สวัสดีค่ะ ปัจจุบันเราอายุ 31 ปี คศ.1 ไม่ได้อยากเป็นครูตั้งแต่แรกแต่ทำเพื่อความฝันครอบครัว บรรจุมาได้ 3 ปี มีโรคประจำตัวดังนี้ 1.โรคแพ้ภูมิตัวเอง 2.โรคปอด 3.ไบโพล่า เหตุผลทั้ง 3 ข้อนี้ทำให้ต้องอยู่ในระบบราชการเพราะต้องการเบิกค่ายา ไปหาหมอทุกเดือนที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ค่ายาที่ต้องจ่ายส่วนต่างยังอยู่ที่ 9,700 บาทต่อเดือน และไม่สามารถทำงานเป็นกะหรือนอนดึกได้ เพราะแพ้ภูมิจะกำเริบ
ปัญหาหลักๆที่อยากเปลี่ยนอาชีพ เรารับมือกับนักเรียนในแต่ละวันไม่ไหวค่ะ เราไม่ชอบที่ต้องมาแก้ปัญหาให้ น้ำหกก็ต้องเช็ดให้ ปัสสาวะราด อุจจาระราด อาเจียน เราก็ต้องจัดการ ทุกครั้งที่เด็กแกล้งกันเราต้องเป็นคนคอยตัดสินให้ และกฎก็คือห้ามตี ห้ามทำโทษรุนแรง ซึ่งรุนแรงแต่ละคนก็รับได้ไม่เท่ากันอีก ทำได้เพียงให้เก็บขยะและขอโทษเพื่อน ซึ่งเด็กก็ไม่สำนึกแกล้งเพื่อนอีกเรื่อยๆ เคสแกล้งไม่เท่าไหร่ แต่เรารำคาญเคสฟ้อง เอะอะฟ้อง นิดนึงฟ้อง “ครูครับเค้ายกเก้าอี้มาโดนผม” “ครูครับเค้ายกแขนมาโดนผม” “ครูคะเค้ายกขามาโดนหนู” ซึ่งเคสพวกนี้เพื่อนไม่ได้ตั้งใจเลย และเพื่อนก็ได้ขอโทษไปแล้ว เราก็อธิบายแต่เด็กๆไม่ยอม ต้องการให้เราทำโทษให้ได้ เรายอมรับว่ารำคาญอะไรแบบนี้มาก เรามองว่าในเมื่อไม่ได้ตั้งใจ จะต้องลงโทษทำไม ปรากฏว่าวันนั้นเด็กไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังแล้วผู้ปกครองโทรมา เป็นแบบนี้บ่อยมาก วันๆแทบไม่ได้สอน ฟ้องกันอยู่แบบนั้น
นอกจากนี้เรามีเด็กที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ต้องดูแล ต้องให้กินยาทุกวัน 3-4 คน ซึ่งเด็กจะมีอาการคลั่ง ทำร้ายเพื่อนๆไปทั่ว แต่เค้าไม่ยอมกินยา เราเองก็เป็นไบโพล่า ต้องทน ต้องสู้กับตัวเองสุดๆไม่ให้โมโหจนคุมตัวเองไม่ได้ เราเครียดที่ต้องทำงานนี้มากๆค่ะ ในขณะที่งานรองก็เยอะทั้งวิชาการ พัสดุ หรืองานประเมิน
เป็นเพราะเราไม่มีใจเป็นครูแต่แรกหรือเปล่า เราไม่ได้ชอบ ไม่ได้รักเด็ก คนที่เป็นครูด้วยใจนี่น่านับถือจริงๆค่ะ เราจึงอยากมาปรึกษาว่า
1.เหตุผลเพียงเท่านี้ ควรแก่การเปลี่ยนสายงานไปเป็นนักวิชาการศึกษาแทนหรือยัง
2.เราเข้าไปดูโพสต์ต่างๆในเพจ มีแต่นักวิชาการศึกษาบอกว่าเป็นครูดีแล้ว เค้าเองก็จะเปลี่ยนสายงานเป็นครูเหมือนกัน แต่ไม่มีใครบอกเหตุผลเลยค่ะ
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ เราน้อมรับทุกความคิดเห็นที่ทั้งดีและไม่ดี ขอบคุณค่ะ
อยากเปลี่ยนตำแหน่งจากครูไปทำนักวิชาการศึกษา เป็นความคิดที่ดีไหมคะ
ปัญหาหลักๆที่อยากเปลี่ยนอาชีพ เรารับมือกับนักเรียนในแต่ละวันไม่ไหวค่ะ เราไม่ชอบที่ต้องมาแก้ปัญหาให้ น้ำหกก็ต้องเช็ดให้ ปัสสาวะราด อุจจาระราด อาเจียน เราก็ต้องจัดการ ทุกครั้งที่เด็กแกล้งกันเราต้องเป็นคนคอยตัดสินให้ และกฎก็คือห้ามตี ห้ามทำโทษรุนแรง ซึ่งรุนแรงแต่ละคนก็รับได้ไม่เท่ากันอีก ทำได้เพียงให้เก็บขยะและขอโทษเพื่อน ซึ่งเด็กก็ไม่สำนึกแกล้งเพื่อนอีกเรื่อยๆ เคสแกล้งไม่เท่าไหร่ แต่เรารำคาญเคสฟ้อง เอะอะฟ้อง นิดนึงฟ้อง “ครูครับเค้ายกเก้าอี้มาโดนผม” “ครูครับเค้ายกแขนมาโดนผม” “ครูคะเค้ายกขามาโดนหนู” ซึ่งเคสพวกนี้เพื่อนไม่ได้ตั้งใจเลย และเพื่อนก็ได้ขอโทษไปแล้ว เราก็อธิบายแต่เด็กๆไม่ยอม ต้องการให้เราทำโทษให้ได้ เรายอมรับว่ารำคาญอะไรแบบนี้มาก เรามองว่าในเมื่อไม่ได้ตั้งใจ จะต้องลงโทษทำไม ปรากฏว่าวันนั้นเด็กไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังแล้วผู้ปกครองโทรมา เป็นแบบนี้บ่อยมาก วันๆแทบไม่ได้สอน ฟ้องกันอยู่แบบนั้น
นอกจากนี้เรามีเด็กที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ต้องดูแล ต้องให้กินยาทุกวัน 3-4 คน ซึ่งเด็กจะมีอาการคลั่ง ทำร้ายเพื่อนๆไปทั่ว แต่เค้าไม่ยอมกินยา เราเองก็เป็นไบโพล่า ต้องทน ต้องสู้กับตัวเองสุดๆไม่ให้โมโหจนคุมตัวเองไม่ได้ เราเครียดที่ต้องทำงานนี้มากๆค่ะ ในขณะที่งานรองก็เยอะทั้งวิชาการ พัสดุ หรืองานประเมิน
เป็นเพราะเราไม่มีใจเป็นครูแต่แรกหรือเปล่า เราไม่ได้ชอบ ไม่ได้รักเด็ก คนที่เป็นครูด้วยใจนี่น่านับถือจริงๆค่ะ เราจึงอยากมาปรึกษาว่า
1.เหตุผลเพียงเท่านี้ ควรแก่การเปลี่ยนสายงานไปเป็นนักวิชาการศึกษาแทนหรือยัง
2.เราเข้าไปดูโพสต์ต่างๆในเพจ มีแต่นักวิชาการศึกษาบอกว่าเป็นครูดีแล้ว เค้าเองก็จะเปลี่ยนสายงานเป็นครูเหมือนกัน แต่ไม่มีใครบอกเหตุผลเลยค่ะ
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ เราน้อมรับทุกความคิดเห็นที่ทั้งดีและไม่ดี ขอบคุณค่ะ