สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกคน
วันนี้ผมขอมาเปิดประเด็นเรื่องที่โคตรจะละเอียดอ่อน แต่ก็โคตรจะสำคัญสำหรับทุกคู่รักบนโลกใบนี้ครับ นั่นก็คือ "เรื่องเงินๆ ทองๆ ของคนสองคน" นั่นเอง! หลายคู่รักคงเคยเถียงกัน เอ๊ย! เคยปรึกษากันว่าจะ "แยกกระเป๋า" หรือ "รวมกระเป๋า" ดี หรือบางทีก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องที่บั่นทอนความสัมพันธ์ไปซะอย่างนั้น
เอางี้ครับ ในฐานะที่ผมก็ผ่านร้อนผ่านหนาวเรื่องนี้มาพอสมควร (ฮ่าๆ) ผมจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ สไตล์เพื่อนคุยเพื่อน พร้อมสอดแทรกความฮาตามฉบับของผมนี่แหละครับ ว่าแต่ละแบบมันมีข้อดีข้อเสียยังไง และแบบไหนที่น่าจะเหมาะกับคู่คุณที่สุด มาดูกันครับ!
แบบที่ 1 "แยกกระเป๋า" – ใครใคร่มาร์ก ใครใคร่ใช้ ส่วนใครส่วนมัน
วิธีนี้คือ ต่างคนต่างมีบัญชีของตัวเอง มีเงินเดือนเข้าบัญชีตัวเอง ใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเอง ไม่ต้องมานั่งรายงาน ไม่ต้องมาคอยขออนุญาต ข้อดีของมันชัดเจนเลยครับ คือ "อิสระเสรี" เต็มที่!
ข้อดี
อิสระทางการเงิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากเปย์อะไรก็เปย์ ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องโดนบ่นว่า "ซื้ออะไรมาอีกแล้วเนี่ย!"
ลดความขัดแย้ง เพราะไม่มีใครมานั่งจับผิดว่าอีกฝ่ายใช้เงินเยอะไปมั้ย ซื้อของไร้สาระรึเปล่า
ความเป็นส่วนตัว บางทีเราก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัวในการตัดสินใจเรื่องเงินบ้างครับ
รับผิดชอบตัวเอง ใครหาได้เท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ ก็รับผิดชอบเองไปเลย
ข้อเสีย
ความรู้สึกเป็น "ทีม" น้อยลง บางทีมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนต่างคนต่างอยู่ พอมีเรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินร่วมกัน อาจจะตกลงกันยาก
ไม่มีความโปร่งใส บางคู่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมีเงินเท่าไหร่ มีหนี้สินอะไรรึเปล่า
ต้องมานั่งหาร ค่าใช้จ่ายส่วนกลางเช่น ค่าอาหาร ค่าเที่ยว หรือค่าผ่อนบ้าน อาจจะต้องมานั่งหารกันทุกครั้ง ซึ่งบางทีก็ยุ่งยากครับ
แบบที่ 2 "รวมกระเป๋า" – รักกันแล้วก็ต้องรวมเงินกันสิ!
แบบนี้คือ เงินเดือนออกปุ๊บ โอนมารวมกันเลยในบัญชีเดียว แล้วก็ใช้จ่ายจากกองกลางนี้แหละครับ ให้ความรู้สึกว่า "เราคือคนๆ เดียวกัน" สูงมาก
ข้อดี
ความเป็น "ทีม" สูงปรี๊ด ทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายทางการเงินร่วมกัน มองเห็นภาพรวมว่ามีเงินเท่าไหร่ ใช้ไปกับอะไร
ความโปร่งใส 100% ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ
ง่ายต่อการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางไม่ต้องมานั่งหาร เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกันอยู่แล้ว
วางแผนอนาคตร่วมกันได้ดี อยากซื้อบ้าน อยากมีลูก อยากเกษียณเร็ว ก็วางแผนร่วมกันได้ง่ายขึ้นครับ
ข้อเสีย
เสียความเป็นส่วนตัว จะซื้ออะไรทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีก กลัวโดนอีกฝ่ายว่าเอา
อาจเกิดการควบคุม บางครั้งคนที่หาเงินได้เยอะกว่า หรือคนที่บริหารจัดการเงินเก่งกว่า อาจจะเผลอไปควบคุมอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
ความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่าย นี่แหละครับตัวดีเลย คนนึงอยากซื้อของ อีกคนบอกว่าไม่จำเป็น ก็ทะเลาะกันสิครับ!
ความรู้สึกไม่เท่าเทียม ถ้าคนนึงรายได้เยอะกว่ามาก แต่อีกคนรายได้น้อยกว่า อาจจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องใช้เงินก้อนเดียวกัน
แบบที่ 3 "ไฮบริด" หรือ "ลูกผสม" – ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับหลายๆ คู่!
นี่แหละครับ คือสูตรลับที่ผมอยากแนะนำ! คือการรวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ส่วนตัวผมมองว่าวิธีนี้เวิร์กที่สุดครับ
คอนเซ็ปต์คือ
1. ต่างคนต่างมีบัญชีส่วนตัว สำหรับเงินเดือนที่เข้าและใช้จ่ายส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละคน (เช่น ค่ากาแฟ ค่าของใช้ส่วนตัวเล็กๆ ที่ไม่กระทบภาพรวม)
2. มีบัญชีกลาง (บัญชีร่วม) อีก 1 บัญชี สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมด เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่ารถยนต์ ค่าเทอมลูก ค่าอาหาร ค่าท่องเที่ยว หรือเงินออมเพื่อเป้าหมายร่วมกัน
วิธีการทำแบบง่ายๆ
ตกลงกันว่าอะไรคือ "ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง" ลิสต์ออกมาให้ชัดเจน เช่น ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าอาหาร (ถ้ากินด้วยกันบ่อย), ค่าเทอมลูก, เงินออมเพื่อการศึกษา/ท่องเที่ยว/เกษียณ
ตกลงกันว่าแต่ละคนจะ "ลงขัน" เท่าไหร่
แบบเท่ากัน ถ้าเงินเดือนใกล้เคียงกัน หารครึ่งไปเลยครับ แฟร์ๆ
แบบตามสัดส่วนรายได้ ถ้าคนนึงเงินเดือนเยอะกว่ามาก อาจจะลงขันเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น คนเงินเดือนเยอะออก 70% คนเงินเดือนน้อยออก 30% หรือตามที่ตกลงกัน
แบบคนนึงออกเยอะกว่าสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมด อีกคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น สามีรับผิดชอบค่าบ้านทั้งหมด ภรรยารับผิดชอบค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในบ้านอื่นๆ
โอนเงินเข้าบัญชีร่วมเป็นประจำ อาจจะเป็นทุกต้นเดือนหลังจากเงินเดือนออก เพื่อให้บัญชีกลางมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่ตกลงกันไว้
ที่สำคัญที่สุดคือ "คุยกัน" เป็นประจำ เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันบ่อยๆ ครับ ไม่ใช่แค่เดือนละครั้ง แต่เมื่อมีค่าใช้จ่ายพิเศษ หรืออยากใช้เงินก้อนใหญ่ ต้องปรึกษากันเสมอครับ
จำไว้นะครับเพื่อนๆ พี่ๆ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกคู่รักครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การสื่อสาร" และ "ความเข้าใจ" ซึ่งกันและกันครับ การเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าคุยกันอย่างเปิดอก เข้าใจเป้าหมายของกันและกัน และยอมรับในความแตกต่างของอีกฝ่ายได้ ปัญหาเรื่องเงินก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่มาบั่นทอนความรักของคุณอีกต่อไปครับ
ลองเอาไปปรับใช้กับคู่ของคุณดูนะครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับผม!
แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้าครับ!
รักกันต้องรวมเงินไหม? เปิดอกคุยเรื่องกระเป๋าเงินคู่รัก: แยก-รวม แบบไหนเวิร์กสุด (และไม่ทะเลาะกัน) ครับ!
วันนี้ผมขอมาเปิดประเด็นเรื่องที่โคตรจะละเอียดอ่อน แต่ก็โคตรจะสำคัญสำหรับทุกคู่รักบนโลกใบนี้ครับ นั่นก็คือ "เรื่องเงินๆ ทองๆ ของคนสองคน" นั่นเอง! หลายคู่รักคงเคยเถียงกัน เอ๊ย! เคยปรึกษากันว่าจะ "แยกกระเป๋า" หรือ "รวมกระเป๋า" ดี หรือบางทีก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องที่บั่นทอนความสัมพันธ์ไปซะอย่างนั้น
เอางี้ครับ ในฐานะที่ผมก็ผ่านร้อนผ่านหนาวเรื่องนี้มาพอสมควร (ฮ่าๆ) ผมจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ สไตล์เพื่อนคุยเพื่อน พร้อมสอดแทรกความฮาตามฉบับของผมนี่แหละครับ ว่าแต่ละแบบมันมีข้อดีข้อเสียยังไง และแบบไหนที่น่าจะเหมาะกับคู่คุณที่สุด มาดูกันครับ!
แบบที่ 1 "แยกกระเป๋า" – ใครใคร่มาร์ก ใครใคร่ใช้ ส่วนใครส่วนมัน
วิธีนี้คือ ต่างคนต่างมีบัญชีของตัวเอง มีเงินเดือนเข้าบัญชีตัวเอง ใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเอง ไม่ต้องมานั่งรายงาน ไม่ต้องมาคอยขออนุญาต ข้อดีของมันชัดเจนเลยครับ คือ "อิสระเสรี" เต็มที่!
ข้อดี
อิสระทางการเงิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากเปย์อะไรก็เปย์ ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องโดนบ่นว่า "ซื้ออะไรมาอีกแล้วเนี่ย!"
ลดความขัดแย้ง เพราะไม่มีใครมานั่งจับผิดว่าอีกฝ่ายใช้เงินเยอะไปมั้ย ซื้อของไร้สาระรึเปล่า
ความเป็นส่วนตัว บางทีเราก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัวในการตัดสินใจเรื่องเงินบ้างครับ
รับผิดชอบตัวเอง ใครหาได้เท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ ก็รับผิดชอบเองไปเลย
ข้อเสีย
ความรู้สึกเป็น "ทีม" น้อยลง บางทีมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนต่างคนต่างอยู่ พอมีเรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินร่วมกัน อาจจะตกลงกันยาก
ไม่มีความโปร่งใส บางคู่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมีเงินเท่าไหร่ มีหนี้สินอะไรรึเปล่า
ต้องมานั่งหาร ค่าใช้จ่ายส่วนกลางเช่น ค่าอาหาร ค่าเที่ยว หรือค่าผ่อนบ้าน อาจจะต้องมานั่งหารกันทุกครั้ง ซึ่งบางทีก็ยุ่งยากครับ
แบบที่ 2 "รวมกระเป๋า" – รักกันแล้วก็ต้องรวมเงินกันสิ!
แบบนี้คือ เงินเดือนออกปุ๊บ โอนมารวมกันเลยในบัญชีเดียว แล้วก็ใช้จ่ายจากกองกลางนี้แหละครับ ให้ความรู้สึกว่า "เราคือคนๆ เดียวกัน" สูงมาก
ข้อดี
ความเป็น "ทีม" สูงปรี๊ด ทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายทางการเงินร่วมกัน มองเห็นภาพรวมว่ามีเงินเท่าไหร่ ใช้ไปกับอะไร
ความโปร่งใส 100% ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ
ง่ายต่อการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางไม่ต้องมานั่งหาร เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกันอยู่แล้ว
วางแผนอนาคตร่วมกันได้ดี อยากซื้อบ้าน อยากมีลูก อยากเกษียณเร็ว ก็วางแผนร่วมกันได้ง่ายขึ้นครับ
ข้อเสีย
เสียความเป็นส่วนตัว จะซื้ออะไรทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีก กลัวโดนอีกฝ่ายว่าเอา
อาจเกิดการควบคุม บางครั้งคนที่หาเงินได้เยอะกว่า หรือคนที่บริหารจัดการเงินเก่งกว่า อาจจะเผลอไปควบคุมอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
ความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่าย นี่แหละครับตัวดีเลย คนนึงอยากซื้อของ อีกคนบอกว่าไม่จำเป็น ก็ทะเลาะกันสิครับ!
ความรู้สึกไม่เท่าเทียม ถ้าคนนึงรายได้เยอะกว่ามาก แต่อีกคนรายได้น้อยกว่า อาจจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องใช้เงินก้อนเดียวกัน
แบบที่ 3 "ไฮบริด" หรือ "ลูกผสม" – ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับหลายๆ คู่!
นี่แหละครับ คือสูตรลับที่ผมอยากแนะนำ! คือการรวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ส่วนตัวผมมองว่าวิธีนี้เวิร์กที่สุดครับ
คอนเซ็ปต์คือ
1. ต่างคนต่างมีบัญชีส่วนตัว สำหรับเงินเดือนที่เข้าและใช้จ่ายส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละคน (เช่น ค่ากาแฟ ค่าของใช้ส่วนตัวเล็กๆ ที่ไม่กระทบภาพรวม)
2. มีบัญชีกลาง (บัญชีร่วม) อีก 1 บัญชี สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมด เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่ารถยนต์ ค่าเทอมลูก ค่าอาหาร ค่าท่องเที่ยว หรือเงินออมเพื่อเป้าหมายร่วมกัน
วิธีการทำแบบง่ายๆ
ตกลงกันว่าอะไรคือ "ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง" ลิสต์ออกมาให้ชัดเจน เช่น ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าอาหาร (ถ้ากินด้วยกันบ่อย), ค่าเทอมลูก, เงินออมเพื่อการศึกษา/ท่องเที่ยว/เกษียณ
ตกลงกันว่าแต่ละคนจะ "ลงขัน" เท่าไหร่
แบบเท่ากัน ถ้าเงินเดือนใกล้เคียงกัน หารครึ่งไปเลยครับ แฟร์ๆ
แบบตามสัดส่วนรายได้ ถ้าคนนึงเงินเดือนเยอะกว่ามาก อาจจะลงขันเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น คนเงินเดือนเยอะออก 70% คนเงินเดือนน้อยออก 30% หรือตามที่ตกลงกัน
แบบคนนึงออกเยอะกว่าสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมด อีกคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น สามีรับผิดชอบค่าบ้านทั้งหมด ภรรยารับผิดชอบค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในบ้านอื่นๆ
โอนเงินเข้าบัญชีร่วมเป็นประจำ อาจจะเป็นทุกต้นเดือนหลังจากเงินเดือนออก เพื่อให้บัญชีกลางมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่ตกลงกันไว้
ที่สำคัญที่สุดคือ "คุยกัน" เป็นประจำ เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันบ่อยๆ ครับ ไม่ใช่แค่เดือนละครั้ง แต่เมื่อมีค่าใช้จ่ายพิเศษ หรืออยากใช้เงินก้อนใหญ่ ต้องปรึกษากันเสมอครับ
จำไว้นะครับเพื่อนๆ พี่ๆ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกคู่รักครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การสื่อสาร" และ "ความเข้าใจ" ซึ่งกันและกันครับ การเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าคุยกันอย่างเปิดอก เข้าใจเป้าหมายของกันและกัน และยอมรับในความแตกต่างของอีกฝ่ายได้ ปัญหาเรื่องเงินก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่มาบั่นทอนความรักของคุณอีกต่อไปครับ
ลองเอาไปปรับใช้กับคู่ของคุณดูนะครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับผม!
แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้าครับ!