โพยก๊วน: ประวัติศาสตร์การเงินโพ้นทะเลฉบับย่อ



เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาพยนตร์ปรากฏการณ์อย่าง “จดหมายรักถึงอาม่า” จากประเทศจีนก็ได้เข้าโรงฉายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยฉากหลังของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางไกลมาแสวงหารายได้และชีวิตที่ดีกว่าเดิม ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของชาวจีนโพ้นทะเลมาอย่างยาวนานและเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีจำนวนประชากรเชื้อสายจีนโพ้นทะเลจำนวนมากเป็นอันดับต้น ๆ ด้วย
.
ใน “จดหมายรักถึงอาม่า” ดำเนินเนื้อเรื่องผ่านตัวกลางที่มีชื่อเรียกว่า “โพยก๊วน” ซึ่งเป็นระบบการเงินที่สำคัญของชาวจีนโพ้นทะเลในการส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่เมืองจีน ซึ่งตราสารทางการเงินดังกล่าวก็มักจะแนบจดหมายฉบับน้อยที่บอกเล่าเรื่องราวของคนไกลบ้านให้ที่บ้านได้รับรู้
.
คำว่า “โพยก๊วน” (批馆) ประกอบด้วยคำว่า “โพย” หมายถึงจดหมายที่ต้องแนบเงินไปด้วย และ “ก๊วน” หมายถึงสถานที่รับส่ง รวมความแล้วคือสถานที่รับส่งจดหมายพร้อมเงินไปยังประเทศจีน ระบบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การธนาคารและไปรษณีย์ยังไม่ครอบคลุม โดยอาศัยตัวแทนที่ได้รับความเชื่อถือ ก่อนจะพัฒนาเป็นร้านโพยก๊วนที่มีเครือข่ายอยู่ในทุกประเทศที่มีชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล
.
การส่งโพยเปรียบได้กับการรวมธนาณัติและโทรเลข ไว้ในซองเดียว ผู้ส่งจะมอบเงินบาทให้ร้านโพยก๊วน พร้อมเขียนข้อความสั้น ๆ ถึงครอบครัว จากนั้นร้านจะรวบรวมเงิน หักค่าธรรมเนียม และโอนไปยังเครือข่ายในจีน ก่อนส่งต่อถึงมือผู้รับ แม้ไม่มีระบบกฎหมายรองรับการส่งเงินแบบนี้ แต่ก็เป็นกิจการที่อยู่ได้ด้วยเครือข่ายของชาวจีนโพ้นทะเลที่นับความเชื่อใจและความสัมพันธ์กันเป็นหลัก
.
มูลค่าของเงินที่ส่งผ่านระบบนี้มีมหาศาลจนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย-จีน นักมานุษยวิทยา จี. วิลเลียม สกินเนอร์ (G. William Skinner) ระบุว่า ในทศวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เงินที่ชาวจีนโพ้นทะเลส่งผ่านเมืองซัวเถามีมูลค่าราว 21 ล้านเหรียญต่อปี และไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามมาจากสยาม

ขณะที่ หลินปัน (Lynn Pan) อธิบายว่า ระหว่าง ค.ศ. 1929 - 1941 เงินโพยก๊วนจากชาวจีนทั่วโลกเฉลี่ยสูงถึง 80 - 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ช่วยพยุงเศรษฐกิจของมณฑลกวางตุ้งและฟูเจี้ยนอย่างมีนัยสำคัญ
.
ในประเทศไทย โพยก๊วนยังสะท้อนบทบาทของชุมชนชาวจีนต่อเศรษฐกิจไทย เอกสารในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบุว่าช่วง พ.ศ. 2454 กรุงเทพมหานครมีร้านโพยก๊วนถึง 58 แห่ง รับฝากเงินปีละประมาณ 7.8 ล้านเหรียญ และเมื่อรวมช่องทางอื่นแล้ว ชาวจีนโพ้นทะเลส่งเงินกลับจีนจากสยามมากกว่า 14 ล้านเหรียญต่อปี

เงินที่ส่งกลับบ้านถูกใช้เลี้ยงดูพ่อแม่ ภรรยา และบุตร สนับสนุนการศึกษา การรักษาพยาบาล การบูรณะศาลบรรพชน ตลอดจนสร้างบ้าน โรงเรียน สะพาน และสาธารณประโยชน์ในบ้านเกิด
.
เมื่อความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนฟื้นตัวในปี พ.ศ. 2518 การเดินทางระหว่างสองประเทศสะดวกขึ้น ประกอบกับระบบธนาคารสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ บทบาทของโพยก๊วนจึงค่อย ๆ สิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม จดหมายและซองโพยที่หลงเหลือกลับกลายเป็นเอกสารชั้นต้นอันทรงคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเลด้วย
.
ในวันนี้ แม้ “โพยก๊วน” จะยุติบทบาทลงไป แต่ก็ยังคงหลงเหลือหลักฐานเอาไว้มากมาย
.
มันไม่ใช่แค่ระบบการเงิน แต่ยังเป็นบันทึกชีวิต ความรักและความคิดถึงของเหล่าชาวจีนโพ้นทะเลที่ยังผูกพันกับครอบครัวที่แผ่นดินใหญ่ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของไทย-จีนที่ดำเนินมายาวนานนับร้อยปีผ่านซองจดหมายและกระดาษแผ่นน้อยที่อธิบายถึงสังคมและเศรษฐกิจไทย-จีนเรื่อยมา
.

ที่มา  สุดโปรด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่