สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกคน ผมเชื่อว่าพวกเราหลายคน โดยเฉพาะหนุ่มๆ อย่างเราเนี่ย ต้องเคยประสบปัญหาสุดคลาสสิกของโลกนี้แน่นอน นั่นก็คือ...กองผ้าที่สูงท่วมหัว! ซักไม่ไหวแล้วว้อยยยย!
บางทีก็เหนื่อยจัด พอกลับถึงห้องก็อยากจะทิ้งตัวลงเตียงให้รู้แล้วรู้รอด แต่สายตาดันไปสะดุดกับตะกร้าผ้าที่บิ้วท์อินภูเขาขนาดย่อมๆ เอาไว้ เล่นเอาหมดอารมณ์จะพักผ่อนเลยครับ ไหนจะกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ใส่มาทั้งวันอีก บางทีแค่ถอดทิ้งไว้แป๊บเดียว กลิ่นก็คลุ้งห้องซะแล้ว
วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ "เคล็ดลับการเลือกซื้อเครื่องแต่งกาย" ที่จะช่วยให้ชีวิตการซักผ้าของพวกเรามันง่ายขึ้นเยอะ แถมยังใส่เสื้อผ้าได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวลเรื่องกลิ่นอับกวนใจอีกต่อไปครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะรู้สึกว่า "เออว่ะ! ทำไมกูไม่คิดแบบนี้มาตั้งนานแล้ววะ!" ฮ่าๆๆ
ทำไมเราต้องสนใจเรื่องนี้?
นอกจากจะช่วยประหยัดแรง ประหยัดเวลา ไม่ต้องมานั่งเหม็นผ้าตัวเองแล้วเนี่ย การเลือกเสื้อผ้าที่ถูกต้องยังช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดค่าไฟ (เครื่องซักผ้า/เครื่องอบผ้า) และที่สำคัญคือช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าตัวโปรดของเราด้วยนะครับ เพราะการซักบ่อยๆ ก็ทำให้เสื้อผ้าเสื่อมสภาพเร็วขึ้นนั่นแหละครับ
โอเค! มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!
1. หัวใจสำคัญอยู่ที่ "เส้นใยผ้า" ครับพี่น้อง!
อันนี้คือสิ่งที่โคตรจะสำคัญอันดับหนึ่งเลยครับ เพราะเส้นใยแต่ละชนิดมันมีคุณสมบัติที่ต่างกันฟ้ากับเหวเลย ถ้าเลือกผิดชีวิตก็เปลี่ยนทันทีเลยนะ
ตระกูลวูล (Wool) โดยเฉพาะ Merino Wool เฮ้ย! อย่าเพิ่งคิดว่าวูลต้องหนา ต้องคันนะครับ Merino Wool นี่คือสุดยอดของความเทพแล้วครับ! มันเป็นเส้นใยธรรมชาติที่มีคุณสมบัติระบายอากาศดีเยี่ยม ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ดี และที่สำคัญคือ "ต้านทานกลิ่น" ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ! เพราะโครงสร้างของเส้นใยมันไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นอับครับ ใส่ได้หลายวันเลยนะ แค่ตากลมหน่อยก็หายเหม็นแล้ว! แต่ราคาน้องอาจจะแรงหน่อยครับ ฮ่าๆๆ
ตระกูลใยไม้ไผ่ (Bamboo) อันนี้ก็เด็ดไม่แพ้กันครับ ผ้าใยไผ่จะนุ่มลื่น ใส่สบาย ระบายอากาศดีมากๆ และมีคุณสมบัติต้านทานแบคทีเรียและกลิ่นตามธรรมชาติเช่นกันครับ เหมาะกับอากาศบ้านเราสุดๆ ไปเลยครับ ใส่แล้วไม่ร้อน ไม่อับ แถมแห้งเร็วอีกด้วย
ตระกูลลินิน (Linen) ลินินคือเส้นใยธรรมชาติอีกตัวที่ผมรักมากครับ มันระบายอากาศได้ดีเยี่ยม แห้งเร็ว และมีโครงสร้างที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียสะสมได้ยากครับ ข้อเสียเดียวคือยับง่ายไปหน่อย แต่ก็เป็นเสน่ห์ของลินินนะครับ ใครๆ ก็รู้ว่าลินินต้องยับถึงจะคูล!
ตระกูลใยสังเคราะห์ (Synthetic) ที่มีเทคโนโลยีพิเศษ ใช่ครับ ผมรู้ว่าหลายคนแอนตี้ใยสังเคราะห์ เพราะมันมักจะเหม็นอับง่าย แต่เดี๋ยวนี้เสื้อผ้ากีฬาหรือเสื้อผ้าแนว Activewear หลายแบรนด์เขาพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์ให้มีคุณสมบัติพิเศษครับ เช่น มีการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย (Anti-bacterial) หรือมีโครงสร้างที่ช่วยระบายความชื้นและเหงื่อได้ดีเยี่ยม ทำให้แห้งเร็วและไม่อับชื้นครับ ลองมองหาฉลากที่มีคำว่า "Moisture-wicking" หรือ "Anti-odor" ดูนะครับ
2. มองหา "โครงสร้างผ้า" หรือ "การทอ" ที่มีช่องว่าง!
นอกจากเส้นใยแล้ว การทอผ้าก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ลองสังเกตเสื้อผ้าที่เราจะซื้อดูนะครับว่ามันทอแบบแน่นหนาจนไม่หายใจ หรือมีรูพรุนพอให้ลมผ่านได้สะดวก การทอแบบหลวมๆ หรือมีช่องว่างเล็กน้อยจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น เหงื่อแห้งเร็วขึ้น โอกาสเกิดกลิ่นอับก็น้อยลงไปเยอะเลยครับ
3. "สี" และ "ลวดลาย" ก็ช่วยได้นะจ๊ะ!
อันนี้เป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับกลิ่นโดยตรง แต่ช่วยให้เราใส่เสื้อผ้าได้นานขึ้นก่อนจะซักครับ
สีเข้มเข้าไว้ เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น ดำ, กรมท่า, เทาเข้ม จะช่วยพรางคราบสกปรกเล็กๆ น้อยๆ หรือรอยเปื้อนที่ไม่ชัดเจนได้ดีกว่าเสื้อผ้าสีอ่อนครับ ทำให้เราไม่ต้องรีบซักทันทีที่เห็นคราบเล็กๆ น้อยๆ ครับ
ลวดลายพรางตา ลายทาง, ลายสก๊อต, ลายพราง หรือลายกราฟิกต่างๆ ก็ช่วยพรางตาได้ดีเช่นกันครับ คราบเล็กๆ น้อยๆ หรือรอยยับที่ไม่ตั้งใจ มักจะถูกซ่อนอยู่ใต้ความซับซ้อนของลวดลายครับ
4. "ขนาด" และ "ทรง" ของเสื้อผ้าก็สำคัญ!
เสื้อผ้าที่ฟิตติ้งพอดีตัวหรือไม่รัดรูปจนเกินไป จะช่วยให้มีช่องว่างให้อากาศถ่ายเทได้ดีกว่าเสื้อผ้าที่รัดติ้วครับ เมื่ออากาศถ่ายเทได้ดี เหงื่อก็แห้งเร็วขึ้น ลดความอับชื้น และลดโอกาสการเกิดกลิ่นไปในตัวครับ ไม่ต้องถึงกับโคร่งนะครับ แค่รู้สึกสบายๆ ไม่รัดเนื้อก็พอแล้วครับ
เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติม หลังใส่แล้ว...
ผึ่งลมบ้างอะไรบ้าง หลังจากถอดเสื้อผ้าแล้ว ถ้ายังไม่ถึงเวลาซัก ลองเอาไปแขวนผึ่งในที่ที่มีลมโกรก หรือบริเวณที่อากาศถ่ายเทดีๆ นะครับ ไม่ต้องตากแดดก็ได้ แค่ให้มันได้ระบายความชื้นและกลิ่นที่สะสมมาทั้งวันออกไปหน่อยครับ การแขวนทิ้งไว้ในตู้เลยทันทีคือหายนะเลยครับ เพราะมันจะเก็บความชื้นและกลิ่นเอาไว้เต็มๆ
แยกผ้าซัก/ไม่ซัก อันนี้สำคัญมาก! อย่าเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแต่ยังไม่ซัก ไปปนกับผ้าที่ซักสะอาดแล้ว หรือเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแต่คิดว่ายังใส่ซ้ำได้อีกครับ แยกตะกร้ากันไปเลย หรือหาตะขอแขวนไว้ต่างหากครับ
เอาล่ะครับ! นี่คือเคล็ดลับทั้งหมดที่ผมอยากจะแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ดูครับ ผมรับรองเลยว่าถ้าเราเลือกเสื้อผ้าเป็น ชีวิตการซักผ้าของเราจะง่ายขึ้นเยอะ กลิ่นอับจะลดลงไปแบบเห็นได้ชัด และเราจะใช้ชีวิตได้สบายใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องกลิ่นตัว หรือกลิ่นเสื้อผ้าอีกต่อไปครับ
ลองดูนะครับ! แล้วชีวิตจะดีขึ้นเยอะจริงๆ ครับผม!
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ไว้มีอะไรดีๆ จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ!
นี่ไง! เคล็ดลับซื้อเสื้อผ้าที่ใส่ซ้ำได้ ไม่ต้องซักบ่อย แถมไร้กลิ่นอับ สไตล์คนคูลๆ อย่างเรานี่แหละครับ
บางทีก็เหนื่อยจัด พอกลับถึงห้องก็อยากจะทิ้งตัวลงเตียงให้รู้แล้วรู้รอด แต่สายตาดันไปสะดุดกับตะกร้าผ้าที่บิ้วท์อินภูเขาขนาดย่อมๆ เอาไว้ เล่นเอาหมดอารมณ์จะพักผ่อนเลยครับ ไหนจะกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ใส่มาทั้งวันอีก บางทีแค่ถอดทิ้งไว้แป๊บเดียว กลิ่นก็คลุ้งห้องซะแล้ว
วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ "เคล็ดลับการเลือกซื้อเครื่องแต่งกาย" ที่จะช่วยให้ชีวิตการซักผ้าของพวกเรามันง่ายขึ้นเยอะ แถมยังใส่เสื้อผ้าได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวลเรื่องกลิ่นอับกวนใจอีกต่อไปครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะรู้สึกว่า "เออว่ะ! ทำไมกูไม่คิดแบบนี้มาตั้งนานแล้ววะ!" ฮ่าๆๆ
ทำไมเราต้องสนใจเรื่องนี้?
นอกจากจะช่วยประหยัดแรง ประหยัดเวลา ไม่ต้องมานั่งเหม็นผ้าตัวเองแล้วเนี่ย การเลือกเสื้อผ้าที่ถูกต้องยังช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดค่าไฟ (เครื่องซักผ้า/เครื่องอบผ้า) และที่สำคัญคือช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าตัวโปรดของเราด้วยนะครับ เพราะการซักบ่อยๆ ก็ทำให้เสื้อผ้าเสื่อมสภาพเร็วขึ้นนั่นแหละครับ
โอเค! มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!
1. หัวใจสำคัญอยู่ที่ "เส้นใยผ้า" ครับพี่น้อง!
อันนี้คือสิ่งที่โคตรจะสำคัญอันดับหนึ่งเลยครับ เพราะเส้นใยแต่ละชนิดมันมีคุณสมบัติที่ต่างกันฟ้ากับเหวเลย ถ้าเลือกผิดชีวิตก็เปลี่ยนทันทีเลยนะ
ตระกูลวูล (Wool) โดยเฉพาะ Merino Wool เฮ้ย! อย่าเพิ่งคิดว่าวูลต้องหนา ต้องคันนะครับ Merino Wool นี่คือสุดยอดของความเทพแล้วครับ! มันเป็นเส้นใยธรรมชาติที่มีคุณสมบัติระบายอากาศดีเยี่ยม ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ดี และที่สำคัญคือ "ต้านทานกลิ่น" ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ! เพราะโครงสร้างของเส้นใยมันไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นอับครับ ใส่ได้หลายวันเลยนะ แค่ตากลมหน่อยก็หายเหม็นแล้ว! แต่ราคาน้องอาจจะแรงหน่อยครับ ฮ่าๆๆ
ตระกูลใยไม้ไผ่ (Bamboo) อันนี้ก็เด็ดไม่แพ้กันครับ ผ้าใยไผ่จะนุ่มลื่น ใส่สบาย ระบายอากาศดีมากๆ และมีคุณสมบัติต้านทานแบคทีเรียและกลิ่นตามธรรมชาติเช่นกันครับ เหมาะกับอากาศบ้านเราสุดๆ ไปเลยครับ ใส่แล้วไม่ร้อน ไม่อับ แถมแห้งเร็วอีกด้วย
ตระกูลลินิน (Linen) ลินินคือเส้นใยธรรมชาติอีกตัวที่ผมรักมากครับ มันระบายอากาศได้ดีเยี่ยม แห้งเร็ว และมีโครงสร้างที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียสะสมได้ยากครับ ข้อเสียเดียวคือยับง่ายไปหน่อย แต่ก็เป็นเสน่ห์ของลินินนะครับ ใครๆ ก็รู้ว่าลินินต้องยับถึงจะคูล!
ตระกูลใยสังเคราะห์ (Synthetic) ที่มีเทคโนโลยีพิเศษ ใช่ครับ ผมรู้ว่าหลายคนแอนตี้ใยสังเคราะห์ เพราะมันมักจะเหม็นอับง่าย แต่เดี๋ยวนี้เสื้อผ้ากีฬาหรือเสื้อผ้าแนว Activewear หลายแบรนด์เขาพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์ให้มีคุณสมบัติพิเศษครับ เช่น มีการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย (Anti-bacterial) หรือมีโครงสร้างที่ช่วยระบายความชื้นและเหงื่อได้ดีเยี่ยม ทำให้แห้งเร็วและไม่อับชื้นครับ ลองมองหาฉลากที่มีคำว่า "Moisture-wicking" หรือ "Anti-odor" ดูนะครับ
2. มองหา "โครงสร้างผ้า" หรือ "การทอ" ที่มีช่องว่าง!
นอกจากเส้นใยแล้ว การทอผ้าก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ลองสังเกตเสื้อผ้าที่เราจะซื้อดูนะครับว่ามันทอแบบแน่นหนาจนไม่หายใจ หรือมีรูพรุนพอให้ลมผ่านได้สะดวก การทอแบบหลวมๆ หรือมีช่องว่างเล็กน้อยจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น เหงื่อแห้งเร็วขึ้น โอกาสเกิดกลิ่นอับก็น้อยลงไปเยอะเลยครับ
3. "สี" และ "ลวดลาย" ก็ช่วยได้นะจ๊ะ!
อันนี้เป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับกลิ่นโดยตรง แต่ช่วยให้เราใส่เสื้อผ้าได้นานขึ้นก่อนจะซักครับ
สีเข้มเข้าไว้ เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น ดำ, กรมท่า, เทาเข้ม จะช่วยพรางคราบสกปรกเล็กๆ น้อยๆ หรือรอยเปื้อนที่ไม่ชัดเจนได้ดีกว่าเสื้อผ้าสีอ่อนครับ ทำให้เราไม่ต้องรีบซักทันทีที่เห็นคราบเล็กๆ น้อยๆ ครับ
ลวดลายพรางตา ลายทาง, ลายสก๊อต, ลายพราง หรือลายกราฟิกต่างๆ ก็ช่วยพรางตาได้ดีเช่นกันครับ คราบเล็กๆ น้อยๆ หรือรอยยับที่ไม่ตั้งใจ มักจะถูกซ่อนอยู่ใต้ความซับซ้อนของลวดลายครับ
4. "ขนาด" และ "ทรง" ของเสื้อผ้าก็สำคัญ!
เสื้อผ้าที่ฟิตติ้งพอดีตัวหรือไม่รัดรูปจนเกินไป จะช่วยให้มีช่องว่างให้อากาศถ่ายเทได้ดีกว่าเสื้อผ้าที่รัดติ้วครับ เมื่ออากาศถ่ายเทได้ดี เหงื่อก็แห้งเร็วขึ้น ลดความอับชื้น และลดโอกาสการเกิดกลิ่นไปในตัวครับ ไม่ต้องถึงกับโคร่งนะครับ แค่รู้สึกสบายๆ ไม่รัดเนื้อก็พอแล้วครับ
เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติม หลังใส่แล้ว...
ผึ่งลมบ้างอะไรบ้าง หลังจากถอดเสื้อผ้าแล้ว ถ้ายังไม่ถึงเวลาซัก ลองเอาไปแขวนผึ่งในที่ที่มีลมโกรก หรือบริเวณที่อากาศถ่ายเทดีๆ นะครับ ไม่ต้องตากแดดก็ได้ แค่ให้มันได้ระบายความชื้นและกลิ่นที่สะสมมาทั้งวันออกไปหน่อยครับ การแขวนทิ้งไว้ในตู้เลยทันทีคือหายนะเลยครับ เพราะมันจะเก็บความชื้นและกลิ่นเอาไว้เต็มๆ
แยกผ้าซัก/ไม่ซัก อันนี้สำคัญมาก! อย่าเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแต่ยังไม่ซัก ไปปนกับผ้าที่ซักสะอาดแล้ว หรือเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแต่คิดว่ายังใส่ซ้ำได้อีกครับ แยกตะกร้ากันไปเลย หรือหาตะขอแขวนไว้ต่างหากครับ
เอาล่ะครับ! นี่คือเคล็ดลับทั้งหมดที่ผมอยากจะแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ลองนำไปปรับใช้ดูครับ ผมรับรองเลยว่าถ้าเราเลือกเสื้อผ้าเป็น ชีวิตการซักผ้าของเราจะง่ายขึ้นเยอะ กลิ่นอับจะลดลงไปแบบเห็นได้ชัด และเราจะใช้ชีวิตได้สบายใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องกลิ่นตัว หรือกลิ่นเสื้อผ้าอีกต่อไปครับ
ลองดูนะครับ! แล้วชีวิตจะดีขึ้นเยอะจริงๆ ครับผม!
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ไว้มีอะไรดีๆ จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ!