ตอนนี้ฝั่งยุโรปเค้าเริ่มขยับตัวเรื่องพลังงานสะอาดไปอีกขั้นแล้ว ล่าสุดมีสตาร์ทอัพจากเนเธอร์แลนด์ชื่อ Ore Energy เซ็นสัญญาเตรียมติดตั้งระบบแบตเตอรี่แบบใหม่ที่ เรียกว่า "Iron-Air Battery" (แบตเตอรี่เหล็ก-อากาศ) ความจุสะสมตั้งเป้าไว้สูงถึง 1 GWh (เฟสแรกเริ่มที่ 400 MWh ใช้งานจริงปี 2028)
จุดเด่นของเจ้าแบตเตอรี่เหล็ก-อากาศที่ว่านี้คือ "มันกักเก็บไฟฟ้าได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง หรือราวๆ 4 วันเต็ม!"
ถ้าเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เราคุ้นเคยกัน แบตลิเธียมธรรมดาจะเก็บไฟและจ่ายได้ดีในระยะสั้นๆ แค่ 2–8 ชั่วโมงเท่านั้น แต่แบตเตอรี่เหล็ก-อากาศถูกออกแบบมาแก้โจทย์การเก็บไฟข้ามวันข้ามคืนโดยเฉพาะ
วัตถุดิบและหลักการทำงาน
- ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน : ใช้แค่ เหล็ก, น้ำ และอากาศ ไม่ต้องพึ่งพาแร่หายากหรือแร่ที่มีปัญหาห่วงโซ่อุปทานอย่าง ลิเธียม นิกเกิล หรือโคบอลต์ ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงมาก และหาวัตถุดิบในยุโรปเองได้ง่าย
- เน้นกักเก็บไฟระดับ Grid (โครงข่ายไฟฟ้า) : ข้อเสียของมันคือ ตัวมันใหญ่ มวลเยอะ และประสิทธิภาพการชาร์จ/คายประจุสู้ลิเธียมไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการวางในสถานีไฟฟ้าที่ไม่ได้จำกัดเรื่องพื้นที่
- วิธีคิดง่ายๆ : วันไหนแดดจัด ลมแรง โซลาร์เซลล์กับกังหันลมผลิตไฟได้เกินความต้องการ ระบบจะดึงไฟไปเก็บในแบตตัวนี้ พอผ่านไปอีก 2-3 วัน แดดไม่มี ลมดับ ก็ค่อยดึงไฟจากแบต 4 วันนี้ออกมาจ่ายเข้าเมือง แทนการเปิดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนแพงและปล่อยคาร์บอน
ก่อนหน้านี้เค้าทดสอบร่วมกับ EDF ในฝรั่งเศสและที่เดลฟต์แล้ว พบว่าเก็บไฟได้ 4 วันจริงในสภาวะการใช้งานจริง ตอนนี้เพิ่งระดมทุน Series A ได้อีก 43 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตจริงจังแล้วครับ
(อ้างอิงข้อมูลข่าวจาก Electrek)
บทวิเคราะห์ เทคโนโลยีนี้เกี่ยวกับพวกเรา และคนใช้รถ EV ยังไง?
หลายคนอาจจะรู้สึกว่า "อ้าว... นี่มันเรื่องแบตเตอรี่โรงไฟฟ้า ไม่ใช่แบตเตอรี่รถยนต์นี่นา แล้วมันเกี่ยวกับคนใช้รถยังไง?"
ถ้ามองภาพกว้าง การมาของแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานระดับ Grid (Stationary Energy Storage) มีผลกระทบเชิงบวกตรงกับคนที่ใช้ หรือกำลังลังเลจะซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เต็มๆ ครับ
1. แก้จุดดับของรถ EV เรื่อง "ไฟที่ใช้ชาร์จ ไม่ใช่ไฟสะอาดจริง"
กลุ่มคนต้าน EV มักจะแซวว่า “ขับรถไฟฟ้า แต่เอาไฟจากโรงงานถ่านหิน/ก๊าซมาชาร์จ มันจะคลีนจริงเหรอ?” เทคโนโลยีแบตกักเก็บไฟ 4 วันนี้แหละคือคำตอบ เพราะมันจะช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้าเก็บพลังงานหมุนเวียน (แดด/ลม) ไว้ได้จริงๆ ไม่เหลือทิ้ง และนำมาปล่อยให้เราชาร์จรถตอนกลางคืนได้ เท่ากับว่าไฟที่เราเติมเข้าระดับตู้ชาร์จ จะกลายเป็น พลังงานสะอาด 100% อย่างแท้จริง
2. ค่าไฟชาร์จรถจะเสถียรขึ้น และอาจถูกลงในอนาคต
ปัญหาใหญ่ของค่าไฟทั่วโลกคือความผันผวนของราคาก๊าซและน้ำมัน ถ้าโรงไฟฟ้าลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในภาวะวิกฤตได้ โดยหันมาดึงไฟจากแบตเตอรี่เหล็ก-อากาศที่เก็บสะสมไว้ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าภาพรวมจะต่ำลง ผลลัพธ์คือค่า FT หรือค่าไฟตามสถานีชาร์จ (DC Fast Charge / AC) จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลก
3. ปลดล็อกภัยความมั่นคงทางพลังงาน (Grid Stability)
เมื่อมีระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่นี้คอยประคองระบบไฟฟ้า ต่อให้คนหันมาใช้รถ EV พร้อมกันทั้งเมือง จอดชาร์จไฟตอนกลับถึงบ้านพร้อมกันช่วงค่ำ ตัวโครงข่ายไฟฟ้าก็จะไม่ล้ม (Grid Collapse) เพราะมีแหล่งจ่ายไฟสำรองขนาดใหญ่ที่ปล่อยไฟออกมาช่วยพยุงระบบได้เป็นวันๆ
สรุป
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ไม่ได้แข่งกันแค่วิ่งได้ไกลขึ้นในรถยนต์ แต่เขากำลังแบ่งงานกันทำ "ในรถใช้ลิเธียม/โซเดียมที่เบาและชาร์จไว ส่วนบนดินใช้เหล็ก-อากาศที่ถูกและอึด"
การที่พลังงานสะอาดระดับโครงข่ายไฟฟ้าเริ่มนิ่งและพึ่งพาตัวเองได้แบบนี้ มันคือสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ ครับว่า โลกเรากำลังเซ็ตระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ ยุคสมัยของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Era) อย่างเต็มรูปแบบ ชนิดที่ว่าถอยหลังกลับไปใช้น้ำมันยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ
ยุโรปเอาจริง! ซุ่มพัฒนา "แบตเตอรี่เหล็ก-อากาศ" ทางรอดพลังงานสะอาด อนาคตคนใช้ EV
จุดเด่นของเจ้าแบตเตอรี่เหล็ก-อากาศที่ว่านี้คือ "มันกักเก็บไฟฟ้าได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง หรือราวๆ 4 วันเต็ม!"
ถ้าเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เราคุ้นเคยกัน แบตลิเธียมธรรมดาจะเก็บไฟและจ่ายได้ดีในระยะสั้นๆ แค่ 2–8 ชั่วโมงเท่านั้น แต่แบตเตอรี่เหล็ก-อากาศถูกออกแบบมาแก้โจทย์การเก็บไฟข้ามวันข้ามคืนโดยเฉพาะ
วัตถุดิบและหลักการทำงาน
- ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน : ใช้แค่ เหล็ก, น้ำ และอากาศ ไม่ต้องพึ่งพาแร่หายากหรือแร่ที่มีปัญหาห่วงโซ่อุปทานอย่าง ลิเธียม นิกเกิล หรือโคบอลต์ ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงมาก และหาวัตถุดิบในยุโรปเองได้ง่าย
- เน้นกักเก็บไฟระดับ Grid (โครงข่ายไฟฟ้า) : ข้อเสียของมันคือ ตัวมันใหญ่ มวลเยอะ และประสิทธิภาพการชาร์จ/คายประจุสู้ลิเธียมไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการวางในสถานีไฟฟ้าที่ไม่ได้จำกัดเรื่องพื้นที่
- วิธีคิดง่ายๆ : วันไหนแดดจัด ลมแรง โซลาร์เซลล์กับกังหันลมผลิตไฟได้เกินความต้องการ ระบบจะดึงไฟไปเก็บในแบตตัวนี้ พอผ่านไปอีก 2-3 วัน แดดไม่มี ลมดับ ก็ค่อยดึงไฟจากแบต 4 วันนี้ออกมาจ่ายเข้าเมือง แทนการเปิดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนแพงและปล่อยคาร์บอน
ก่อนหน้านี้เค้าทดสอบร่วมกับ EDF ในฝรั่งเศสและที่เดลฟต์แล้ว พบว่าเก็บไฟได้ 4 วันจริงในสภาวะการใช้งานจริง ตอนนี้เพิ่งระดมทุน Series A ได้อีก 43 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตจริงจังแล้วครับ
(อ้างอิงข้อมูลข่าวจาก Electrek)
บทวิเคราะห์ เทคโนโลยีนี้เกี่ยวกับพวกเรา และคนใช้รถ EV ยังไง?
หลายคนอาจจะรู้สึกว่า "อ้าว... นี่มันเรื่องแบตเตอรี่โรงไฟฟ้า ไม่ใช่แบตเตอรี่รถยนต์นี่นา แล้วมันเกี่ยวกับคนใช้รถยังไง?"
ถ้ามองภาพกว้าง การมาของแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานระดับ Grid (Stationary Energy Storage) มีผลกระทบเชิงบวกตรงกับคนที่ใช้ หรือกำลังลังเลจะซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เต็มๆ ครับ
1. แก้จุดดับของรถ EV เรื่อง "ไฟที่ใช้ชาร์จ ไม่ใช่ไฟสะอาดจริง"
กลุ่มคนต้าน EV มักจะแซวว่า “ขับรถไฟฟ้า แต่เอาไฟจากโรงงานถ่านหิน/ก๊าซมาชาร์จ มันจะคลีนจริงเหรอ?” เทคโนโลยีแบตกักเก็บไฟ 4 วันนี้แหละคือคำตอบ เพราะมันจะช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้าเก็บพลังงานหมุนเวียน (แดด/ลม) ไว้ได้จริงๆ ไม่เหลือทิ้ง และนำมาปล่อยให้เราชาร์จรถตอนกลางคืนได้ เท่ากับว่าไฟที่เราเติมเข้าระดับตู้ชาร์จ จะกลายเป็น พลังงานสะอาด 100% อย่างแท้จริง
2. ค่าไฟชาร์จรถจะเสถียรขึ้น และอาจถูกลงในอนาคต
ปัญหาใหญ่ของค่าไฟทั่วโลกคือความผันผวนของราคาก๊าซและน้ำมัน ถ้าโรงไฟฟ้าลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในภาวะวิกฤตได้ โดยหันมาดึงไฟจากแบตเตอรี่เหล็ก-อากาศที่เก็บสะสมไว้ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าภาพรวมจะต่ำลง ผลลัพธ์คือค่า FT หรือค่าไฟตามสถานีชาร์จ (DC Fast Charge / AC) จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลก
3. ปลดล็อกภัยความมั่นคงทางพลังงาน (Grid Stability)
เมื่อมีระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่นี้คอยประคองระบบไฟฟ้า ต่อให้คนหันมาใช้รถ EV พร้อมกันทั้งเมือง จอดชาร์จไฟตอนกลับถึงบ้านพร้อมกันช่วงค่ำ ตัวโครงข่ายไฟฟ้าก็จะไม่ล้ม (Grid Collapse) เพราะมีแหล่งจ่ายไฟสำรองขนาดใหญ่ที่ปล่อยไฟออกมาช่วยพยุงระบบได้เป็นวันๆ
สรุป
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ไม่ได้แข่งกันแค่วิ่งได้ไกลขึ้นในรถยนต์ แต่เขากำลังแบ่งงานกันทำ "ในรถใช้ลิเธียม/โซเดียมที่เบาและชาร์จไว ส่วนบนดินใช้เหล็ก-อากาศที่ถูกและอึด"
การที่พลังงานสะอาดระดับโครงข่ายไฟฟ้าเริ่มนิ่งและพึ่งพาตัวเองได้แบบนี้ มันคือสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ ครับว่า โลกเรากำลังเซ็ตระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ ยุคสมัยของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Era) อย่างเต็มรูปแบบ ชนิดที่ว่าถอยหลังกลับไปใช้น้ำมันยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ