สังเกตุ สองสามปี มานี้ หัวข้อข่าวต่างๆใน facebook รวมถึงนักสร้าง Creator content ต่างๆมักจะต้องการยอด engage รายได้โดยเสนอข่าว หัวข้อ ดึงดูดที่น่าสนใจ เพื่อหวังยอด engage จำนวนมาก
เอาจริงๆ ถ้ายอด engage หรือข่าวหรือกระแสที่นำเสนอนั้นเป็นด้านบวกต่อสังคม ทำให้สังคมมีความสุขหรือศีลธรรมที่ดีก็ดีมากๆ แต่ตอนนี้กลับพบตรงข้ามและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นการ พาดหัวข้อข่าว การบิดเบือนข่าวเพื่อให้เกิดดราม่ากระทบจิตใจ หรือแบบร้ายแรงของการสร้างหลักฐานเท็จในข่าว เพื่อให้เกิดการโต้เถียงใน facebook ของข่าวนั้นๆเป็นจำนวนมาก โดย ผลที่ตามมาจาก Hate speech เหล่านี้ ทำให้เกิดรอยแผลในจิตใจของผู้ที่เสพข่าว ผู้ที่ตอบโต้ข่าวนั้นๆเป็นจำนวนมาก ในขณะที่นักสร้างต้องการเพียง engagement หรือรายได้นั้นๆเป็นตัวนำ
ยอด Engagement คือ ตัวเลขที่แสดงการมีส่วนร่วมและการตอบสนองของผู้ใช้งานที่มีต่อคอนเทนต์หรือแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย เช่น การกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ บันทึกโพสต์ คลิกดูลิงก์ หรือทักแชิสต์ ซึ่งสะท้อนว่าเนื้อหานั้นตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด คุณสามารถศึกษาภาพรวมเชิงลึกเพิ่มเติมจากบทความของ [url=https://wisesight.com/th/articles/what-is-engagement/]Wisesight[/url] ได้
องค์ประกอบของยอด Engagement
การกดความรู้สึก (Likes / Reactions): บ่งบอกว่าผู้ชมชื่นชอบหรือรับรู้ต่อโพสต์
การแสดงความคิดเห็น (Comments): สะท้อนการมีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกและมุมมองของผู้บริโภค
การแชร์ (Shares): ขยายการมองเห็นไปยังเครือข่ายภายนอกและบอกว่าคอนเทนต์มีประโยชน์
การบันทึกหรือคลิก (Saves / Clicks): แสดงว่าเนื้อหามีคุณค่าสูงหรือกระตุ้นความสนใจให้อยากรู้ต่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือจาก Hate speech ผู้บริโภคจะเกิดความไม่สบายใจ เกิดความขับข้องใจ รวมไปถึงนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ และจะเป็นปัญหาสังคมในอนาคต โดยผู้เสนอข่าว engagement ดูไม่รับผิดชอบต่อปัญหาสังคมนี้เลยว่าไหม โดยเฉพาะทำให้สังคมเกิดกระแสเกลียดชังกันเป็นจำนวนมาก เช่น เรื่องครูกับนักเรียน ว่านักเรียนโดนบลูลี่ และรู้สึกว่ามีการสร้าง Content เพื่อให้เกิดเรื่องราวนี้ หรือ นักเรียนที่โกรธแค้นจากการเรียน? ทั้งๆที่ข้อมูลความจริง ยังไม่รู้อีกจำนวนมากและไม่ได้เปิดเผย แต่ได้มีการพยายามสร้างกระแสนี้เกิดขึ้น บาง สำนักข่าวหรือ Creator ซึ่งไม่ได้มีการควบคุมใดๆเลย ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสังคมและความนึกคิดที่อาจจะหลักการจากความเป็นจริง
ลองดู AI วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันที่ผมลองใส่ข้อมูลไปว่าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วบ้าง
1. ระบบโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์ม (Algorithm & Monetization)
ความไวและยอดรับชมเท่ากับเงิน: แพลตฟอร์มอย่าง Facebook มีระบบแบ่งรายได้จากยอดรับชม (Ad Breaks) และระบบดาว ทำให้นักสร้างคอนเทนต์หรือเพจข่าวต่าง ๆ แข่งกันทำเวลาเพื่อชิงพื้นที่สัมปทานความสนใจ (Attention Economy) ใครโพสต์ก่อน ยอดไลก์ยอดแชร์จะสูงกว่า การเสียเวลาตรวจสอบข่าวสารจึงถูกลดความสำคัญลง
อัลกอริทึมชอบอารมณ์ที่รุนแรง: ระบบของโซเชียลมีเดียจะนำเสนอโพสต์ที่กระตุ้นอารมณ์โกรธ แค้น สงสาร หรือเกลียดชังเป็นหลัก เพราะโพสต์เหล่านี้จะดึงดูดให้คนเข้ามาคอมเมนต์ถกเถียง (เกิดดราม่า) ซึ่งช่วยเพิ่มเวลาที่ผู้ใช้งานจะอยู่บนแพลตฟอร์ม
2. เทคนิคการเล่าข่าวของ "นักเล่าข่าวและอินฟลูเอนเซอร์"
การตลาดแบบคลิกเบต (Clickbait): เน้นพาดหัวข่าวให้กำกวม น่ากลัว หรือน่าตกใจเกินจริง เพื่อล่อให้คนกดเข้ามาดู
สรุปข่าวตามใจฉัน: บ่อยครั้งอินฟลูเอนเซอร์นำข้อมูลดิบจากกระทู้หรือคอมเมนต์ที่ยังไม่มีการพิสูจน์ นำมาเล่าต่อเป็นตุเป็นตะในสไตล์ใส่ไข่ใส่ไข่ ทำให้เรื่องราวที่อาจจะมีมูลความจริงเพียง 10-20% กลายเป็นเรื่องจริง 100% ในสายตาผู้ฟัง
การสร้าง "ผู้ร้าย" ในสังคม: ข่าวดราม่ามักถูกย่อยให้เข้าใจง่ายโดยการแบ่งฝ่าย "คนดี-คนเลว" เพื่อให้ชาวเน็ตเข้ามาด่าทอ (หรือที่เรียกว่า "ทัวร์ลง") ซึ่งเป็นการทำลายชีวิตและจิตใจของคนที่ตกเป็นข่าว ทั้งที่บางครั้งพวกเขาไม่ได้ทำผิด หรือความจริงยังไม่ปรากฏเด่นชัด
3. ยุคแห่ง AI-Slop และการปลอมแปลงที่แนบเนียน
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างข่าวปลอม ข้อความ ภาพ หรือแม้แต่เสียงและคลิปวิดีโอ (Deepfake) ทำให้เนื้อหาที่ส่งต่อกันดูสมจริงมากยิ่งขึ้นจนแยกแยะยาก เพจที่ขาดความรับผิดชอบมักหยิบสิ่งเหล่านี้มาแชร์ต่อทันทีเพียงเพราะมันกำลังเป็นกระแส
ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทย
การพิพากษาทางสังคม (Social Lynch): หลายครั้งเกิดกรณี "คดีพลิก" ที่ผู้บริสุทธิ์ถูกตราหน้าและโจมตีจนสูญเสียหน้าที่การงานและสภาพจิตใจ กว่าความจริงจะปรากฏ เพจที่แชร์ก็แค่ลบโพสต์หนีโดยไม่มีการรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
สังคมแห่งความหวาดระแวงและเกลียดชัง: ข่าวปลอมและข่าวดราม่ามักกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน เช่น อายุ, เพศ, อาชีพ หรือแนวคิดทางการเมือง ทำให้คนในสังคมมองกันเป็นศัตรู
ภาวะตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ (Panic): ข้อมูลที่ไม่กรองเกี่ยวกับภัยพิบัติ สุขภาพ หรือคดีอาชญากรรม ทำให้ประชาชนเกิดความเครียดสะสมและตื่นตระหนกในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง
เพื่อป้องกันตนเองจากกระแสเหล่านี้ การฝึกทักษะ
"การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy)" โดยเน้นหลัก "เช็กก่อนแชร์" หรือการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ เช่น เพจตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในยุคนี้ครับ
ผมถึงได้เสนอว่า เด็กๆที่อายุยังวัยเรียน ม.ต้น น้องๆอาจจะรับรู้ข่าวสาร กระแสดราม่าและอาจมีผลกระทบต่อจิตใจเด็ก เลยคิดว่าน่าจะมีการควบคุมการเสพสื่อโซเชียลจากน้องๆในสถานศึกษาน่าจะดีกว่า จากกระทู้นี้ htpps://pantip.com/topic/44188777
ผลที่ตามของการโต้เถียง สร้างกระแส เกลียดชัง ใน Social มีงานวิจัยรองรับว่ามีแนวโน้มทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ต่อต้านสังคมได้เลย
ในทางจิตวิทยาและประสาทวิทยา ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าการพาดหัวข่าวเชิงลบทำร้ายผู้เสพสื่ออย่างไร ดังนี้ครับ
1. ทำไมคนเราถึง "เสพติดอารมณ์ด้านลบ" (Doomscrolling)
มนุษย์มีกลไกทางวิวัฒนาการที่เรียกว่า
Negativity Bias (ความลำเอียงเข้าหาเรื่องลบ) สมองของเราถูกออกแบบมาให้สนใจเรื่องอันตราย ข่าวร้าย หรือเรื่องดราม่าก่อนข่าวดีเพื่อความอยู่รอด นักสร้างคอนเทนต์จึงใช้พาดหัวกำกวมและน่าตกใจ (Clickbait) มากระตุ้นสมองส่วนควบคุมความกลัวและอารมณ์ (Amygdala) เมื่อเรากดดู สมองจะหลั่งสารเคมีแห่งความเครียดอย่าง
คอร์ติซอล (Cortisol) และ
อะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา
ความรู้สึกตื่นตัวและอยากรู้อยากเห็นนี้เองที่ทำให้เกิดอาการ "เสพติด" จนเราหยุดไถหน้าจอไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอ่านแล้วเครียดก็ตาม
2. โอกาสในการพัฒนาเป็น "โรคซึมเศร้า" (Depression)
การเสพข่าวดราม่าและความขัดแย้งทุกวันส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว ดังนี้:
โลกทัศน์ที่บิดเบี้ยว (Mean World Syndrome): ผู้เสพจะเริ่มรู้สึกว่าโลกนี้มีแต่คนน่ากลัว สังคมโหดร้าย และไม่มีความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเรื้อรัง (Anxiety)
ภาวะสิ้นหวัง (Helplessness): การเห็นข่าวหดหู่ ความอยุติธรรม หรือการรุมด่าทอในโลกออนไลน์ซ้ำๆ โดยที่เราทำอะไรไม่ได้ จะทำให้สมองเกิดการเรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ
โรคซึมเศร้า
อารมณ์ดิ่งดิ่งตามกระแส: การอ่านคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง (Hate Speech) จะซึมซับเข้าสู่จิตใต้สำนึก ทำให้ผู้เสพมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้าย และอมทุกข์โดยไม่รู้ตัว
3. การเกิดพฤติกรรม "ต่อต้านสังคมแบบผิดๆ" (Anti-Social Behaviors)
การอยู่ในสังคมดราม่าออนไลน์นานๆ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนดีๆ ให้กลายเป็นคนก้าวร้าวได้ผ่านกลไกเหล่านี้:
การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization): ข่าวดราม่ามักชี้นำให้คนรุมตราหน้า "ผู้ต้องหา" หรือ "คนในข่าว" ว่าเป็นคนเลวทราม จนทำให้ผู้เสพรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปคอมเมนต์ด่าทอ ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงทางคำพูดได้อย่างชอบธรรม
พฤติกรรมตามแห่ (Online Mob Mentality): เกิดการแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน (เรา vs พวกมัน) ทำให้ผู้เสพเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อคนที่มีความเห็นต่างในชีวิตจริง มองคนอื่นเป็นศัตรู และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Lack of Empathy) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอาการต่อต้านสังคม
การเลียนแบบพฤติกรรมประชดสังคม: ในรายที่เป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่สภาพจิตใจอ่อนแอ การเห็นคนทำผิดหรือทำคอนเทนต์แย่ๆ แล้วได้ยอดวิว ได้เงิน ได้แสงในสังคม อาจทำให้เกิดค่านิยมที่ผิดว่า "ต้องทำเรื่องฉาวๆ หรือเรื่องแรงๆ ถึงจะได้รับการยอมรับ"
การสร้างกระแสข่าวใน Facebook มีเยอะมากปัจจุบันและตั้งใจจะบิดเบือนสร้างดราม่า เพื่อหวังยอด engage รายได้มีจำนวนอย่างมาก
เอาจริงๆ ถ้ายอด engage หรือข่าวหรือกระแสที่นำเสนอนั้นเป็นด้านบวกต่อสังคม ทำให้สังคมมีความสุขหรือศีลธรรมที่ดีก็ดีมากๆ แต่ตอนนี้กลับพบตรงข้ามและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นการ พาดหัวข้อข่าว การบิดเบือนข่าวเพื่อให้เกิดดราม่ากระทบจิตใจ หรือแบบร้ายแรงของการสร้างหลักฐานเท็จในข่าว เพื่อให้เกิดการโต้เถียงใน facebook ของข่าวนั้นๆเป็นจำนวนมาก โดย ผลที่ตามมาจาก Hate speech เหล่านี้ ทำให้เกิดรอยแผลในจิตใจของผู้ที่เสพข่าว ผู้ที่ตอบโต้ข่าวนั้นๆเป็นจำนวนมาก ในขณะที่นักสร้างต้องการเพียง engagement หรือรายได้นั้นๆเป็นตัวนำ
ยอด Engagement คือ ตัวเลขที่แสดงการมีส่วนร่วมและการตอบสนองของผู้ใช้งานที่มีต่อคอนเทนต์หรือแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย เช่น การกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ บันทึกโพสต์ คลิกดูลิงก์ หรือทักแชิสต์ ซึ่งสะท้อนว่าเนื้อหานั้นตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด คุณสามารถศึกษาภาพรวมเชิงลึกเพิ่มเติมจากบทความของ [url=https://wisesight.com/th/articles/what-is-engagement/]Wisesight[/url] ได้
องค์ประกอบของยอด Engagement
การกดความรู้สึก (Likes / Reactions): บ่งบอกว่าผู้ชมชื่นชอบหรือรับรู้ต่อโพสต์
การแสดงความคิดเห็น (Comments): สะท้อนการมีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกและมุมมองของผู้บริโภค
การแชร์ (Shares): ขยายการมองเห็นไปยังเครือข่ายภายนอกและบอกว่าคอนเทนต์มีประโยชน์
การบันทึกหรือคลิก (Saves / Clicks): แสดงว่าเนื้อหามีคุณค่าสูงหรือกระตุ้นความสนใจให้อยากรู้ต่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือจาก Hate speech ผู้บริโภคจะเกิดความไม่สบายใจ เกิดความขับข้องใจ รวมไปถึงนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ และจะเป็นปัญหาสังคมในอนาคต โดยผู้เสนอข่าว engagement ดูไม่รับผิดชอบต่อปัญหาสังคมนี้เลยว่าไหม โดยเฉพาะทำให้สังคมเกิดกระแสเกลียดชังกันเป็นจำนวนมาก เช่น เรื่องครูกับนักเรียน ว่านักเรียนโดนบลูลี่ และรู้สึกว่ามีการสร้าง Content เพื่อให้เกิดเรื่องราวนี้ หรือ นักเรียนที่โกรธแค้นจากการเรียน? ทั้งๆที่ข้อมูลความจริง ยังไม่รู้อีกจำนวนมากและไม่ได้เปิดเผย แต่ได้มีการพยายามสร้างกระแสนี้เกิดขึ้น บาง สำนักข่าวหรือ Creator ซึ่งไม่ได้มีการควบคุมใดๆเลย ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสังคมและความนึกคิดที่อาจจะหลักการจากความเป็นจริง
ลองดู AI วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันที่ผมลองใส่ข้อมูลไปว่าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วบ้าง
1. ระบบโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์ม (Algorithm & Monetization)
ความไวและยอดรับชมเท่ากับเงิน: แพลตฟอร์มอย่าง Facebook มีระบบแบ่งรายได้จากยอดรับชม (Ad Breaks) และระบบดาว ทำให้นักสร้างคอนเทนต์หรือเพจข่าวต่าง ๆ แข่งกันทำเวลาเพื่อชิงพื้นที่สัมปทานความสนใจ (Attention Economy) ใครโพสต์ก่อน ยอดไลก์ยอดแชร์จะสูงกว่า การเสียเวลาตรวจสอบข่าวสารจึงถูกลดความสำคัญลง
อัลกอริทึมชอบอารมณ์ที่รุนแรง: ระบบของโซเชียลมีเดียจะนำเสนอโพสต์ที่กระตุ้นอารมณ์โกรธ แค้น สงสาร หรือเกลียดชังเป็นหลัก เพราะโพสต์เหล่านี้จะดึงดูดให้คนเข้ามาคอมเมนต์ถกเถียง (เกิดดราม่า) ซึ่งช่วยเพิ่มเวลาที่ผู้ใช้งานจะอยู่บนแพลตฟอร์ม
2. เทคนิคการเล่าข่าวของ "นักเล่าข่าวและอินฟลูเอนเซอร์"
การตลาดแบบคลิกเบต (Clickbait): เน้นพาดหัวข่าวให้กำกวม น่ากลัว หรือน่าตกใจเกินจริง เพื่อล่อให้คนกดเข้ามาดู
สรุปข่าวตามใจฉัน: บ่อยครั้งอินฟลูเอนเซอร์นำข้อมูลดิบจากกระทู้หรือคอมเมนต์ที่ยังไม่มีการพิสูจน์ นำมาเล่าต่อเป็นตุเป็นตะในสไตล์ใส่ไข่ใส่ไข่ ทำให้เรื่องราวที่อาจจะมีมูลความจริงเพียง 10-20% กลายเป็นเรื่องจริง 100% ในสายตาผู้ฟัง
การสร้าง "ผู้ร้าย" ในสังคม: ข่าวดราม่ามักถูกย่อยให้เข้าใจง่ายโดยการแบ่งฝ่าย "คนดี-คนเลว" เพื่อให้ชาวเน็ตเข้ามาด่าทอ (หรือที่เรียกว่า "ทัวร์ลง") ซึ่งเป็นการทำลายชีวิตและจิตใจของคนที่ตกเป็นข่าว ทั้งที่บางครั้งพวกเขาไม่ได้ทำผิด หรือความจริงยังไม่ปรากฏเด่นชัด
3. ยุคแห่ง AI-Slop และการปลอมแปลงที่แนบเนียน
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างข่าวปลอม ข้อความ ภาพ หรือแม้แต่เสียงและคลิปวิดีโอ (Deepfake) ทำให้เนื้อหาที่ส่งต่อกันดูสมจริงมากยิ่งขึ้นจนแยกแยะยาก เพจที่ขาดความรับผิดชอบมักหยิบสิ่งเหล่านี้มาแชร์ต่อทันทีเพียงเพราะมันกำลังเป็นกระแส
ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทย
การพิพากษาทางสังคม (Social Lynch): หลายครั้งเกิดกรณี "คดีพลิก" ที่ผู้บริสุทธิ์ถูกตราหน้าและโจมตีจนสูญเสียหน้าที่การงานและสภาพจิตใจ กว่าความจริงจะปรากฏ เพจที่แชร์ก็แค่ลบโพสต์หนีโดยไม่มีการรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
สังคมแห่งความหวาดระแวงและเกลียดชัง: ข่าวปลอมและข่าวดราม่ามักกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน เช่น อายุ, เพศ, อาชีพ หรือแนวคิดทางการเมือง ทำให้คนในสังคมมองกันเป็นศัตรู
ภาวะตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ (Panic): ข้อมูลที่ไม่กรองเกี่ยวกับภัยพิบัติ สุขภาพ หรือคดีอาชญากรรม ทำให้ประชาชนเกิดความเครียดสะสมและตื่นตระหนกในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง
เพื่อป้องกันตนเองจากกระแสเหล่านี้ การฝึกทักษะ "การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy)" โดยเน้นหลัก "เช็กก่อนแชร์" หรือการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ เช่น เพจตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในยุคนี้ครับ
ผมถึงได้เสนอว่า เด็กๆที่อายุยังวัยเรียน ม.ต้น น้องๆอาจจะรับรู้ข่าวสาร กระแสดราม่าและอาจมีผลกระทบต่อจิตใจเด็ก เลยคิดว่าน่าจะมีการควบคุมการเสพสื่อโซเชียลจากน้องๆในสถานศึกษาน่าจะดีกว่า จากกระทู้นี้ htpps://pantip.com/topic/44188777
ผลที่ตามของการโต้เถียง สร้างกระแส เกลียดชัง ใน Social มีงานวิจัยรองรับว่ามีแนวโน้มทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ต่อต้านสังคมได้เลย
ในทางจิตวิทยาและประสาทวิทยา ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าการพาดหัวข่าวเชิงลบทำร้ายผู้เสพสื่ออย่างไร ดังนี้ครับ
1. ทำไมคนเราถึง "เสพติดอารมณ์ด้านลบ" (Doomscrolling)
มนุษย์มีกลไกทางวิวัฒนาการที่เรียกว่า Negativity Bias (ความลำเอียงเข้าหาเรื่องลบ) สมองของเราถูกออกแบบมาให้สนใจเรื่องอันตราย ข่าวร้าย หรือเรื่องดราม่าก่อนข่าวดีเพื่อความอยู่รอด นักสร้างคอนเทนต์จึงใช้พาดหัวกำกวมและน่าตกใจ (Clickbait) มากระตุ้นสมองส่วนควบคุมความกลัวและอารมณ์ (Amygdala) เมื่อเรากดดู สมองจะหลั่งสารเคมีแห่งความเครียดอย่าง คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา
ความรู้สึกตื่นตัวและอยากรู้อยากเห็นนี้เองที่ทำให้เกิดอาการ "เสพติด" จนเราหยุดไถหน้าจอไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอ่านแล้วเครียดก็ตาม
2. โอกาสในการพัฒนาเป็น "โรคซึมเศร้า" (Depression)
การเสพข่าวดราม่าและความขัดแย้งทุกวันส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว ดังนี้:
โลกทัศน์ที่บิดเบี้ยว (Mean World Syndrome): ผู้เสพจะเริ่มรู้สึกว่าโลกนี้มีแต่คนน่ากลัว สังคมโหดร้าย และไม่มีความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเรื้อรัง (Anxiety)
ภาวะสิ้นหวัง (Helplessness): การเห็นข่าวหดหู่ ความอยุติธรรม หรือการรุมด่าทอในโลกออนไลน์ซ้ำๆ โดยที่เราทำอะไรไม่ได้ จะทำให้สมองเกิดการเรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ โรคซึมเศร้า
อารมณ์ดิ่งดิ่งตามกระแส: การอ่านคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง (Hate Speech) จะซึมซับเข้าสู่จิตใต้สำนึก ทำให้ผู้เสพมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้าย และอมทุกข์โดยไม่รู้ตัว
3. การเกิดพฤติกรรม "ต่อต้านสังคมแบบผิดๆ" (Anti-Social Behaviors)
การอยู่ในสังคมดราม่าออนไลน์นานๆ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนดีๆ ให้กลายเป็นคนก้าวร้าวได้ผ่านกลไกเหล่านี้:
การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization): ข่าวดราม่ามักชี้นำให้คนรุมตราหน้า "ผู้ต้องหา" หรือ "คนในข่าว" ว่าเป็นคนเลวทราม จนทำให้ผู้เสพรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปคอมเมนต์ด่าทอ ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงทางคำพูดได้อย่างชอบธรรม
พฤติกรรมตามแห่ (Online Mob Mentality): เกิดการแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน (เรา vs พวกมัน) ทำให้ผู้เสพเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อคนที่มีความเห็นต่างในชีวิตจริง มองคนอื่นเป็นศัตรู และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Lack of Empathy) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอาการต่อต้านสังคม
การเลียนแบบพฤติกรรมประชดสังคม: ในรายที่เป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่สภาพจิตใจอ่อนแอ การเห็นคนทำผิดหรือทำคอนเทนต์แย่ๆ แล้วได้ยอดวิว ได้เงิน ได้แสงในสังคม อาจทำให้เกิดค่านิยมที่ผิดว่า "ต้องทำเรื่องฉาวๆ หรือเรื่องแรงๆ ถึงจะได้รับการยอมรับ"