หลวงปู่ชอบ ฐานสโม จากฤๅษีบนดอยเชียงดาว สู่อุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระ และร่วมอัญเชิญพระอุรังคธาตุสร้างพระธาตุพนม
หากกล่าวถึงพระกรรมฐานผู้มีประสบการณ์ด้านบุพเพนิวาสานุสติญาณ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม คือหนึ่งในพระเถระที่ได้เมตตาเล่าเรื่องราวอดีตชาติของตนไว้หลายเหตุการณ์ โดยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือความเกี่ยวข้องกับ พระมหากัสสปเถระ และการร่วมอัญเชิญ พระอุรังคธาตุ มาประดิษฐาน ณ พระธาตุพนม
ฤๅษีผู้บำเพ็ญเพียรแห่งดอยหลวงเชียงดาว
หลวงปู่ชอบเมตตาเล่าว่า ในอดีตกาลก่อนพุทธกาล ดอยหลวงเชียงดาวเป็นสถานที่ที่ฤๅษีผู้แสวงหาความหลุดพ้นจำนวนมากมาพำนักบำเพ็ญพรต
ท่านเองและ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ซึ่งเป็นสหายสายธรรมในชาตินี้ เคยเกิดเป็นฤๅษีร่วมกัน บำเพ็ญเพียรอยู่บนดอยเชียงดาวเป็นเวลานาน
อานิสงส์แห่งการฝึกตนในชาตินั้น ส่งผลให้ทั้งสองได้มีโอกาสมาเกิดในสมัยของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม
เคยหลงผิด…ติดตามพระเทวทัต
เมื่อได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ทั้งสองต่างมีศรัทธาแรงกล้า แต่เนื่องจากอินทรีย์บารมียังไม่แก่กล้า จึงพากันหลงผิด เข้าไปอยู่ในสำนักของ พระเทวทัต
ต่อมา เมื่อพระเทวทัตถูกกรรมหนักจนแผ่นดินสูบตกสู่อเวจีนรก ทั้งสองจึงเกิดความสลดใจ ลาสิกขาออกมาครองเรือน
หลวงปู่ชอบเล่าว่า ชาตินั้นท่านเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงสามสิบกว่าปี
ได้พบพระมหากัสสปเถระอีกครั้ง
หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ท่านได้มาเกิดใหม่ ณ เมืองสาวัตถี เป็นบุตรของครอบครัวผู้รับใช้ในเรือนของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่
เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๐ ปี ท่านมีโอกาสพบ พระมหากัสสปเถระ พระอรหันตสาวกผู้เลิศด้านธุดงควัตร
เพียงได้เห็นข้อวัตรอันงดงามของพระมหากัสสปะ ก็เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงขออนุญาตบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร และติดตามอุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระอย่างใกล้ชิด
หลวงปู่ชอบเล่าว่า พระมหากัสสปเถระในเวลานั้นทรงสมาบัติทั้งแปด มีอภิญญาสูง สามารถเหาะเหินเดินอากาศและแสดงฤทธิ์ได้
ร่วมอัญเชิญพระอุรังคธาตุ สู่พระธาตุพนม
หลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานผ่านไปประมาณ ๘ ปี
พระมหากัสสปเถระ พร้อมคณะพระภิกษุและสามเณร ได้อัญเชิญ พระอุรังคธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุระ (หน้าอก) ของพระพุทธองค์ เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ พระธาตุพนม
สามเณรน้อยผู้ติดตามอุปัฏฐากพระมหากัสสปะในครั้งนั้น ก็คืออดีตชาติของหลวงปู่ชอบนั่นเอง
การเดินทางอันยาวไกลนั้น บางช่วงใช้การเดินเท้า บางช่วงอาศัยอภิญญาของพระมหากัสสปเถระย่นระยะทาง
เมื่อผ่านบ้านเมืองใด ผู้คนต่างพากันออกมาต้อนรับ กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุด้วยความปีติ
ผู้ครองนครและประชาชนจำนวนมากต่างถวายทรัพย์ สิ่งของ และเครื่องสักการะ เพื่อฝากไปบรรจุเป็นพุทธบูชา ณ พระธาตุพนม
ลำธารหนองสองห้อง…สถานที่แห่งความทรงจำข้ามภพ
ระหว่างการเดินทาง พระมหากัสสปเถระได้นำคณะพระเณรมาพักและสรงน้ำ ณ ลำธารหนองสองห้อง
สถานที่แห่งนี้ ปัจจุบันอยู่บริเวณ บ้านกกโพธิ์วัง ตำบลโพนสูง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
เมื่อหลวงปู่ชอบระลึกชาติได้ในภายหลัง ท่านจึงเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญยิ่ง จึงเมตตาให้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งอดีตชาติ
วัดแห่งนั้นคือ วัดป่ากกโพธิ์วัง โดยมี พระอาจารย์แสง จิรวัฑฒโก พระอุปัฏฐากขององค์หลวงปู่ เป็นประธานสงฆ์
แม้มีฌาน…ก็ยังพ่ายแพ้กิเลส
แม้ชาติที่เป็นสามเณรอุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระ หลวงปู่ชอบจะได้ฝึกสมาธิจนมีฌาน
แต่เมื่อกลับจากการสร้างพระธาตุพนม ท่านเล่าว่าได้ เสื่อมฌาน เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลส
ท่านหลงรักหญิงสาวผู้เลี้ยงวัว ซึ่งเป็นคู่วาสนาเก่าที่เคยผูกพันกันมา
เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๙ ปี จึงลาสิกขาออกมาครองเรือนกับหญิงสาวผู้นั้น
เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ผู้มีสมาธิสูง หากยังไม่สิ้นอาสวะ ย่อมยังมีโอกาสพลาดพลั้งได้
ได้พบคู่วาสนาเก่าอีกครั้ง
หลวงปู่ชอบเมตตาเล่าว่า หญิงสาวเลี้ยงวัวในอดีตชาตินั้น ได้กลับมาเกิดเป็นสตรีในอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
ในชาติปัจจุบัน ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง
แต่เมื่อหลวงปู่ชอบได้บรรลุธรรม ก้าวพ้นความยึดมั่นในวัฏสงสารแล้ว จิตของท่านจึงไม่มีความผูกพันในเชิงโลกีย์อีกต่อไป
ท่านมีเพียงความเมตตา สงเคราะห์ด้วยธรรม เพื่อให้คู่วาสนาเก่าได้สร้างเหตุแห่งการปฏิบัติธรรมต่อไปในอนาคต
หลวงปู่กล่าวว่า สตรีผู้นั้นถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สิริอายุ ๘๕ ปี
เรื่องราวที่ฝากข้อคิดแก่ผู้ปฏิบัติธรรม
เรื่องราวอดีตชาติของหลวงปู่ชอบ ไม่ได้มีไว้เพื่อความอัศจรรย์เพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนหลักธรรมอันลึกซึ้งหลายประการ
* การสร้างบารมีต้องอาศัยเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ
* แม้เคยหลงผิด ก็สามารถกลับมาสร้างเหตุแห่งความดีได้
* ฌานและอภิญญา แม้ยิ่งใหญ่เพียงใด หากกิเลสยังไม่สิ้น ก็ยังอาจเสื่อมได้
* บุพเพสันนิวาสมีจริง แต่ผู้พ้นกิเลสแล้ว ย่อมเหลือเพียงเมตตา มิใช่ความยึดมั่น
* บุญที่ร่วมสร้างไว้กับพระศาสนา เช่น การร่วมอัญเชิญและสร้างพระธาตุ ย่อมเป็นเหตุแห่งการสั่งสมบารมีอันยิ่งใหญ่
เรื่องราวทั้งหมดนี้ เป็นอีกหนึ่งโอวาทที่เตือนใจผู้ปฏิบัติธรรมว่า หนทางสู่พระนิพพานมิใช่เรื่องของชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสั่งสมศีล สมาธิ ปัญญา และบารมีอย่างต่อเนื่องตลอดการเวียนว่ายในสังสารวัฏ จนกว่าจะถึงวันที่กิเลสสิ้นสุดโดยสมบูรณ์
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม จากฤๅษีบนดอยเชียงดาว สู่อุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระ
หากกล่าวถึงพระกรรมฐานผู้มีประสบการณ์ด้านบุพเพนิวาสานุสติญาณ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม คือหนึ่งในพระเถระที่ได้เมตตาเล่าเรื่องราวอดีตชาติของตนไว้หลายเหตุการณ์ โดยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือความเกี่ยวข้องกับ พระมหากัสสปเถระ และการร่วมอัญเชิญ พระอุรังคธาตุ มาประดิษฐาน ณ พระธาตุพนม
ฤๅษีผู้บำเพ็ญเพียรแห่งดอยหลวงเชียงดาว
หลวงปู่ชอบเมตตาเล่าว่า ในอดีตกาลก่อนพุทธกาล ดอยหลวงเชียงดาวเป็นสถานที่ที่ฤๅษีผู้แสวงหาความหลุดพ้นจำนวนมากมาพำนักบำเพ็ญพรต
ท่านเองและ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ซึ่งเป็นสหายสายธรรมในชาตินี้ เคยเกิดเป็นฤๅษีร่วมกัน บำเพ็ญเพียรอยู่บนดอยเชียงดาวเป็นเวลานาน
อานิสงส์แห่งการฝึกตนในชาตินั้น ส่งผลให้ทั้งสองได้มีโอกาสมาเกิดในสมัยของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม
เคยหลงผิด…ติดตามพระเทวทัต
เมื่อได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ทั้งสองต่างมีศรัทธาแรงกล้า แต่เนื่องจากอินทรีย์บารมียังไม่แก่กล้า จึงพากันหลงผิด เข้าไปอยู่ในสำนักของ พระเทวทัต
ต่อมา เมื่อพระเทวทัตถูกกรรมหนักจนแผ่นดินสูบตกสู่อเวจีนรก ทั้งสองจึงเกิดความสลดใจ ลาสิกขาออกมาครองเรือน
หลวงปู่ชอบเล่าว่า ชาตินั้นท่านเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงสามสิบกว่าปี
ได้พบพระมหากัสสปเถระอีกครั้ง
หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ท่านได้มาเกิดใหม่ ณ เมืองสาวัตถี เป็นบุตรของครอบครัวผู้รับใช้ในเรือนของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่
เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๐ ปี ท่านมีโอกาสพบ พระมหากัสสปเถระ พระอรหันตสาวกผู้เลิศด้านธุดงควัตร
เพียงได้เห็นข้อวัตรอันงดงามของพระมหากัสสปะ ก็เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงขออนุญาตบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร และติดตามอุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระอย่างใกล้ชิด
หลวงปู่ชอบเล่าว่า พระมหากัสสปเถระในเวลานั้นทรงสมาบัติทั้งแปด มีอภิญญาสูง สามารถเหาะเหินเดินอากาศและแสดงฤทธิ์ได้
ร่วมอัญเชิญพระอุรังคธาตุ สู่พระธาตุพนม
หลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานผ่านไปประมาณ ๘ ปี
พระมหากัสสปเถระ พร้อมคณะพระภิกษุและสามเณร ได้อัญเชิญ พระอุรังคธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุระ (หน้าอก) ของพระพุทธองค์ เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ พระธาตุพนม
สามเณรน้อยผู้ติดตามอุปัฏฐากพระมหากัสสปะในครั้งนั้น ก็คืออดีตชาติของหลวงปู่ชอบนั่นเอง
การเดินทางอันยาวไกลนั้น บางช่วงใช้การเดินเท้า บางช่วงอาศัยอภิญญาของพระมหากัสสปเถระย่นระยะทาง
เมื่อผ่านบ้านเมืองใด ผู้คนต่างพากันออกมาต้อนรับ กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุด้วยความปีติ
ผู้ครองนครและประชาชนจำนวนมากต่างถวายทรัพย์ สิ่งของ และเครื่องสักการะ เพื่อฝากไปบรรจุเป็นพุทธบูชา ณ พระธาตุพนม
ลำธารหนองสองห้อง…สถานที่แห่งความทรงจำข้ามภพ
ระหว่างการเดินทาง พระมหากัสสปเถระได้นำคณะพระเณรมาพักและสรงน้ำ ณ ลำธารหนองสองห้อง
สถานที่แห่งนี้ ปัจจุบันอยู่บริเวณ บ้านกกโพธิ์วัง ตำบลโพนสูง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
เมื่อหลวงปู่ชอบระลึกชาติได้ในภายหลัง ท่านจึงเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญยิ่ง จึงเมตตาให้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งอดีตชาติ
วัดแห่งนั้นคือ วัดป่ากกโพธิ์วัง โดยมี พระอาจารย์แสง จิรวัฑฒโก พระอุปัฏฐากขององค์หลวงปู่ เป็นประธานสงฆ์
แม้มีฌาน…ก็ยังพ่ายแพ้กิเลส
แม้ชาติที่เป็นสามเณรอุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระ หลวงปู่ชอบจะได้ฝึกสมาธิจนมีฌาน
แต่เมื่อกลับจากการสร้างพระธาตุพนม ท่านเล่าว่าได้ เสื่อมฌาน เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลส
ท่านหลงรักหญิงสาวผู้เลี้ยงวัว ซึ่งเป็นคู่วาสนาเก่าที่เคยผูกพันกันมา
เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๙ ปี จึงลาสิกขาออกมาครองเรือนกับหญิงสาวผู้นั้น
เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ผู้มีสมาธิสูง หากยังไม่สิ้นอาสวะ ย่อมยังมีโอกาสพลาดพลั้งได้
ได้พบคู่วาสนาเก่าอีกครั้ง
หลวงปู่ชอบเมตตาเล่าว่า หญิงสาวเลี้ยงวัวในอดีตชาตินั้น ได้กลับมาเกิดเป็นสตรีในอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
ในชาติปัจจุบัน ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง
แต่เมื่อหลวงปู่ชอบได้บรรลุธรรม ก้าวพ้นความยึดมั่นในวัฏสงสารแล้ว จิตของท่านจึงไม่มีความผูกพันในเชิงโลกีย์อีกต่อไป
ท่านมีเพียงความเมตตา สงเคราะห์ด้วยธรรม เพื่อให้คู่วาสนาเก่าได้สร้างเหตุแห่งการปฏิบัติธรรมต่อไปในอนาคต
หลวงปู่กล่าวว่า สตรีผู้นั้นถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สิริอายุ ๘๕ ปี
เรื่องราวที่ฝากข้อคิดแก่ผู้ปฏิบัติธรรม
เรื่องราวอดีตชาติของหลวงปู่ชอบ ไม่ได้มีไว้เพื่อความอัศจรรย์เพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนหลักธรรมอันลึกซึ้งหลายประการ
* การสร้างบารมีต้องอาศัยเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ
* แม้เคยหลงผิด ก็สามารถกลับมาสร้างเหตุแห่งความดีได้
* ฌานและอภิญญา แม้ยิ่งใหญ่เพียงใด หากกิเลสยังไม่สิ้น ก็ยังอาจเสื่อมได้
* บุพเพสันนิวาสมีจริง แต่ผู้พ้นกิเลสแล้ว ย่อมเหลือเพียงเมตตา มิใช่ความยึดมั่น
* บุญที่ร่วมสร้างไว้กับพระศาสนา เช่น การร่วมอัญเชิญและสร้างพระธาตุ ย่อมเป็นเหตุแห่งการสั่งสมบารมีอันยิ่งใหญ่
เรื่องราวทั้งหมดนี้ เป็นอีกหนึ่งโอวาทที่เตือนใจผู้ปฏิบัติธรรมว่า หนทางสู่พระนิพพานมิใช่เรื่องของชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสั่งสมศีล สมาธิ ปัญญา และบารมีอย่างต่อเนื่องตลอดการเวียนว่ายในสังสารวัฏ จนกว่าจะถึงวันที่กิเลสสิ้นสุดโดยสมบูรณ์