึ่งก็เหมือนกันกับบล็อคกิ้งของรุ่น 3 ที่หมุนเวียนกันขึ้นมาเรื่อยๆ เพลงนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากเพราะน่าจะได้เห็นกันตามในโซเชี่ยลเยอะแยะแล้ว

ต่อมาก็เป็นเพลง "เด็กดื้อย์" เพลงดีเพลงเดิมในช่วงอังกอร์เหมือนกับซีซั่นแรกเลย เพลงนี้มีวาว่ายืนเป็นเซ็นเตอร์ซึ่งเข้ากับเพลงดีมากๆ และเช่นกันคงไม่ต้องบรรยายอะไรเยอะเพราะมีถ่ายไปลงเต็มโซเชี่ยลแล้ว

มาถึงเพลงพิเศษในสเตจครั้งนี้ซึ่งถ่าย VDO ไม่ได้แล้ว เป็นเพลงเดียวในสเตจนี้ที่ไม่ใช่เพลงออริจินอล นั่นก็คือเพลงอัลบั้มล่าสุดของ BNK48 "Ponytail to Shushu" นั่นเอง ถึงจะไม่ใช่เพลงหลักของสเตจแต่กลายเป็นว่าเพลงนี้บรรยากาศคนดูกลับมาดูสนุกคึกคักกว่าตอน 2 เพลงก่อนหน้านี้อีก อาจจะเพราะเป็นเพลงไอดอล 48 เพลงเดียวที่ไม่ใช่ออริจินอลและถ่าย VDO ไม่ได้ด้วย เพลงนี้มีแจนรี่กับอาหลียืนเป็นเซ็นเตอร์คู่กัน

และก็มาถึงเพลงสุดท้ายของสเตจนี้จริงๆแล้ว ในซีซั่นแรกเป็นเพลงปิดท้ายในช่วงหลักก่อนอังกอร์ แต่มาในซีซั่น 2 นี้ถูกเอามาเป็นเพลงปิดสเตจเลย นั่นก็คือเพลง "ไม่อยากนอน" โดยมีแพรวเป็นเซ็นเตอร์ ในครั้งนี้มีการเอาเก้าอี้มาเป็นพร็อพด้วย ทำให้ได้บรรยากาศที่สื่อถึงเนื้อหาเพลงได้จริงๆ และเหมาะที่จะเป็นเพลงปิดท้ายของสเตจมากๆ ส่วนแพรวที่เป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย คือไลน์เต้นเข้ากับเพลงนี้ได้ดีมากๆ มีฟีลลิ่งทำให้ชวนหลงไหลไปกับบรรยากาศของเพลงได้มากเลยทีเดียว เท่ากับว่าเพลงรวมหลักทั้งหมดได้ยืนเป็นเซ็นเตอร์กันครบหมดทุกคนเลย

ปิดท้ายหลังจบโชว์ทั้งหมดก็มีพูดกล่าวขอบคุณ ฝากงานเล็กน้อย ยกเว้นรอบสุดท้ายที่พูดและตั้งแถวขอบคุณก่อนขึ้นเพลงสุดท้าย พอจบเพลงสุดท้ายก็ปิดไฟมืดแล้วเมมก็ลงจากเวทีกันไปเลย

สุดท้ายก็เป็นช่วงไฮบาย ที่ครั้งนี้เป็นไฮทัชและถ่าย VDO ได้ ตอนรอบแรกแถวแรกๆเหมือนจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไฮบายเฉยๆ จนผ่านไป 1-2 แถวแล้วถึงเพิ่งประกาศย้ำว่าเป็นไฮทัช กลายเป็นว่าคนแถวแรกก่อนหน้านั้นเสียโอกาสไปเลย

โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่