❓ไม่เห็นมีการนำอารมณ์ของวิปัสสนามาโยนิโสฯ เลย❓

⚠️ มีผู้ศึกษาพระไตรปิฎกท่านนึงกล่าวว่า "แนวทางวิปัสสนายุคนี้ส่วนใหญ่ ไม่เห็นมีการนำอารมณ์ของวิปัสสนามาโยนิโสฯ เลย เพียงแต่ให้ติดตามดู อารมณ์นั้นไป ดูไปๆๆ แล้วปัญญามันเกิดเอง วิปัสสนาแบบนี้ ไม่ต้องเรียนปริยัติให้ลำบากก็เจริญได้"

📌 ในความเข้าใจของจขกท.อันดับแรกคือการวิปัสสนา เช่น การเจริญอานาปานสติ  ก็คือให้ตั้งมั่นในสติปัฏฐาน 4 โดยสังเกตลักษณะกาย(ลม) เวทนา จิต ธรรม ในพระสูตรบอกไว้เช่นไรเขาก็มีการสอนกันเช่นนั้นตามตำรา และในอานาปานสติสูตร หรือสติปัฏฐานสูตร ก็ไม่มีการให้โยนิโสมนสิการด้วยการนึกๆคิดๆด้วยตรรกะ แต่เป็นการเห็นสภาพธรรมที่ปรากฎตามความเป็นจริง และเมื่อปฏิบัติตามพระสูตรก็จะเป็นการบำเพ็ญโพชฌงค์ให้บริบูรณ์ได้ และเมื่อเจริญและทำโพฌชงค์ให้มากแล้ว ย่อมทำวิชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ (อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันที่ภาวนานั้นก็อาจมีการมาโยนิโสมนสิการสิ่งที่เรียนรู้จากการภาวนาด้วยการใช้ความคิดแยกต่างหากได้ด้วยเช่นกัน)

ดังนั้นที่ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกกล่าวมาด้านบนนั้นน่าจะมาจากการไม่เข้าเข้าใจปริยัติที่ตนฟังและอ่านอย่างหนึ่ง และอาจมาจากไม่เคยได้ปฏิบัติ หรืออาจจะปฏิบัติไม่เป็นจึงไม่รู้ว่าการวิปัสสนาไม่ใช่การดูอารมณ์นั้นไป ดูไปๆ แล้วสรุปว่าปัญญาจะเกิดเอง(ซึ่งคำนี้มีความหมายแง่ลบ หมายถึงถึงมิจฉาทิฏฐิ)

📌📌อันดับที่ 2 จขกท. ได้หาความหมายเพิ่มเติมของคำว่า โยนิโสมนสิการ ก็ไปเจอคำแปลในพจนานุกรมดังที่ยกมาด้านล่างนี้ จึงทราบว่าการภาวนาก็มีลักษณะที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ“ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฎกที่มีทิฏฐิในทางเดียวกันกับท่านที่จขกท.กล่าวถึงนี้ ก็ไม่ต้องกังวลว่าการเจริญวิปัสสนาของผู้ภาวนานั้นจะขาดการโยนิโสมนสิการขณะกำลังภาวนาตามพระสูตร ไปได้เลย

❌แต่ถ้าจะให้การวิปัสสนาภาวนานั้นมีการโยนิโสฯด้วยการใช้ความคิดไปพลางและภาวนาไปพลางตามความเข้าใจของท่านย่อมไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการปฏิบัติไปผิดๆตามมติของใครก็ไม่รู้ จขกท.จึงขอแนะนำให้ผู้ที่ศึกษาจากตำราหาข้อมูลให้มากและแนะนำให้มีการปฏิบัติไปด้วย จะได้เข้าใจหลักปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่คิดเองเออเอง ธรรมะไม่ใช่ง่ายๆที่จะท่องจำจากตำราอย่างเดียวแล้วจะเข้าใจลึกซึ้งถึงแก่น

ธรรมที่ได้รับการยกย่องคล้ายกับโยนิโสฯ

    ธรรมข้ออื่น ที่ได้รับยกย่องคล้ายกับโยนิโสมนสิการนี้ ในบางแง่ ได้แก่ อัปปมาทะ (ความไม่ประมาท - earnestness; diligence), วิริยารัมภะ (การปรารภความเพียร, ทำความเพียรมุ่งมั่น - instigation of energy; energetic effort), อัปปิจฉตา (ความมักน้อย, ไม่เห็นแก่ได้ - fewness of wishes; paucity of selfish desire), สันตุฏฐี (ความสันโดษ - contentment),  สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว, สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา)- awareness; full comprehension); กุสลธัมมานุโยค (การหมั่นประกอบกุศลธรรม - pursuit of virtue); ฉันทสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ - possession of will), อัตตสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว - self-possession; self-realization), ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ - possession of right view), และ อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ - possession of earnestness)


https://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%E2%C2%B9%D4%E2%CA%C1%B9%CA%D4%A1%D2%C3&detail=on

#โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน คือ รู้ตัวตระหนักชัดอยู่ตลอดเวลาถึงสิ่งที่เป็นกิจ หน้าที่ เป็นตัวงาน เป็นจุดของเรื่องที่ตนกระทำ ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรอื่น #ก็รู้ตระหนักอยู่ #ไม่ปล่อยให้เลือนหายไป มิใช่ว่าพอทำอะไรอื่น หรือไปพบสิ่งอื่นเรื่องอื่น ก็เตลิดเพริดไปกับสิ่งนั้นเรื่องนั้น เป็นนกบินไม่กลับรัง ⚡โดยเฉพาะการไม่ทิ้งอารมณ์กรรมฐาน



https://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=189

🎯 และถ้านำ “โคจรสัมปชัญญะ“ มาเทียบเคียงกับมิลินทปัญหา ที่พระนาคเสนตอบเรื่องมนสิการลักษณะว่า  "มือซ้ายที่ถือรวงข้าวไว้ได้แก่โยนิโสมนสิการ อันมีลักษณะถือเอา  จึงตรงกับลักษณะโคจรสัมปชัญญะ นั่นเอง ซึ่งขณะเจริญอานาปานสติ หรือเจริญสติปัฏฐาน 4 ตามพระสูตร โคจรสัมปชัญญะ ย่อมเกิดอยู่แล้ว ทำให้สามารถเรียกว่ามีการโยนิโสมนสิการอยู่ทุกขณะ ย่อมได้



https://84000.org/tipitaka/milin/milin.php?i=12
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่