สวัสดีครับผม
เมื่อวันก่อน
มีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า"...ในโรงภาพยนต์มาครับ
ยอมรับเลยว่ามีแอบน้ำตาซึมไปหลายฉาก
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมจนถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้า
แต่คือความประทับใจใน "หัวใจนักสู้" ของคนรุ่นก่อนครับ
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมหวนกลับมามองสังคมยุคปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตกันอยู่
โลกทุกวันนี้หมุนไวมาก ทุกอย่างถูกตีค่าเป็นตัวเลข เป็นผลประโยชน์
และความคุ้มค่า
จนบางทีเราเผลอใช้ชีวิตแบบ "ทางใครทางมัน" ตัวใครตัวมันในที่ทำงาน
แต่สิ่งทีบรรพบุรุษสรรค์สร้างและส่งต่อผ่านจดหมายในเรื่อง คือคำว่า
คุณธรรม น้ำใจ ความกตัญญู มิตรภาพและการรักษาคำสัญญา
ที่มีให้ต่อกันแม้ในวันที่ลำบากที่สุด
มันทำให้ผมฉุกคิดถึงคุณค่าบางอย่างที่เราอาจจะเผลอลืมไป
ในชีวิตการทำงานยุคนี้ครับ
การสู้ชีวิตเพื่อคนข้างหลัง (ความกตัญญู)
คนรุ่นก่อนอดมื้อกินมื้อ ยอมแบกงานหนักในต่างแดนเพื่อให้ครอบครัวมีกิน
เงินทุกบาทที่ส่งกลับบ้านมันไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือสายใยความรักที่จับต้องได้
รักพวกพ้องและกัลยาณมิตร
ในวันที่ไม่มีระบบธนาคาร ไม่มีกฎหมายมารองรับความปลอดภัย
แต่พวกเขากลับขับเคลื่อนชีวิตด้วย "ความซื่อสัตย์และสัจจะ" ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทอดทิ้งกันยามยาก
การรักษาคำสัญญา
คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนหรือคนรัก
มีค่ามากกว่ากระดาษสัญญาทางธุรกิจในปัจจุบันเสียอีก
ผ่านไปกี่สิบปีก็ยังคงทำตามคำพูดนั้นอย่างมั่นคง
การกลับมาให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ ความกตัญญู และน้ำใจต่อคนรอบข้าง
ไม่ใช่เรื่องล้าสมัยหรอกครับ
แต่มันคือสิ่งยึดเหนี่ยวใจให้เรายังคงมีความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่น
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
ในวันที่เราเหนื่อยล้าจากงาน
ลองหันกลับมามองคนข้างหลังที่เราสู้เพื่อเขา
และลองหันไปส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมงานที่ร่วมฝ่าฟันมาด้วยกันดูนะครับ
บางทีพลังในการเดินหน้าต่อ อาจจะไม่ได้มาจากโบนัสปลายปี
แต่มาจาก "ความผูกพันที่แท้จริง" ที่เรามีให้กันต่างหาก
เพื่อนๆ ที่ไปดูเรื่องนี้มาแล้ว ประทับใจมุมไหนกันบ้างครับ?
หรือในชีวิตการทำงานยุคนี้ ใครเคยเจอ "มิตรภาพแท้"
ที่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องกันบ้าง
มาแชร์เรื่องราวอบอุ่นหัวใจกันครับ
ขอบคุณทุกมิตรภาพ ทุกความจริงใจ
และทุกประสบการณ์ที่แชร์ให้กันมากๆนะครับ
จากหนัง "จดหมายรักถึงอาม่า" สู่ข้อคิด : ในยุคที่ทุกอย่างเป็นธุรกิจ เรายังเหลือ คุณธรรม น้ำใจ และมิตรภาพ กันอยู่ไหม?
เมื่อวันก่อน
มีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า"...ในโรงภาพยนต์มาครับ
ยอมรับเลยว่ามีแอบน้ำตาซึมไปหลายฉาก
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมจนถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้า
แต่คือความประทับใจใน "หัวใจนักสู้" ของคนรุ่นก่อนครับ
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมหวนกลับมามองสังคมยุคปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตกันอยู่
โลกทุกวันนี้หมุนไวมาก ทุกอย่างถูกตีค่าเป็นตัวเลข เป็นผลประโยชน์
และความคุ้มค่า
จนบางทีเราเผลอใช้ชีวิตแบบ "ทางใครทางมัน" ตัวใครตัวมันในที่ทำงาน
แต่สิ่งทีบรรพบุรุษสรรค์สร้างและส่งต่อผ่านจดหมายในเรื่อง คือคำว่า
คุณธรรม น้ำใจ ความกตัญญู มิตรภาพและการรักษาคำสัญญา
ที่มีให้ต่อกันแม้ในวันที่ลำบากที่สุด
มันทำให้ผมฉุกคิดถึงคุณค่าบางอย่างที่เราอาจจะเผลอลืมไป
ในชีวิตการทำงานยุคนี้ครับ
การสู้ชีวิตเพื่อคนข้างหลัง (ความกตัญญู)
คนรุ่นก่อนอดมื้อกินมื้อ ยอมแบกงานหนักในต่างแดนเพื่อให้ครอบครัวมีกิน
เงินทุกบาทที่ส่งกลับบ้านมันไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือสายใยความรักที่จับต้องได้
รักพวกพ้องและกัลยาณมิตร
ในวันที่ไม่มีระบบธนาคาร ไม่มีกฎหมายมารองรับความปลอดภัย
แต่พวกเขากลับขับเคลื่อนชีวิตด้วย "ความซื่อสัตย์และสัจจะ" ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทอดทิ้งกันยามยาก
การรักษาคำสัญญา
คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนหรือคนรัก
มีค่ามากกว่ากระดาษสัญญาทางธุรกิจในปัจจุบันเสียอีก
ผ่านไปกี่สิบปีก็ยังคงทำตามคำพูดนั้นอย่างมั่นคง
การกลับมาให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ ความกตัญญู และน้ำใจต่อคนรอบข้าง
ไม่ใช่เรื่องล้าสมัยหรอกครับ
แต่มันคือสิ่งยึดเหนี่ยวใจให้เรายังคงมีความเป็นมนุษย์ที่อบอุ่น
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
ในวันที่เราเหนื่อยล้าจากงาน
ลองหันกลับมามองคนข้างหลังที่เราสู้เพื่อเขา
และลองหันไปส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมงานที่ร่วมฝ่าฟันมาด้วยกันดูนะครับ
บางทีพลังในการเดินหน้าต่อ อาจจะไม่ได้มาจากโบนัสปลายปี
แต่มาจาก "ความผูกพันที่แท้จริง" ที่เรามีให้กันต่างหาก
เพื่อนๆ ที่ไปดูเรื่องนี้มาแล้ว ประทับใจมุมไหนกันบ้างครับ?
หรือในชีวิตการทำงานยุคนี้ ใครเคยเจอ "มิตรภาพแท้"
ที่ไม่มีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องกันบ้าง
มาแชร์เรื่องราวอบอุ่นหัวใจกันครับ
ขอบคุณทุกมิตรภาพ ทุกความจริงใจ
และทุกประสบการณ์ที่แชร์ให้กันมากๆนะครับ