ถาม .....ติดตามคุณหมอมานาน
มีย้าย รร ลูกๆเพราะค่าเทอมขึ้นไปต่อไม่ไหวค่ะ
เลยย้ายมาอินเตอร์ที่ราคาพอไหว
ไม่ต้องหาเงินเพื่อส่งค่าเทอมลูกๆอย่างเดียว
ตอนนี้เลยพยายามจัดการออม ลงทุน
ยังไม่กล้าซื้อหุ้น เพราะยังศึกษาไม่ดีพอ
กำลังคิดว่าจะลองซื้อพวกกองทุนในapp ที่ธนาคารเปิดขาย
คุณหมอมีแนะนำไหมค่ะ และจะลองซื้อหุ้นกู้ดูผสมด้วยค่ะ
เพราะมีแต่ฝากประจำ ฝากออมทรัพย์
ดอกเบี้ยมันไม่ทันเงินเฟ้อกับค่าเทอมที่ขึ้นของลูกๆ
=====
ช่วงนี้ผมเจอพ่อแม่ “ย้ายโรงเรียนลูก” ค่อนข้างเยอะครับ
ทั้งเอกชนที่แพงย้ายไปเอกชนที่ถูกกว่า
หรือย้ายจากเอกชนไปโรงเรียนรัฐ
หรือย้ายจากอินเตอร์กลับมาโรงเรียนไทย
และสิ่งที่น่าสนใจคือ…
หลายบ้านไม่ได้ย้ายเพราะโรงเรียนไม่ดี
ไม่ได้ย้ายเพราะลูกไม่มีความสุข
ไม่ได้ย้ายเพราะอยากได้โรงเรียนที่ดีกว่า
.
แต่ย้ายเพราะคำง่าย ๆ คำเดียว
“ค่าเทอมเริ่มไม่ไหวแล้ว”
.
บางบ้านรายได้ไม่ได้ลดลงด้วยซ้ำ
พ่อแม่ยังทำงานเหมือนเดิม หาเงินเก่งเหมือนเดิม
แต่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะ “ค่าเล่าเรียน”
กลับโตเร็วกว่ารายได้ของครอบครัวไปเรื่อย ๆ
.
ผมว่ามันเป็นภาพเล็ก ๆ
ที่กำลังสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคมไทยนะ
พ่อแม่ยุคนี้ไม่ได้มีโจทย์แค่ “จะส่งลูกเรียนที่ไหนดี”
แต่ต้องถามเพิ่มว่า
“เราจะส่งเขาไปจนจบไหวไหม?”
เพราะการศึกษาไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปีเดียวนะครับ
เป็นอะไรที่ระยะยาว 20 ปี
วันนี้ลูกอยู่อนุบาล อีกไม่กี่ปีก็ประถม
ต่อด้วยมัธยม มหาวิทยาลัย
บางบ้านมีลูกสองคน สามคน
ค่าเทอมขึ้นปีละนิด ค่ารถขึ้นอีกหน่อย
กิจกรรมเพิ่ม ค่ายเพิ่ม อุปกรณ์เพิ่ม ค่าทริปเพิ่ม
ทุกอย่างดูเหมือนเพิ่มทีละไม่มาก
แต่พอรวมกัน 10 -15 ปีมันเป็นเงินก้อนใหญ่มากครับ
.
ที่ผมเน้นย้ำมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
"ค่าใช้จ่ายทางการศีกษาเฟ้อเร็วเป็นอันดับ 1 ครับ"
และปัญหาคือ…
รายได้ของพ่อแม่ไม่ได้ขึ้นด้วยความเร็วเดียวกัน
======
ที่คุณแม่ส่งคำถามมา
ผมว่าประโยคนี้มีอะไรอยู่ข้างในเยอะมากครับ
เพราะหน้าที่ของพ่อแม่ไม่ควรเหลือเพียง
ตื่นมา --> ทำงาน --> หาเงิน -->
จ่ายค่าเทอม --> แล้วก็กลับไปหาเงินใหม่
วนอยู่แบบนี้สิบกว่าปี
.
จนวันที่ลูกเรียนจบพ่อแม่อายุห้าสิบกว่า หกสิบกว่า
แล้วหันกลับมาพบว่า…
ลูกมีการศึกษาที่ดี
แต่พ่อแม่ไม่มีเงินเกษียณของตัวเองเลย
ผมไม่คิดว่านั่นคือความสำเร็จของครอบครัวครับ
ผมเคยพูดหลายครั้งว่า
“โรงเรียนที่ดีที่สุด
ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนที่แพงที่สุด”
และโรงเรียนที่เหมาะกับครอบครัว
ก็ไม่ควรเป็นโรงเรียนที่ทำให้ทั้งบ้าน
ต้องใช้ชีวิตด้วยความกังวลเรื่องเงินทุกเดือน
.
เด็กต้องเรียนหนังสือครับ
แต่พ่อแม่ก็ต้องมีชีวิตเหมือนกัน
ต้องมีเงินสำรอง
ต้องมีประกันที่เหมาะสม ไม่ทิ้งภาระให้ลูกหลาน
ต้องดูแลพ่อแม่ของตัวเอง
ต้องมีเงินสำหรับสุขภาพ
ต้องมีเงินเกษียณ
และควรมีเงินลงทุนเพื่ออนาคตหลังเกษียณด้วย
.
หรือแม้กระทั่ง worst case
ลูกคุณพ่อคุณแม่ดูแลตัวเองไม่ได้
ก็ต้องเผื่อใจ เผื่อเงิน เอาไว้ด้วยครับ
=====
หลักการที่ผมย้ำเสมอ.....
ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทางการศีกษา
คิดไว้เลย 5% ต่อปี เอายอดมารวมกันทั้งหมด
ค่าใช้จ่ายทางการศีกษา X2 ได้เท่าไหร่ ?
ตัวเลขนี้ต้องไม่เกิน 10% ของรายรับของเรา
ถ้ามันเกิน ลด สเปกโรงเรียนลงครับ
เอาให้เหมาะกับบ้านเรา
เราจะมีเงินเหลือ ๆ มีเวลาคุณภาพเหลือ ๆ ครับ
=====
เพราะวันหนึ่งลูกของเราก็ต้องมีชีวิตของเขา
เราไม่ควรวางแผนชีวิต
โดยสมมุติว่า “แก่ไปเดี๋ยวลูกก็เลี้ยงเอง”
ผมว่าการให้การศึกษาที่ดีกับลูก เป็นหน้าที่ของเรา
แต่การไม่ทิ้งภาระทางการเงินให้ลูกในวันที่เราแก่
ก็เป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่งที่พ่อแม่ให้ลูกได้เหมือนกัน
.
คุณแม่บอกว่าตอนนี้เริ่มพยายามจัดการเงิน
เริ่มออม เริ่มศึกษาการลงทุน
แต่ยังไม่กล้าซื้อหุ้น เพราะรู้สึกว่ายังศึกษาไม่ดีพอ
..
ผมกลับชอบประโยคนี้มากนะ เพราะในโลกการลงทุน
คนที่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้
มักปลอดภัยกว่าคนที่คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากหุ้นก็ได้ครับ
เริ่มจาก
เรื่องพื้นฐานที่สุดก่อน
มีเงินสำรองฉุกเฉินให้พอ
จัดการหนี้
แยกเงินที่ต้องใช้ในอีกไม่กี่ปีออกจากเงินระยะยาว
จากนั้นค่อยศึกษากองทุน
ศึกษาการกระจายความเสี่ยง
ทำความเข้าใจหุ้น ตราสารหนี้
หุ้นกู้ ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ
.
ค่อย ๆ เดินไป ไม่ต้องรีบ
เพราะการลงทุน
ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครซื้อก่อน
แต่คือการแข่งขันว่า
อีก 10 - 20 ปี ใครยังอยู่รอดและมีเงินเหลือ
.
ส่วนหุ้นกู้ก็เหมือนกันครับ
อย่าเห็นดอกเบี้ย 5% 6% 7%
แล้วคิดว่ามันคือ “ฝากประจำที่ดอกเบี้ยสูงกว่า”
ไม่ใช่นะครับ
ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
คือราคาที่ตลาดจ่ายให้เรา
เพื่อแลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ต้องดูว่าบริษัททำธุรกิจอะไร
กระแสเงินสดเป็นอย่างไร
หนี้เยอะแค่ไหน
จ่ายดอกเบี้ยไหวไหม
หนี้ใกล้ครบกำหนดมากหรือเปล่า
และถ้าวันหนึ่งบริษัทมีปัญหา
เรารับความเสียหายได้แค่ไหน
เรากระจายความเสี่ยงเพียงพอหรือยัง
======
ผลตอบแทนไม่มีคำว่า “ฟรี” นะครับ
ตรงไหนผลตอบแทนสูงกว่าคนอื่นมาก
ตรงนั้นควรถามก่อนเสมอว่า
“แล้วความเสี่ยงซ่อนอยู่ตรงไหน?”
.
ผมไม่ได้คิดว่าเงินฝากไม่ดีนะครับ
เงินฝากมีหน้าที่ของมัน
เงินฉุกเฉิน
เงินที่ต้องใช้ใน 1 - 2 ปี
ค่าเทอมลูกในอนาคตอันใกล้
เงินประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเอาไปเสี่ยงมาก
.
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเอา
“เงินทุกก้อนของชีวิต” ไปฝากไว้หมด
เพราะในระยะยาว
เรากำลังเจอศัตรูสองตัวพร้อมกัน
เงินเฟ้อ กับ ค่าใช้จ่ายการศึกษาของลูก
เงินของเราอาจไม่ได้ลดลงในบัญชี
แต่สิ่งที่เงินก้อนนั้นซื้อได้
อาจลดลงทุกปีครับ นี่ต่างหากที่น่ากลัว
=====
หลายปีที่ผ่านมา ผมคุยกับพ่อแม่หลายโรงเรียนมากขึ้น
ผมเห็นทั้ง
บ้านที่รายได้สูงมาก
บ้านที่รายได้ปานกลาง
และบ้านที่ต้องวางแผนทุกบาททุกสตางค์
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
พ่อแม่ทุกคนอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก
แต่บางครั้งเราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่า
“ดีที่สุด” ในความหมายของเราคืออะไร
โรงเรียนที่แพงที่สุด?
หลักสูตรที่ดูดีที่สุด?
ชื่อโรงเรียนที่คนอื่นยอมรับ?
หรือโรงเรียนที่ลูกมีความสุข เรียนรู้ได้ดี
และครอบครัวยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง
ผมว่าคำตอบของแต่ละบ้านไม่เหมือนกันเลยครับ
และไม่ควรเหมือนกันด้วย
.
การย้ายโรงเรียนเพราะค่าเทอมเริ่มไม่ไหว
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของพ่อแม่
บางครั้งมันคือ “วินัยทางการเงิน”
คือการยอมรับความจริง
ก่อนที่ความจริงจะมาบังคับเราในวันที่สายเกินไป
ผมกลับคิดว่าพ่อแม่ที่กล้าพูดว่า
“เท่านี้พอแล้ว เราจะเลือกสิ่งที่เหมาะกับครอบครัวเรา”
อาจกำลังสอน
บทเรียนสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งให้ลูกโดยไม่รู้ตัว
.
นั่นคือ คนเราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่าง
แต่ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญกับชีวิตของเรา
ผมดีใจนะครับที่หลังจากปรับค่าใช้จ่ายเรื่องโรงเรียนแล้ว
คุณแม่เริ่มมีพื้นที่หายใจมากขึ้น
เริ่มคิดเรื่องออม
เริ่มคิดเรื่องลงทุน
เริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเองด้วย
=====
เพราะสุดท้ายแล้ว
การเลี้ยงลูกไม่ใช่การทุ่มทุกอย่างให้ลูก
จนเราไม่เหลืออะไร
แต่คือการสร้างครอบครัว
ที่เดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ทั้งบ้าน
ลูกได้เรียน พ่อแม่มีชีวิต ครอบครัวมีเงินสำรอง
และอนาคตไม่เต็มไปด้วยความกลัว
.
ค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการลงทุนไปครับ
ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร
.
วันนี้ยังไม่กล้าซื้อหุ้นก็ไม่เป็นไรเลย
การยังไม่ซื้อในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
ถือเป็นการลงทุนที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน
เป็นกำลังใจให้ครับ
.
และผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้ให้สังคมคิด
ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ที่
ตั้งใจทำงานเต็มที่
มีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี
แต่ยังต้องย้ายโรงเรียนลูก
เพราะ “ค่าเทอมโตเร็วกว่ารายได้”
บางทีคำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า
“พ่อแม่หาเงินเก่งพอหรือยัง?”
แต่อาจต้องถามกลับไปด้วยว่า
“เรากำลังสร้างระบบการศึกษาที่ดีขึ้นสำหรับเด็ก
หรือกำลังสร้างระบบที่ทำให้
การศึกษาที่ดีค่อย ๆ กลายเป็น
ของที่พ่อแม่ธรรมดาเอื้อมไม่ถึง?”
เพราะเด็กไม่ควรต้องได้การศึกษาที่ดี
เฉพาะในวันที่พ่อแม่มีเงินมากพอ
หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ควรเหลือเพียง ตื่นมา --> ทำงาน --> หาเงิน --> จ่ายค่าเทอม --> แล้วก็กลับไปหาเงินใหม่
มีย้าย รร ลูกๆเพราะค่าเทอมขึ้นไปต่อไม่ไหวค่ะ
เลยย้ายมาอินเตอร์ที่ราคาพอไหว
ไม่ต้องหาเงินเพื่อส่งค่าเทอมลูกๆอย่างเดียว
ยังไม่กล้าซื้อหุ้น เพราะยังศึกษาไม่ดีพอ
กำลังคิดว่าจะลองซื้อพวกกองทุนในapp ที่ธนาคารเปิดขาย
เพราะมีแต่ฝากประจำ ฝากออมทรัพย์
ดอกเบี้ยมันไม่ทันเงินเฟ้อกับค่าเทอมที่ขึ้นของลูกๆ
หรือย้ายจากเอกชนไปโรงเรียนรัฐ
แต่ย้ายเพราะคำง่าย ๆ คำเดียว
บางบ้านรายได้ไม่ได้ลดลงด้วยซ้ำ
กลับโตเร็วกว่ารายได้ของครอบครัวไปเรื่อย ๆ
ผมว่ามันเป็นภาพเล็ก ๆ
ที่กำลังสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคมไทยนะ
เป็นอะไรที่ระยะยาว 20 ปี
ต่อด้วยมัธยม มหาวิทยาลัย
กิจกรรมเพิ่ม ค่ายเพิ่ม อุปกรณ์เพิ่ม ค่าทริปเพิ่ม
ที่ผมเน้นย้ำมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
"ค่าใช้จ่ายทางการศีกษาเฟ้อเร็วเป็นอันดับ 1 ครับ"
รายได้ของพ่อแม่ไม่ได้ขึ้นด้วยความเร็วเดียวกัน
ผมว่าประโยคนี้มีอะไรอยู่ข้างในเยอะมากครับ
จ่ายค่าเทอม --> แล้วก็กลับไปหาเงินใหม่
จนวันที่ลูกเรียนจบพ่อแม่อายุห้าสิบกว่า หกสิบกว่า
ลูกมีการศึกษาที่ดี
แต่พ่อแม่ไม่มีเงินเกษียณของตัวเองเลย
ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนที่แพงที่สุด”
ต้องใช้ชีวิตด้วยความกังวลเรื่องเงินทุกเดือน
เด็กต้องเรียนหนังสือครับ
แต่พ่อแม่ก็ต้องมีชีวิตเหมือนกัน
หรือแม้กระทั่ง worst case
ลูกคุณพ่อคุณแม่ดูแลตัวเองไม่ได้
ก็ต้องเผื่อใจ เผื่อเงิน เอาไว้ด้วยครับ
ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทางการศีกษา
คิดไว้เลย 5% ต่อปี เอายอดมารวมกันทั้งหมด
ตัวเลขนี้ต้องไม่เกิน 10% ของรายรับของเรา
เอาให้เหมาะกับบ้านเรา
เราจะมีเงินเหลือ ๆ มีเวลาคุณภาพเหลือ ๆ ครับ
โดยสมมุติว่า “แก่ไปเดี๋ยวลูกก็เลี้ยงเอง”
คุณแม่บอกว่าตอนนี้เริ่มพยายามจัดการเงิน
เริ่มออม เริ่มศึกษาการลงทุน
ผมกลับชอบประโยคนี้มากนะ เพราะในโลกการลงทุน
มักปลอดภัยกว่าคนที่คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว
เริ่มจาก
เรื่องพื้นฐานที่สุดก่อน
ศึกษาการกระจายความเสี่ยง
ทำความเข้าใจหุ้น ตราสารหนี้
หุ้นกู้ ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ
ค่อย ๆ เดินไป ไม่ต้องรีบ
ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครซื้อก่อน
แต่คือการแข่งขันว่า
ส่วนหุ้นกู้ก็เหมือนกันครับ
อย่าเห็นดอกเบี้ย 5% 6% 7%
แล้วคิดว่ามันคือ “ฝากประจำที่ดอกเบี้ยสูงกว่า”
คือราคาที่ตลาดจ่ายให้เรา
เพื่อแลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
กระแสเงินสดเป็นอย่างไร
หนี้เยอะแค่ไหน
จ่ายดอกเบี้ยไหวไหม
หนี้ใกล้ครบกำหนดมากหรือเปล่า
เรารับความเสียหายได้แค่ไหน
ผมไม่ได้คิดว่าเงินฝากไม่ดีนะครับ
เงินฝากมีหน้าที่ของมัน
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเอา
“เงินทุกก้อนของชีวิต” ไปฝากไว้หมด
เรากำลังเจอศัตรูสองตัวพร้อมกัน
อาจลดลงทุกปีครับ นี่ต่างหากที่น่ากลัว
บ้านที่รายได้สูงมาก
บ้านที่รายได้ปานกลาง
และบ้านที่ต้องวางแผนทุกบาททุกสตางค์
พ่อแม่ทุกคนอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก
แต่บางครั้งเราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่า
และไม่ควรเหมือนกันด้วย
การย้ายโรงเรียนเพราะค่าเทอมเริ่มไม่ไหว
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของพ่อแม่
ก่อนที่ความจริงจะมาบังคับเราในวันที่สายเกินไป
“เท่านี้พอแล้ว เราจะเลือกสิ่งที่เหมาะกับครอบครัวเรา”
บทเรียนสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งให้ลูกโดยไม่รู้ตัว
.
นั่นคือ คนเราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่าง
แต่ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญกับชีวิตของเรา
การเลี้ยงลูกไม่ใช่การทุ่มทุกอย่างให้ลูก
จนเราไม่เหลืออะไร
แต่คือการสร้างครอบครัว
ที่เดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ทั้งบ้าน
และอนาคตไม่เต็มไปด้วยความกลัว
ค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องการลงทุนไปครับ
ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร
วันนี้ยังไม่กล้าซื้อหุ้นก็ไม่เป็นไรเลย
การยังไม่ซื้อในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
และผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้ให้สังคมคิด
ตั้งใจทำงานเต็มที่
มีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี
เพราะ “ค่าเทอมโตเร็วกว่ารายได้”
“พ่อแม่หาเงินเก่งพอหรือยัง?”
การศึกษาที่ดีค่อย ๆ กลายเป็น
ของที่พ่อแม่ธรรมดาเอื้อมไม่ถึง?”
เฉพาะในวันที่พ่อแม่มีเงินมากพอ
เอาอนาคตทั้งชีวิตของตัวเอง
ไปแลกกับค่าเทอมของลูกครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ Aun Theeraphat
https://www.facebook.com/photo?fbid=1413321284022816&set=a.101772728511018