เย็นตาโฟ รากฐานจากจีนแต่จีนไม่มี



"เย็นตาโฟ" เป็นก๋วยเตี๋ยวไทยที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่น้ำซุปสีชมพูหรือสีแดงอมชมพู ซึ่งได้สีจาก "ซอสเย็นตาโฟ" ที่ทำจาก “เต้าหู้ยี้แดง” (fermented red bean curd) ผสมกับเครื่องปรุงอื่นๆ จนมีรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็มและกลมกล่อม
.
วัตถุดิบที่พบได้บ่อย ได้แก่ ลูกชิ้นปลา เลือดหมู ปลาหมึกกรอบ แมงกะพรุน เต้าหู้ทอด ผักบุ้งลวก และเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดต่าง ๆ เช่น เส้นใหญ่ เส้นเล็ก บะหมี่ หรือวุ้นเส้น นิยมรับประทานทั้งแบบน้ำ แบบแห้ง และแบบต้มยำ ซึ่งปรุงเพิ่มด้วยพริก มะนาว ถั่วลิสง และเครื่องปรุงต้มยำ
.
จุดกำเนิดของชื่อ "เย็นตาโฟ"
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารหลายท่านได้ให้ความเห็นว่า คำว่า "เย็นตาโฟ" มีความเกี่ยวข้องกับชื่ออาหารจีน "釀豆腐" ซึ่งในภาษาจีนกลางอ่านว่า “Niàng Dòufu” และเป็นที่รู้จักในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในชื่อ “Yong Tau Foo” หรือ “Yong Tao Hu” คำดังกล่าวมีความหมายว่า "เต้าหู้ยัดไส้" และเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนแคะ (Hakka) ก่อนจะแพร่หลายไปยังชุมชนชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ เช่น ชาวกวางตุ้ง ชาวแต้จิ๋ว รวมทั้งชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
ในทางภาษาศาสตร์มีแนวโน้มว่า คำว่า "เย็นตาโฟ" ของไทยน่าจะรับมาจากการออกเสียง “Yong Tau Foo” ของชาวจีนโพ้นทะเลมากกว่าการรับมาจากการออกเสียงภาษาจีนกลาง “Niàng Dòufu” เนื่องจากในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยาม ภาษาจีนกลางยังไม่ได้เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล โดยคนจีนส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาถิ่นของตนเอง เช่น แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะและกวางตุ้ง ดังนั้นชื่ออาหารหลายชนิดที่เข้าสู่ภาษาไทยจึงมักถ่ายทอดมาจากการออกเสียงของภาษาถิ่นเหล่านี้
.
จาก "เต้าหู้ยัดไส้" สู่ก๋วยเตี๋ยวสีชมพูของไทย
แม้ชื่อ "เย็นตาโฟ" จะเชื่อว่ามีที่มาจากอาหารจีน "釀豆腐" (Yong Tau Foo / Niàng Dòufu) ซึ่งหมายถึง "เต้าหู้ยัดไส้" แต่เย็นตาโฟแบบไทยกลับมีลักษณะแตกต่างจากต้นตำรับของจีนอย่างชัดเจน และก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟแบบไทยแทบไม่มีในประเทศจีน
.
อาหารจีนดั้งเดิมประกอบด้วยเต้าหู้ มะระ พริกหรือผักชนิดต่าง ๆ ที่นำมายัดไส้หมูหรือเนื้อปลา ก่อนนำไปต้มหรือทอดและรับประทานกับน้ำซุปใส ขณะที่เย็นตาโฟของไทยได้พัฒนาเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้น้ำซุปปรุงด้วยซอสเต้าหู้ยี้แดงจนมีสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเครื่องต่าง ๆ เช่น ลูกชิ้นปลา ฮือก้วย ปลาหมึกกรอบ แมงกะพรุน และเลือดหมู
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเชื่อว่าคนไทยน่าจะนำแนวคิดของ “釀豆腐” (Yong Tau Foo / Niàng Dòufu) มาผสมผสานกับวัฒนธรรมการรับประทานก๋วยเตี๋ยวปลาและการใช้ซอสเต้าหู้ยี้แดง จนเกิดเป็นอาหารรูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทย
.
หลักฐานที่พบค่อนข้างชัดเจนเริ่มปรากฏในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ( พ.ศ. 2490-2500) มีร้านก๋วยเตี๋ยวปลาและร้านเย็นตาโฟเกิดขึ้นมากขึ้น ส่วนสูตรซอสเย็นตาโฟสำเร็จรูปเริ่มแพร่หลายในช่วงประมาณ พ.ศ. 2510–2520 ทำให้ร้านต่าง ๆ สามารถทำรสชาติได้ใกล้เคียงกัน และเย็นตาโฟได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ
.
นอกจากไทยแล้ว ในมาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกงก็มีเมนู “Yong Tau Foo” ที่สามารถเลือกรับประทานคู่กับเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ แต่ก็ยังคงเป็นน้ำซุปใสหรือซอสแบบจีน ไม่ใช่เย็นตาโฟสีชมพูเช่นในไทย
.
เย็นตาโฟอาหารไทยที่มีรากฐานจากจีน
แม้ชื่อเย็นตาโฟจะมีรากศัพท์จากภาษาจีน แต่ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์อาหาร เย็นตาโฟแบบไทยควรถือเป็นอาหารไทย เพราะมีการดัดแปลงสูตรและรสชาติจนแตกต่างจากต้นตำรับอย่างชัดเจน เพราะปรากฏการณ์เช่นนี้พบได้ในอาหารหลายชนิดทั่วโลก ซึ่งแม้จะมีต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมหนึ่ง แต่เมื่อเดินทางสู่ดินแดนใหม่ ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัตถุดิบและรสนิยมของคนท้องถิ่น จนกลายเป็นอาหารรูปแบบใหม่ที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง
.

ที่มา  Thai Cuisine History
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่