นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ข้าราชการส่วนใหญ่ ไม่เบื่อ-ไม่คิดลาออก ชี้หน่วยงานมีงานมากกว่าคน
https://www.matichon.co.th/local/news_5839381
.

.
นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ข้าราชการส่วนใหญ่ ไม่เบื่อ-ไม่คิดลาออก ชี้หน่วยงานมีงานมากกว่าคน
.
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “อยู่ราชการต่อ หรือลาก่อนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18-59 ปี ประกอบอาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และยังคงทำงานอยู่ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความรู้สึกต่อการทำงานในหน่วยงานราชการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจรับราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 78.85 ระบุว่า เป็นงานที่มั่นคง
รองลงมา ร้อยละ 54.12 ระบุว่า สวัสดิการดี
ร้อยละ 23.28 ระบุว่า เงินเดือนดี
ร้อยละ 22.90 ระบุว่า เป็นความต้องการของครอบครัว คนรอบข้าง
ร้อยละ 21.37 ระบุว่า เป็นความใฝ่ฝันของตนเองตั้งนานแล้ว
ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และครอบครัว
ร้อยละ 8.32 ระบุว่า ต้องการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน
ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่รู้จะทำอะไรดี ขอแค่มีงานทำก็พอ
ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ต้องการมียศถาบรรดาศักดิ์ (ยศ เกียรติคุณ ตำแหน่ง ฐานะ)
ร้อยละ 1.68 ระบุว่า อยู่ราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญา
ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ต้องการใช้อำนาจรัฐ
และร้อยละ 0.53 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ใกล้บ้าน และงานตรงกับสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษา
.
ด้านความรู้สึกเบื่อจากการทำงานในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 50.08 ระบุว่า ไม่เบื่อ และไม่คิดที่จะลาออก
รองลงมา ร้อยละ 19.01 ระบุว่า เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว
ร้อยละ 13.89 ระบุว่า เบื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร
ร้อยละ 7.02 ระบุว่า ไม่เบื่อ แต่ก็พร้อมจะลาออก หากมีโอกาสอื่น ๆ ที่ดีกว่า
ร้อยละ 6.72 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากมีงานใหม่ที่ดีกว่า
ร้อยละ 5.95 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด หากมีโอกาส
ร้อยละ 5.27 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากรวยเพียงพอ
ร้อยละ 2.67 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกได้ตลอดเวลา
และร้อยละ 2.37 ระบุว่า เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อใช้ทุน
.
สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทำอยู่มีคนมากกว่างาน หรือมีงานมากกว่าคน พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า มีงานมากกว่าคน
รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า จำนวนคนและงานที่มีเหมาะสมดีแล้ว
และร้อยละ 10.99 ระบุว่า มีคนมากกว่างาน
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 64.05 ระบุว่า เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
รองลงมา ร้อยละ 24.66 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการทุกประเภท
ร้อยละ 20.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ
ร้อยละ 19.24 ระบุว่า เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป
ร้อยละ 13.36 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย
ร้อยละ 12.37 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
ร้อยละ 11.37 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกกลุ่มอายุ
และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่เคยรับรู้ หรือไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการเลย
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.23 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.63 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 16.72 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.43 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 8.17 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 เป็นเพศชาย และร้อยละ 50.69 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 5.57 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 27.18 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 27.33 อายุ 36-45 ปี และร้อยละ 39.92 อายุ 46-59 ปี โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.50 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.74 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.76 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 44.66 สถานภาพโสด ร้อยละ 54.04 สมรส และร้อยละ 1.30 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 8.63 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.23 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 58.55 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 23.59 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 92.06 ประกอบอาชีพรับราชการ/พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ และร้อยละ 7.94 พนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 38.70 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 26.10 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 16.56 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 6.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 4.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 1.30 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 3.97 ไม่ระบุรายได้.
.
.
ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติ กับดักทำรธน.ใหม่ไม่ได้ อยู่ที่คำวินิฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์รณรงค์ใหม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5839254
.
ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติรธน. กับดักทำฉบับใหม่ไม่ได้ อยู่ที่คำวินิฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์ จัดรูปขบวนรณรงค์ใหม่
.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์การเมืองไทย ว่า
.
10 ปี ประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ได้เวลาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่
.
วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้กติกาไม่เป็นธรรม ฝ่ายไม่เห็นชอบ รณรงค์ได้อย่างยากลำบาก หลายคนถูกจับกุม ดำเนินคดี ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบชนะไป 16,820,402 เสียง
.
เกือบ 10 ปีให้หลัง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนออกเสียงประชามติ ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่“ ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 21,621,638 การออกเสียงประชามติผ่านมาแล้ว 6 เดือน จนมาถึงวันนี้ 7 สิงหา 69 ครบบรรจบ 10 ปีการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา 59 พอดี
.
ถึงเวลาอันควรที่จะต้องยืนยันว่า ตกลงแล้ว ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจกำหนดระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ เห็นกันอย่างไร? ประจักษ์พยานชัดเจน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บอกว่า แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ จนวันนี้ ทั้งๆที่คะแนนเสียงถล่มทลายขนาดนี้ เหตุใดรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เกิด ?
.
เหตุผล คือ เราไป “ติดกับ” อยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า มีรัฐธรรมนูญใหม่ ได้ แต่ต้องผ่านประชามติ และต้องยกร่างโดยรัฐสภา ทำให้ สมาชิกรัฐสภา คิดคำนวณว่า แม้จะมีประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว แต่ก็ต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ และเอาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พรรคการเมือง ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จึงต้องหมกมุ่นถกเถียงกันว่า จะออกแบบรูปแบบองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
.
ผมเห็นว่า ณ เวลานี้ การเดินตามศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการตีโจทย์ผิด ผมอยากเสนอว่า เราลองมาตีโจทย์กันใหม่ ดังนี้ ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ได้แสดงออกอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 8 ก.พ.69 แล้วว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้นตำรับ หรือที่ในทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียกว่า Pouvoir constituant originaire กล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการใช้ ปฐมอำนาจสูงสุด ซึ่งติดตัวประชาชนมาแต่กำเนิด ในฐานะที่ประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองที่ทุกคนต้องอยู่อาศัยร่วมกัน
.
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่รัฐสภาใช้ตรากฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ทำคำวินิจฉัย
.
เช่นนี้แล้ว เราจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร
.
ก็ในเมื่ออำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้บอกแล้วว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 60 ประชาชนต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งก็รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่กำเนิดมาตามรัฐธรรมนูญ 60 ด้วย แล้วเราจะเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นตัวกำหนดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร?
ฐานความชอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ.69 ทรงพลังมาก ไม่มีความจำเป็นใดที่เราต้องกังวลกับ “กรงขัง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญล้อมคอกเราไว้
.
ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ทางความคิด ให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินนี้ ได้เข้าใจตรงกันว่า ประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีศักดิ์สถานะทางอำนาจ สูงกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
.
ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจออกคำวินิจฉัยจากรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้มา แต่ประชาชน ใช้อำนาจตามธรรมชาติ สัมบูรณ์ ไร้ขีดจำกัด สูงสุด บอกว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่
.
ศาลรัฐธรรมนูญ ที่คลอดออกมาจากรัฐธรรมนูญ 60 จึงไม่มีวันที่จะใหญ่กว่า ประชาชน ผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงศักยภาพในการทำลายรัฐธรรมนูญเดิม และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ได้นิจนิรันดร์
.
ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี ประชามติ 7 สิงหาคม 59 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 นี้ ผมอยากเสนอว่า เราควรนำประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” กลับมาชูธงเป็นคำขวัญ เพื่อสร้างแนวร่วมประชาชนต่อต้านระบอบปรสิตที่อาศัยเติบโตจากรัฐธรรมนูญ 60 ด้วยเหตุผล ดังนี้
.
1. ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เป็นประเด็นที่เอื้อต่อการสร้างแนวร่วมประชาชนออกไปในวงกว้าง ง่ายต่อการเข้าถึง โดนใจคนทุกกลุ่ม ไม่ติดอยู่กับความเป็นมวลชนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
.
2. การรณรงค์ “รัฐธรรมนูญใหม่” มีเนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญหาชีวิตประจำวัน และปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แต่ละคนเผชิญอยู่
.
วุฒิสภา มาจากไหน ต้องมีหรือไม่ ระบบเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาล องค์กรอิสระ ควรเป็นอย่างไร หมวด 1 หมวด 2 หมวดอื่นๆ ว่าอย่างไร การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ การปราบทุจริต สิทธิ เสรีภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต ที่ดินทำกิน สวัสดิการ อีกสารพัดเรื่อง ต่างก็มี ”ห่วงโซ่ความเขื่อมโยง“ กลับมาที่ ”รัฐธรรมนูญ“ เช่นนี้ เอง เราสามารถรณรงค์หลากหลายประเด็น ภายใต้ร่ม ”รัฐธรรมนูญ”
JJNY : นิด้าโพลเผยผลสำรวจ ขรก.ส่วนใหญ่│ปิยบุตรชี้ 10ปีประชามติ กับดักทำรธน.ใหม่ไม่ได้│ทวีชี้มหากาพย์โกงสอบ│ทั่วไทยฝนถล่ม
https://www.matichon.co.th/local/news_5839381
.
.
นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ข้าราชการส่วนใหญ่ ไม่เบื่อ-ไม่คิดลาออก ชี้หน่วยงานมีงานมากกว่าคน
.
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “อยู่ราชการต่อ หรือลาก่อนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18-59 ปี ประกอบอาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และยังคงทำงานอยู่ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความรู้สึกต่อการทำงานในหน่วยงานราชการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจรับราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 78.85 ระบุว่า เป็นงานที่มั่นคง
รองลงมา ร้อยละ 54.12 ระบุว่า สวัสดิการดี
ร้อยละ 23.28 ระบุว่า เงินเดือนดี
ร้อยละ 22.90 ระบุว่า เป็นความต้องการของครอบครัว คนรอบข้าง
ร้อยละ 21.37 ระบุว่า เป็นความใฝ่ฝันของตนเองตั้งนานแล้ว
ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และครอบครัว
ร้อยละ 8.32 ระบุว่า ต้องการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน
ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่รู้จะทำอะไรดี ขอแค่มีงานทำก็พอ
ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ต้องการมียศถาบรรดาศักดิ์ (ยศ เกียรติคุณ ตำแหน่ง ฐานะ)
ร้อยละ 1.68 ระบุว่า อยู่ราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญา
ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ต้องการใช้อำนาจรัฐ
และร้อยละ 0.53 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ใกล้บ้าน และงานตรงกับสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษา
.
ด้านความรู้สึกเบื่อจากการทำงานในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 50.08 ระบุว่า ไม่เบื่อ และไม่คิดที่จะลาออก
รองลงมา ร้อยละ 19.01 ระบุว่า เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว
ร้อยละ 13.89 ระบุว่า เบื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร
ร้อยละ 7.02 ระบุว่า ไม่เบื่อ แต่ก็พร้อมจะลาออก หากมีโอกาสอื่น ๆ ที่ดีกว่า
ร้อยละ 6.72 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากมีงานใหม่ที่ดีกว่า
ร้อยละ 5.95 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด หากมีโอกาส
ร้อยละ 5.27 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากรวยเพียงพอ
ร้อยละ 2.67 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกได้ตลอดเวลา
และร้อยละ 2.37 ระบุว่า เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อใช้ทุน
.
สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทำอยู่มีคนมากกว่างาน หรือมีงานมากกว่าคน พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า มีงานมากกว่าคน
รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า จำนวนคนและงานที่มีเหมาะสมดีแล้ว
และร้อยละ 10.99 ระบุว่า มีคนมากกว่างาน
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ พบว่า
ตัวอย่าง ร้อยละ 64.05 ระบุว่า เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
รองลงมา ร้อยละ 24.66 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการทุกประเภท
ร้อยละ 20.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ
ร้อยละ 19.24 ระบุว่า เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป
ร้อยละ 13.36 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย
ร้อยละ 12.37 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
ร้อยละ 11.37 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกกลุ่มอายุ
และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่เคยรับรู้ หรือไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการเลย
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.23 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.63 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 16.72 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.43 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 8.17 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 เป็นเพศชาย และร้อยละ 50.69 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 5.57 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 27.18 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 27.33 อายุ 36-45 ปี และร้อยละ 39.92 อายุ 46-59 ปี โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.50 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.74 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.76 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 44.66 สถานภาพโสด ร้อยละ 54.04 สมรส และร้อยละ 1.30 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 8.63 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.23 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 58.55 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 23.59 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 92.06 ประกอบอาชีพรับราชการ/พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ และร้อยละ 7.94 พนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 1.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 38.70 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 26.10 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 16.56 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 6.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 4.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 1.30 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 3.97 ไม่ระบุรายได้.
.
.
ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติ กับดักทำรธน.ใหม่ไม่ได้ อยู่ที่คำวินิฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์รณรงค์ใหม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5839254
.
ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติรธน. กับดักทำฉบับใหม่ไม่ได้ อยู่ที่คำวินิฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์ จัดรูปขบวนรณรงค์ใหม่
.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์การเมืองไทย ว่า
.
10 ปี ประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ได้เวลาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่
.
วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้กติกาไม่เป็นธรรม ฝ่ายไม่เห็นชอบ รณรงค์ได้อย่างยากลำบาก หลายคนถูกจับกุม ดำเนินคดี ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบชนะไป 16,820,402 เสียง
.
เกือบ 10 ปีให้หลัง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนออกเสียงประชามติ ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่“ ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 21,621,638 การออกเสียงประชามติผ่านมาแล้ว 6 เดือน จนมาถึงวันนี้ 7 สิงหา 69 ครบบรรจบ 10 ปีการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา 59 พอดี
.
ถึงเวลาอันควรที่จะต้องยืนยันว่า ตกลงแล้ว ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจกำหนดระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ เห็นกันอย่างไร? ประจักษ์พยานชัดเจน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บอกว่า แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ จนวันนี้ ทั้งๆที่คะแนนเสียงถล่มทลายขนาดนี้ เหตุใดรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เกิด ?
.
เหตุผล คือ เราไป “ติดกับ” อยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า มีรัฐธรรมนูญใหม่ ได้ แต่ต้องผ่านประชามติ และต้องยกร่างโดยรัฐสภา ทำให้ สมาชิกรัฐสภา คิดคำนวณว่า แม้จะมีประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว แต่ก็ต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ และเอาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พรรคการเมือง ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จึงต้องหมกมุ่นถกเถียงกันว่า จะออกแบบรูปแบบองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
.
ผมเห็นว่า ณ เวลานี้ การเดินตามศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการตีโจทย์ผิด ผมอยากเสนอว่า เราลองมาตีโจทย์กันใหม่ ดังนี้ ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ได้แสดงออกอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 8 ก.พ.69 แล้วว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นี่คือการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้นตำรับ หรือที่ในทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียกว่า Pouvoir constituant originaire กล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการใช้ ปฐมอำนาจสูงสุด ซึ่งติดตัวประชาชนมาแต่กำเนิด ในฐานะที่ประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองที่ทุกคนต้องอยู่อาศัยร่วมกัน
.
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่รัฐสภาใช้ตรากฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ทำคำวินิจฉัย
.
เช่นนี้แล้ว เราจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร
.
ก็ในเมื่ออำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้บอกแล้วว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 60 ประชาชนต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งก็รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่กำเนิดมาตามรัฐธรรมนูญ 60 ด้วย แล้วเราจะเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นตัวกำหนดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร?
ฐานความชอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ.69 ทรงพลังมาก ไม่มีความจำเป็นใดที่เราต้องกังวลกับ “กรงขัง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญล้อมคอกเราไว้
.
ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ทางความคิด ให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินนี้ ได้เข้าใจตรงกันว่า ประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีศักดิ์สถานะทางอำนาจ สูงกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
.
ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจออกคำวินิจฉัยจากรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้มา แต่ประชาชน ใช้อำนาจตามธรรมชาติ สัมบูรณ์ ไร้ขีดจำกัด สูงสุด บอกว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่
.
ศาลรัฐธรรมนูญ ที่คลอดออกมาจากรัฐธรรมนูญ 60 จึงไม่มีวันที่จะใหญ่กว่า ประชาชน ผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงศักยภาพในการทำลายรัฐธรรมนูญเดิม และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ได้นิจนิรันดร์
.
ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี ประชามติ 7 สิงหาคม 59 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 นี้ ผมอยากเสนอว่า เราควรนำประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” กลับมาชูธงเป็นคำขวัญ เพื่อสร้างแนวร่วมประชาชนต่อต้านระบอบปรสิตที่อาศัยเติบโตจากรัฐธรรมนูญ 60 ด้วยเหตุผล ดังนี้
.
1. ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เป็นประเด็นที่เอื้อต่อการสร้างแนวร่วมประชาชนออกไปในวงกว้าง ง่ายต่อการเข้าถึง โดนใจคนทุกกลุ่ม ไม่ติดอยู่กับความเป็นมวลชนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
.
2. การรณรงค์ “รัฐธรรมนูญใหม่” มีเนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญหาชีวิตประจำวัน และปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แต่ละคนเผชิญอยู่
.
วุฒิสภา มาจากไหน ต้องมีหรือไม่ ระบบเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาล องค์กรอิสระ ควรเป็นอย่างไร หมวด 1 หมวด 2 หมวดอื่นๆ ว่าอย่างไร การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ การปราบทุจริต สิทธิ เสรีภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต ที่ดินทำกิน สวัสดิการ อีกสารพัดเรื่อง ต่างก็มี ”ห่วงโซ่ความเขื่อมโยง“ กลับมาที่ ”รัฐธรรมนูญ“ เช่นนี้ เอง เราสามารถรณรงค์หลากหลายประเด็น ภายใต้ร่ม ”รัฐธรรมนูญ”