++ ก่อนเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ จขกท. ถือว่าตั้งการ์ดสูงไว้รอแล้วนะ เพราะดูจากชื่อและผลงานที่ผ่าน ๆ มาของ ผกก. คนนี้เอย ดูจากคำวิจารณ์เอย แต่พอดูจบแล้วจริง ๆ ต้องบอกว่า การ์ดที่ตั้งไว้อาจจะยังสูงไม่พอ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ถือว่ามีประสบการณ์การดูหนังสายประกวดจากฝั่งยุโรปมามากพอสมควร แต่กับเรื่องนี้ มันมีแต่คำว่า "อิหยังว่ะ" ในหัวเต็มไปหมด หนังมีชื่อภาษาไทยว่า "นรกของเธอ" แต่จริง ๆ แล้วน่าจะเป็น "นรกของคนดู" มากกว่า หนังเรื่องนี้คงเหมาะกับคนที่สามารถนั่งดูกระดาษเปล่าสีขาว ที่มีจุดสีม่วง สีชมพู สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียว กระจายอยู่ไปทั่วได้ทั้งวัน แล้วสามารถจินตนาการว่าจุดเหล่านั้นเป็นภาพของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หรือภาพสัตว์ประหลาด ไม่ก็ภาพหญิงสาวแสนสวยได้ แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนแบบนั้น อย่าเสียเวลาดูเลยครับ ในรอบที่ จขกท. ดูมีคนดู 10 กว่าคน เดินออกไป 5 คนถ้วน อิอิ...
++ นี่คือหนังที่ทำให้นักวิจารณ์เสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ชอบ X ไม่ชอบ และไม่ว่าตัวหนังจริง ๆ จะเป็นอย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้คือหนังเรื่องแรกในรอบ 10 ปี ของ ผกก. ชาวเดนมาร์ก ที่มีลายเซ็นชัดเจนในการสร้างหนังสไตล์จัดจ้าน (Stylistic) โดดเด่นด้วยโทนสีไฟนีออนฉูดฉาด เรื่องราวความรุนแรงใต้ดิน และดนตรีประกอบแนวอิเล็กทรอนิกส์/ซินธ์เวฟอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Nicolas Winding Refn ผกก. ที่เมื่อสร้างหนังเมื่อใด ต้องเป็นประเด็นเมื่อนั้น โดยเขาได้แรงบันดาลใจในการเขียนบทมาจากเรื่องราว "เกือบตาย" ในชีวิตจริงของตัวเอง เมื่อเขาป่วยด้วยโรคหัวใจรั่ว ซึ่งส่งผลให้เขาเกิดอาการน้ำท่วมปอด จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน และในระหว่างการผ่าตัด Refn ถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิตทางเทคนิคไปเป็นเวลากว่า 25 นาที ก่อนที่แพทย์จะใช้ไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ ชุบชิวิตเขาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับเขา จนต้องหลั่งน้ำตาเมื่อครั้งที่ถูกสัมภาษณ์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีที่ผ่านมา...
ปล. เนื้อหาการรีวิวต่อไปนี้อาจมีการสปอยเล็กน้อย แต่ไม่กระทบส่วนหลัก ๆ
++ การเล่าเรื่องของหนังแบ่งออกเป็น 2 เส้นเรื่องที่ชัดเจน คือ เส้นเรื่องที่ 1 กล่าวถึงเรื่องราวในโลกดิสโทเปียสไตล์ Cyber Punk ของ Elle (Sophie Thatcher) หญิงสาวที่เป็นนักแสดง เธออยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อที่เป็นผู้กำกับอย่าง Johnny Thunder (Dougray Scott) และพ่อของเธอยังบังคับให้เธอแสดงหนังให้กับเขาอีกด้วย โดยวันหนึ่งเธอได้พบกับ Hunter (Kristine Froseth) อินฟลูฯสาวที่ตกเครื่องบินจากเหตุหมอกลงจัด ที่ทาวเวอร์หรูอันเป็นที่พักของเธอ เธอจึงชวนให้ขึ้นมาอยู่ด้วยกัน โดยที่ห้องพักในทาวเวอร์ของเธอ นอกจากเธอและพ่อแล้ว ยังมี Dominique (Havana Rose Liu) คนรักของพ่อ แต่ในขณะเดียวก็เหมือนว่าเธอจะมีความสัมพันธ์ในเชิงเลสเบี้ยนกับ Elle ด้วย แต่แล้วต่อมา Elle และ Dominique เกิดผิดใจกัน แต่ไม่นานพ่อของเธอก็ได้จากเธอไป ทิ้งไว้เพียงคำขอให้เธอคืนดีกับ Dominique และพ่อยังทิ้งขวานด้ามหนึ่งไว้ให้กับเธอ ส่วนเธอจะไปทำอะไรต้องติดตามดู...
++ ส่วนเส้นเรื่องที่ 2 เป็นเส้นเรื่องย้อนยุคของ Private K (Charles Melton) G.I.สมัยหลังสงครามโลกที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่น วันหนึ่งลูกสาวของเขาที่พักอยู่ด้วยกันได้หายตัวไป โดยทุกคนเชื่อว่าคนที่ลักพาตัวไป คือ "ชายในชุดหนังสีดำ" ซึ่ง Private K ก็ได้เที่ยวตามหาลูก จนต้องปะทะกับพวกยากูซ่าและตำรวจญี่ปุ่นจนฆ่าคนไปมากมาย ส่วนเขาจะเจอลูกของตัวเองหรือไม่ อย่างไร คงต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง จะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อม 2 เส้นเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน คือ "การพลัดพราก" "หมอก" และ "ชายในชุดหนังสีดำ" ที่เป็นตัวร้าย...
++ ต้องบอกก่อนเลยว่าทีมฉายหนังเรื่องนี้พลาดในส่วนหนึ่ง คือ หนังมันมีฉากแสงไฟกระพริบสาด แสงแฟลช แสงวูบวาบเยอะมากพอสมควร (เหมือนที่มีใน The Odyssey หรือ เทอม 4) แต่ไม่มีคำเตือนใด ๆ ก่อนฉายเลย (ขนาดเทอม 4 ยังมีเตือนก่อนนะ) ซึ่งมันค่อนข้างจะอันตรายต่อคนที่ไวต่อแสงแบบนี้มาก ในรอบที่ จขกท. ดู พอถึงฉากนี้มีคนเดินออกด้วย ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่า แต่น่าจะมีเตือนไว้ก่อนนะครับ เพราะเรื่องแบบนี้มันค่อนข้างซีเรียสนะ มาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง ผกก. คนนี้เขาก็สร้างหนังคุมโทนแนวนี้มาเรื่อยแหละครับ จขกท. ไม่ได้แปลกใจอะไร เพียงแต่คิดว่าภาพสีจัดจ้านที่เขานำเสนอนะมันไม่ได้สวย มันดูแบบ cheap อ่ะ ใครบอกว่างานอาร์ตชั้นสูงก็แล้วแต่มุมมอง แต่สำหรับ จขกท. มันเหมือนแสงไฟร้านเพิงคาราโอเกะที่ฮิต ๆ กันเมื่อ 20 ปีก่อน ไม่เห็นจะอาร์ตอะไรเลย แล้วงานสร้าง งานออกแบบศิลป์ในเรื่องมันก็ดูเชย การแต่งหน้า การออกแบบ setting ต่าง ๆ แม้แต่การออกแบบซีนยานอวกาศมันก็แบบเชยมาก รู้แหละว่าเขาต้องการให้เป็นแบบนั้น แต่ส่วนตัวไม่ชอบ อันนี้ความรู้สึกส่วนตัว รู้สึกยังไงก็พูดแบบนั้นครับ คือ โลกยุคดิสโทเปียที่เป็น Cyber Punk ที่เขากล่าวถึงอ่ะ มันดูทันสมัยนะ แต่ทำไมต้องทำงานออกแบบศิลป์ออกมาได้เชยแบบนั้นก็ไม่รู้ แต่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทำให้หนังมันอิหยังว่ะหรอกครับ...
++ ส่วนที่ จขกท. ว่ามันอิหยังว่ะ คือ บทและการเล่าเรื่องนี่แหละ ถามตรง ๆ ว่ามีใครไปดูแล้วจับแก่นสารอะไรของหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจนบ้าง หรือส่วนมากจะไม่เข้าใจที่หนังเล่าเลย สารภาพมาซะดี ๆ ครับ ก่อนหน้านี้มีหนังทรงนี้ที่ จขกท. ว่าดูยากอย่าง Mother Mary (2026) แต่เรื่องนั้น จขกท. เข้าใจนะว่าหนังจะสื่ออะไร ดูจบก็เข้าใจ พวกสัญญะอะไรต่าง ๆ แต่กับเรื่องนี้ดูจบต้องมานั่งคิดหลายชั่วโมงกว่าจะเขียนรีวิวนี้ได้ หนัง Yorgos Lanthimos ยังเข้าใจง่ายกว่าเลย ส่วนที่ทำให้หนังมันดูยาก คือ การเล่าเรื่องนี่แหละ ตัวหนังมันอุ้ยอ้ายยืดยาดมาก บทพูด การเคลื่อนไหวของนักแสดง pacing การเดินเรื่องโคตะระอืด แม้เสียงซาวน์ดนตรีประกอบจะดูดี จขกท. ก็ชอบนะ แต่หนังอาร์ตยุโรปก็สไตล์แบบนี้เกือบหมด แถมบรรยากาศของเรื่องมันก็ดูอึน ๆ มึน ๆ เหมือนอยู่ในภาพฝัน กึ่งหลับกึ่งตื่น คนดูก็จะหลับฝันตาม บทพูดก็พร่ำพรรณาอะไรไม่รู้ ไม่มีความหมาย จับทิศจับทางไม่ได้ การตัดต่อก็งง ๆ บอกเลยใครไปดูมาแล้ว ซีนที่นางเอกขับยานอวกาศแล้วยานตกนั่นอ่ะ มันเป็นซีนที่พ่อนางเอกถ่ายอยู่ในหนังของเขา จขกท. ก็งง อะไรว่ะ อยู่ดี ๆ ก็มาขับยานอวกาศ แล้วซีนตอนจะจบนั่นอ่ะ มันแทนว่ากำลังอยู่ในปรโลก แบบตามล่ามาจนลงนรกแบบนั้นอ่ะ เพื่อ!!! ผกก. คนนี้ทำหนังเหมือนแบบเอาภาพวาดที่สวยงามมาวางเรียง ๆ กัน แล้วก็พร่ำพรรณาให้คนฟัง แต่คนฟังงงจับเนื้อเรื่องอะไรไม่ได้เลย ทำหนังอาร์ต แต่ไม่แคร์คนดู ไม่แปลกใจที่ตอนฉายเมืองนอกคนจะเดินออกกันให้พรึบ แล้วการตัดสลับระหว่าง 2 เส้นเรื่องก็ไม่มีที่มาที่ไป มีไฟแช็คเป็นตัวเชื่อม หนังมันนามธรรมมากเกินไปอ่ะครับ บวกกับการไม่ให้ที่มาที่ไป มันก็เลยทำให้คนดูเดินหลงอยู่ในนั้นแหละ...
++ มาถึงเรื่องความหมายและสารที่หนังต้องการสื่อ ตรงนี้ จขกท. คิดวิเคราะห์เอาเองนะ คือ ต้องย้อนไปดูหนังเรื่องเก่า ๆ ที่ ผกก. คนนี้เคยสร้าง เอาแค่ 2 เรื่อง คือ The Neon Demon (2016) กับ Only God Forgives (2013) เรื่องท้ายนี้ที่ คุณปู วิทยา เล่นไงครับ คือ ผกก. คนนี้จะชอบหนังแนวมีปมในใจ การล้างแค้น จากผู้ถูกกระทำอะไรประมาณนี้ จขกท. เลยคิดว่าเมนไอเดียของหนังเรื่องนี้ มันคือการล้างแค้นจากคนที่สูญเสียและถูกกระทำ อย่าง Private K เขาสูญเสียลูก ส่วน Elle ก็เป็นคนที่ถูกพ่อกระทำ แถมคนใกล้ตัวยังถูกฆ่าตายอีก การล้างแค้นชายชุดหนังจึงเกิดขึ้น แล้วชายชุดหนัง คือ ใคร ? พ่อตัวเองมั้ย! หรือ นิโค ผู้ชายในผับ! หรือ คนที่ลักพาตัวลูกของ Private K! หรือ "ชายในชุดหนัง" ก็คือสัญญะของความเจ็บปวดในใจของแต่ละคนเอง ตรงนี้แล้วแต่การตีความของแต่ละคนแล้วกัน จขกท. ก็มีคำตอบของตัวเองเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ทั้ง Elle และ Private K ต่างมีปมในใจ Elle ถูกกดขี่บังคับจากพ่อ ส่วน Private K ลึก ๆ เขาเฝ้าโทษตัวเองในการหายตัวไปของลูก...
++ สรุป สำหรับเรื่องนี้ จขกท. ว่ามันเครียดเกินไปในการดู ดูแล้วต้องใช้สมองเยอะ แถมหนังน่าเบื่อ อึดอาดยืดยาด มาสนุกตรงกลาง ๆ หน่อย แถมยังมีบางซีนตอนท้ายที่แบบดูแล้วกระอักกระอ่วนอีก คือ หนังจะทำเอาอาร์ตไม่ผิด แต่อาร์ตแบบจับแก่นสารไม่ได้ คงไม่เรียกว่าอาร์ต...
++ ปล. หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงในอดีตของ ผกก. Refn ก็คือเรื่อง The Neon Demon (2016) หนัง Psychological Horror เกี่ยวกับวงการแฟชั่นของนครลอสแอนเจลิส นำแสดงโดย Elle Fanning และจากชื่อหนังเรื่องนี้ ทำให้ผู้บริหารค่ายหนังที่กำลังก่อตั้งขึ้นใหม่ในเวลานั้น ชื่นชอบจนเอาไปตั้งเป็นชื่อของค่ายหนัง Neon ที่โด่งดังในปัจจุบันนั่นเอง...
[ รีวิวหนังอิหยังว่ะ ] Her Private Hell (2026)
++ ก่อนเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ จขกท. ถือว่าตั้งการ์ดสูงไว้รอแล้วนะ เพราะดูจากชื่อและผลงานที่ผ่าน ๆ มาของ ผกก. คนนี้เอย ดูจากคำวิจารณ์เอย แต่พอดูจบแล้วจริง ๆ ต้องบอกว่า การ์ดที่ตั้งไว้อาจจะยังสูงไม่พอ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ถือว่ามีประสบการณ์การดูหนังสายประกวดจากฝั่งยุโรปมามากพอสมควร แต่กับเรื่องนี้ มันมีแต่คำว่า "อิหยังว่ะ" ในหัวเต็มไปหมด หนังมีชื่อภาษาไทยว่า "นรกของเธอ" แต่จริง ๆ แล้วน่าจะเป็น "นรกของคนดู" มากกว่า หนังเรื่องนี้คงเหมาะกับคนที่สามารถนั่งดูกระดาษเปล่าสีขาว ที่มีจุดสีม่วง สีชมพู สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียว กระจายอยู่ไปทั่วได้ทั้งวัน แล้วสามารถจินตนาการว่าจุดเหล่านั้นเป็นภาพของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หรือภาพสัตว์ประหลาด ไม่ก็ภาพหญิงสาวแสนสวยได้ แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนแบบนั้น อย่าเสียเวลาดูเลยครับ ในรอบที่ จขกท. ดูมีคนดู 10 กว่าคน เดินออกไป 5 คนถ้วน อิอิ...
++ นี่คือหนังที่ทำให้นักวิจารณ์เสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ชอบ X ไม่ชอบ และไม่ว่าตัวหนังจริง ๆ จะเป็นอย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้คือหนังเรื่องแรกในรอบ 10 ปี ของ ผกก. ชาวเดนมาร์ก ที่มีลายเซ็นชัดเจนในการสร้างหนังสไตล์จัดจ้าน (Stylistic) โดดเด่นด้วยโทนสีไฟนีออนฉูดฉาด เรื่องราวความรุนแรงใต้ดิน และดนตรีประกอบแนวอิเล็กทรอนิกส์/ซินธ์เวฟอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Nicolas Winding Refn ผกก. ที่เมื่อสร้างหนังเมื่อใด ต้องเป็นประเด็นเมื่อนั้น โดยเขาได้แรงบันดาลใจในการเขียนบทมาจากเรื่องราว "เกือบตาย" ในชีวิตจริงของตัวเอง เมื่อเขาป่วยด้วยโรคหัวใจรั่ว ซึ่งส่งผลให้เขาเกิดอาการน้ำท่วมปอด จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน และในระหว่างการผ่าตัด Refn ถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิตทางเทคนิคไปเป็นเวลากว่า 25 นาที ก่อนที่แพทย์จะใช้ไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ ชุบชิวิตเขาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับเขา จนต้องหลั่งน้ำตาเมื่อครั้งที่ถูกสัมภาษณ์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีที่ผ่านมา...
ปล. เนื้อหาการรีวิวต่อไปนี้อาจมีการสปอยเล็กน้อย แต่ไม่กระทบส่วนหลัก ๆ
++ การเล่าเรื่องของหนังแบ่งออกเป็น 2 เส้นเรื่องที่ชัดเจน คือ เส้นเรื่องที่ 1 กล่าวถึงเรื่องราวในโลกดิสโทเปียสไตล์ Cyber Punk ของ Elle (Sophie Thatcher) หญิงสาวที่เป็นนักแสดง เธออยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อที่เป็นผู้กำกับอย่าง Johnny Thunder (Dougray Scott) และพ่อของเธอยังบังคับให้เธอแสดงหนังให้กับเขาอีกด้วย โดยวันหนึ่งเธอได้พบกับ Hunter (Kristine Froseth) อินฟลูฯสาวที่ตกเครื่องบินจากเหตุหมอกลงจัด ที่ทาวเวอร์หรูอันเป็นที่พักของเธอ เธอจึงชวนให้ขึ้นมาอยู่ด้วยกัน โดยที่ห้องพักในทาวเวอร์ของเธอ นอกจากเธอและพ่อแล้ว ยังมี Dominique (Havana Rose Liu) คนรักของพ่อ แต่ในขณะเดียวก็เหมือนว่าเธอจะมีความสัมพันธ์ในเชิงเลสเบี้ยนกับ Elle ด้วย แต่แล้วต่อมา Elle และ Dominique เกิดผิดใจกัน แต่ไม่นานพ่อของเธอก็ได้จากเธอไป ทิ้งไว้เพียงคำขอให้เธอคืนดีกับ Dominique และพ่อยังทิ้งขวานด้ามหนึ่งไว้ให้กับเธอ ส่วนเธอจะไปทำอะไรต้องติดตามดู...
++ ส่วนเส้นเรื่องที่ 2 เป็นเส้นเรื่องย้อนยุคของ Private K (Charles Melton) G.I.สมัยหลังสงครามโลกที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่น วันหนึ่งลูกสาวของเขาที่พักอยู่ด้วยกันได้หายตัวไป โดยทุกคนเชื่อว่าคนที่ลักพาตัวไป คือ "ชายในชุดหนังสีดำ" ซึ่ง Private K ก็ได้เที่ยวตามหาลูก จนต้องปะทะกับพวกยากูซ่าและตำรวจญี่ปุ่นจนฆ่าคนไปมากมาย ส่วนเขาจะเจอลูกของตัวเองหรือไม่ อย่างไร คงต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง จะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อม 2 เส้นเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน คือ "การพลัดพราก" "หมอก" และ "ชายในชุดหนังสีดำ" ที่เป็นตัวร้าย...
++ ต้องบอกก่อนเลยว่าทีมฉายหนังเรื่องนี้พลาดในส่วนหนึ่ง คือ หนังมันมีฉากแสงไฟกระพริบสาด แสงแฟลช แสงวูบวาบเยอะมากพอสมควร (เหมือนที่มีใน The Odyssey หรือ เทอม 4) แต่ไม่มีคำเตือนใด ๆ ก่อนฉายเลย (ขนาดเทอม 4 ยังมีเตือนก่อนนะ) ซึ่งมันค่อนข้างจะอันตรายต่อคนที่ไวต่อแสงแบบนี้มาก ในรอบที่ จขกท. ดู พอถึงฉากนี้มีคนเดินออกด้วย ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่า แต่น่าจะมีเตือนไว้ก่อนนะครับ เพราะเรื่องแบบนี้มันค่อนข้างซีเรียสนะ มาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง ผกก. คนนี้เขาก็สร้างหนังคุมโทนแนวนี้มาเรื่อยแหละครับ จขกท. ไม่ได้แปลกใจอะไร เพียงแต่คิดว่าภาพสีจัดจ้านที่เขานำเสนอนะมันไม่ได้สวย มันดูแบบ cheap อ่ะ ใครบอกว่างานอาร์ตชั้นสูงก็แล้วแต่มุมมอง แต่สำหรับ จขกท. มันเหมือนแสงไฟร้านเพิงคาราโอเกะที่ฮิต ๆ กันเมื่อ 20 ปีก่อน ไม่เห็นจะอาร์ตอะไรเลย แล้วงานสร้าง งานออกแบบศิลป์ในเรื่องมันก็ดูเชย การแต่งหน้า การออกแบบ setting ต่าง ๆ แม้แต่การออกแบบซีนยานอวกาศมันก็แบบเชยมาก รู้แหละว่าเขาต้องการให้เป็นแบบนั้น แต่ส่วนตัวไม่ชอบ อันนี้ความรู้สึกส่วนตัว รู้สึกยังไงก็พูดแบบนั้นครับ คือ โลกยุคดิสโทเปียที่เป็น Cyber Punk ที่เขากล่าวถึงอ่ะ มันดูทันสมัยนะ แต่ทำไมต้องทำงานออกแบบศิลป์ออกมาได้เชยแบบนั้นก็ไม่รู้ แต่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทำให้หนังมันอิหยังว่ะหรอกครับ...
++ ส่วนที่ จขกท. ว่ามันอิหยังว่ะ คือ บทและการเล่าเรื่องนี่แหละ ถามตรง ๆ ว่ามีใครไปดูแล้วจับแก่นสารอะไรของหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจนบ้าง หรือส่วนมากจะไม่เข้าใจที่หนังเล่าเลย สารภาพมาซะดี ๆ ครับ ก่อนหน้านี้มีหนังทรงนี้ที่ จขกท. ว่าดูยากอย่าง Mother Mary (2026) แต่เรื่องนั้น จขกท. เข้าใจนะว่าหนังจะสื่ออะไร ดูจบก็เข้าใจ พวกสัญญะอะไรต่าง ๆ แต่กับเรื่องนี้ดูจบต้องมานั่งคิดหลายชั่วโมงกว่าจะเขียนรีวิวนี้ได้ หนัง Yorgos Lanthimos ยังเข้าใจง่ายกว่าเลย ส่วนที่ทำให้หนังมันดูยาก คือ การเล่าเรื่องนี่แหละ ตัวหนังมันอุ้ยอ้ายยืดยาดมาก บทพูด การเคลื่อนไหวของนักแสดง pacing การเดินเรื่องโคตะระอืด แม้เสียงซาวน์ดนตรีประกอบจะดูดี จขกท. ก็ชอบนะ แต่หนังอาร์ตยุโรปก็สไตล์แบบนี้เกือบหมด แถมบรรยากาศของเรื่องมันก็ดูอึน ๆ มึน ๆ เหมือนอยู่ในภาพฝัน กึ่งหลับกึ่งตื่น คนดูก็จะหลับฝันตาม บทพูดก็พร่ำพรรณาอะไรไม่รู้ ไม่มีความหมาย จับทิศจับทางไม่ได้ การตัดต่อก็งง ๆ บอกเลยใครไปดูมาแล้ว ซีนที่นางเอกขับยานอวกาศแล้วยานตกนั่นอ่ะ มันเป็นซีนที่พ่อนางเอกถ่ายอยู่ในหนังของเขา จขกท. ก็งง อะไรว่ะ อยู่ดี ๆ ก็มาขับยานอวกาศ แล้วซีนตอนจะจบนั่นอ่ะ มันแทนว่ากำลังอยู่ในปรโลก แบบตามล่ามาจนลงนรกแบบนั้นอ่ะ เพื่อ!!! ผกก. คนนี้ทำหนังเหมือนแบบเอาภาพวาดที่สวยงามมาวางเรียง ๆ กัน แล้วก็พร่ำพรรณาให้คนฟัง แต่คนฟังงงจับเนื้อเรื่องอะไรไม่ได้เลย ทำหนังอาร์ต แต่ไม่แคร์คนดู ไม่แปลกใจที่ตอนฉายเมืองนอกคนจะเดินออกกันให้พรึบ แล้วการตัดสลับระหว่าง 2 เส้นเรื่องก็ไม่มีที่มาที่ไป มีไฟแช็คเป็นตัวเชื่อม หนังมันนามธรรมมากเกินไปอ่ะครับ บวกกับการไม่ให้ที่มาที่ไป มันก็เลยทำให้คนดูเดินหลงอยู่ในนั้นแหละ...
++ มาถึงเรื่องความหมายและสารที่หนังต้องการสื่อ ตรงนี้ จขกท. คิดวิเคราะห์เอาเองนะ คือ ต้องย้อนไปดูหนังเรื่องเก่า ๆ ที่ ผกก. คนนี้เคยสร้าง เอาแค่ 2 เรื่อง คือ The Neon Demon (2016) กับ Only God Forgives (2013) เรื่องท้ายนี้ที่ คุณปู วิทยา เล่นไงครับ คือ ผกก. คนนี้จะชอบหนังแนวมีปมในใจ การล้างแค้น จากผู้ถูกกระทำอะไรประมาณนี้ จขกท. เลยคิดว่าเมนไอเดียของหนังเรื่องนี้ มันคือการล้างแค้นจากคนที่สูญเสียและถูกกระทำ อย่าง Private K เขาสูญเสียลูก ส่วน Elle ก็เป็นคนที่ถูกพ่อกระทำ แถมคนใกล้ตัวยังถูกฆ่าตายอีก การล้างแค้นชายชุดหนังจึงเกิดขึ้น แล้วชายชุดหนัง คือ ใคร ? พ่อตัวเองมั้ย! หรือ นิโค ผู้ชายในผับ! หรือ คนที่ลักพาตัวลูกของ Private K! หรือ "ชายในชุดหนัง" ก็คือสัญญะของความเจ็บปวดในใจของแต่ละคนเอง ตรงนี้แล้วแต่การตีความของแต่ละคนแล้วกัน จขกท. ก็มีคำตอบของตัวเองเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ทั้ง Elle และ Private K ต่างมีปมในใจ Elle ถูกกดขี่บังคับจากพ่อ ส่วน Private K ลึก ๆ เขาเฝ้าโทษตัวเองในการหายตัวไปของลูก...
++ สรุป สำหรับเรื่องนี้ จขกท. ว่ามันเครียดเกินไปในการดู ดูแล้วต้องใช้สมองเยอะ แถมหนังน่าเบื่อ อึดอาดยืดยาด มาสนุกตรงกลาง ๆ หน่อย แถมยังมีบางซีนตอนท้ายที่แบบดูแล้วกระอักกระอ่วนอีก คือ หนังจะทำเอาอาร์ตไม่ผิด แต่อาร์ตแบบจับแก่นสารไม่ได้ คงไม่เรียกว่าอาร์ต...
++ ปล. หนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงในอดีตของ ผกก. Refn ก็คือเรื่อง The Neon Demon (2016) หนัง Psychological Horror เกี่ยวกับวงการแฟชั่นของนครลอสแอนเจลิส นำแสดงโดย Elle Fanning และจากชื่อหนังเรื่องนี้ ทำให้ผู้บริหารค่ายหนังที่กำลังก่อตั้งขึ้นใหม่ในเวลานั้น ชื่นชอบจนเอาไปตั้งเป็นชื่อของค่ายหนัง Neon ที่โด่งดังในปัจจุบันนั่นเอง...