ลูกค้าชิลีซื้อเสื้อราคา 55,990 เปโซ ก่อนพบเสื้อหน้าตาคล้ายกันขายเพียงครึ่งราคา
ลูกค้ารายหนึ่งโพสต์วิดีโอลง TikTok หลังจากซื้อเสื้อ Polar จาก Wild Lama ในราคา 55,990 เปโซชิลี (หรือประมาณ 2,000 บาท)
แต่หลังจากนั้น เธอไปเจอเสื้อที่ดูคล้ายกันมากในร้านที่ศูนย์การค้า Alto Las Condes โดยเป็นเสื้อของ Billabong
ราคาที่กำลังลดอยู่คือเพียง 27,990 เปโซ (หรือประมาณ 1,000 บาท ) ถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง
ที่ทำให้เธอสงสัยมากคือ เมื่อเอาเสื้อสองตัวมาเทียบกัน ทั้ง ด้านนอกและด้านใน รวมถึงเนื้อผ้าขนแกะเทียม (chiporro) ดูคล้ายกันมาก เพียงแต่ติดป้ายคนละแบรนด์
แต่มีจุดสำคัญเรื่องราคา
เสื้อของ Billabong ตัวที่ลูกค้าเจอ เป็นสินค้าลดราคา โดยราคาปกติอยู่ที่ประมาณ 39,990 เปโซ (ประมาณ 1400 บาท)
ขณะที่ Wild Lama ขายในเว็บไซต์อยู่ที่ประมาณ 54,990 เปโซ(เกือบ 2000) ซึ่งถูกกว่าราคาหน้าร้านิดหน่อย
ดังนั้น แม้จะไม่ใช่การเปรียบเทียบราคาปกติกับราคาปกติโดยตรง แต่ส่วนต่างก็ยังค่อนข้างมาก
ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นดราม่า?
ประเด็นไม่ได้มีแค่เรื่อง “เสื้อคล้ายแต่ราคาไม่เท่ากัน”
แต่เกี่ยวข้องกับ
ภาพลักษณ์ของ Wild Lama ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่เน้นความยั่งยืน
แบรนด์ระบุว่ามีการใช้
ฝ้ายออร์แกนิกและวัสดุรีไซเคิล และสื่อสารกับลูกค้าว่าเสื้อผ้าของบริษัทเป็นสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบและใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
เมื่อมีคนพบเสื้อที่หน้าตาคล้ายกันในแบรนด์อื่น จึงเกิดคำถามว่า
“ถ้าสินค้าสองตัวผลิตจากแหล่งเดียวกันหรือมีต้นทุนใกล้เคียงกัน ทำไมแบรนด์ที่ขายในฐานะแฟชั่นยั่งยืนจึงมีราคาสูงกว่ามาก?”
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้
ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า Wild Lama นำเสื้อ Billabong มาติดป้ายใหม่ หรือว่าสินค้าทั้งสองตัวผลิตจากโรงงานเดียวกัน เพียงแต่ลูกค้าระบุว่าเสื้อคล้ายกันอย่างมาก
Wild Lama ผลิตเสื้อผ้าที่ไหน?
ตามข้อมูลของบริษัท Wild Lama ระบุว่าออกแบบสินค้าในชิลี และทำงานกับซัพพลายเออร์ในหลายประเทศ ได้แก่ จีน บังกลาเทศ เอกวาดอร์ และชิลี
ส่วน Billabong ก็มีเสื้อผ้าที่ผลิตในประเทศเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม และอินเดีย
ดังนั้น การที่เสื้อสองแบรนด์หน้าตาคล้ายกัน ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเป็นสินค้าชิ้นเดียวกันหรือมาจากโรงงานเดียวกัน เพราะแบรนด์เสื้อผ้าหลายรายใช้ผู้ผลิตจากประเทศเดียวกันได้
อดีตของ Wild Lama ก็น่าสนใจ
Wild Lama ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และเริ่มต้นจากการขายผ้าพันคอหรือ Bandana ก่อนจะขยายไปสู่เสื้อผ้าแนว Outdoor และแฟชั่นยั่งยืน
The Clinic ยังระบุว่า ในช่วงแรกบริษัทเคยซื้อ Bandana จาก AliExpress แล้วนำไปขายผ่านร้านค้าปลีกอย่าง Falabella, Paris และ Ripley ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง
ปัจจุบันมีร้านมากกว่า 15 แห่งในชิลี และขยายไปยังประเทศอื่นในละตินอเมริกา เช่น เปรูและเม็กซิโก
แล้ว Wild Lama ชี้แจงหรือไม่?
ยังไม่มีคำชี้แจงจาก Wild Lama
The Clinic ติดต่อบริษัทเพื่อสอบถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่บริษัท ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น
ส่วนร้านค้าที่จำหน่าย Billabong ก็ไม่ได้ให้ความเห็นเช่นกัน
สรุปง่าย ๆ
เรื่องนี้จึงยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า “Wild Lama หลอกลูกค้า” แต่เป็นกรณีที่ลูกค้าพบเสื้อของสองแบรนด์ที่ รูปลักษณ์และวัสดุดูคล้ายกันมาก ขณะที่ราคาต่างกันอย่างชัดเจน จึงเกิดคำถามตามมาว่า ราคาที่สูงกว่าของ Wild Lama สะท้อนต้นทุนด้านวัสดุ การออกแบบ แบรนด์ หรือแนวคิดเรื่องความยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน
และประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลก็คือ Wild Lama ขายภาพลักษณ์ “เสื้อผ้าที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” แต่ลูกค้ากลับพบสินค้าที่ดูคล้ายกันมากในแบรนด์อื่นในราคาถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง
#ประเด็นคือผู้บริโภคคงอยากรู้ที่มาของสินค้า ส่วนตัวคิดว่าถ้าคนอยู่สายแฟชั่นน่าจะดูออกว่าแบบเดียวกันหรือเปล่า แต่เท่าดูจากรูป(ไม่ได้อยู่สายแฟชั่น) คิดว่าก็ไม่ได้ล้ายกันขนาดนั้นอ่ะนะ
ลูกค้าชิลีซื้อเสื้อราคา 55,990 เปโซ ก่อนพบเสื้อหน้าตาคล้ายกันขายเพียงครึ่งราคา
ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นดราม่า?
ประเด็นไม่ได้มีแค่เรื่อง “เสื้อคล้ายแต่ราคาไม่เท่ากัน”
แต่เกี่ยวข้องกับ ภาพลักษณ์ของ Wild Lama ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่เน้นความยั่งยืน
แบรนด์ระบุว่ามีการใช้ ฝ้ายออร์แกนิกและวัสดุรีไซเคิล และสื่อสารกับลูกค้าว่าเสื้อผ้าของบริษัทเป็นสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบและใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
เมื่อมีคนพบเสื้อที่หน้าตาคล้ายกันในแบรนด์อื่น จึงเกิดคำถามว่า
“ถ้าสินค้าสองตัวผลิตจากแหล่งเดียวกันหรือมีต้นทุนใกล้เคียงกัน ทำไมแบรนด์ที่ขายในฐานะแฟชั่นยั่งยืนจึงมีราคาสูงกว่ามาก?”
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า Wild Lama นำเสื้อ Billabong มาติดป้ายใหม่ หรือว่าสินค้าทั้งสองตัวผลิตจากโรงงานเดียวกัน เพียงแต่ลูกค้าระบุว่าเสื้อคล้ายกันอย่างมาก