บทนำ : เด็กชายของบ้านสุพรรณสิงฆ์
หากวันนี้เป็นวันซ้อมเฉียดความตายในแบบที่ต้องทรมาณกายก่อนจะสิ้นใจละก็…เธอยกให้เป็นวันนี้เลย
หญิงสาวในชุดม่วงอ่อนหลวมๆ ยาวคลุมตั้งแต่หัวไหล่จรดปลายเท้า เธอชันตัวขึ้นพิงหัวเตียงนอนประคองท้องอันพองโป่งพลางพูดออกมาด้วยใบหน้าไม่ใคร่ดี
“โอ๊ะพี่ทิตย์! พี่! เกียง…เจ็บท้องอ่ะ” ตะเกียงเรียกคนที่นอนด้านข้างด้วยเสียงค่อยๆ แต่ค่อนไปทางตะโกนคนที่เป็นสามีนามเต็มว่าอาทิตย์งัวเงียรู้สึกตัวก็ปรี่ถลามาหาเธอด้วยความขวัญหายใจกระเจิง
บ้านไทยประยุกต์สองชั้นมีป้ายกำกับเหนือประตูว่า ‘บ้านในเครือสุพรรณสิงฆ์’ ครึ่งล่างก่อด้วยปูนด้านบนเป็นไม้ชนิดราคาแพงมีจั่วหลังคาเป็นยอดแหลมสง่า ใกล้ๆ กันเป็นสิ่งปลูกสร้างไม่เกินอีกห้าหลังอยู่เป็นกระจุกเดียวกันทั้งหมดถูกโอบล้อมไปด้วยป่าไม้ยืนต้นและต้นยางพารา
“พวกเอ็งโว้ยย มาช่วยแม่เกียงของฉันหน่อย”
หลังเสียงร้องเดียวของชายวัยหนุ่มแน่นนั้นทำคนในบ้านร่วมสิบกว่าชีวิตถูกปลุกขึ้นจากการหลับไหลไฟหลายดวงเปิดขึ้นพร้อมกัน ทอดเงาแต่ละคนที่กำลังเดินกันให้วุ่นอย่างตื่นเต้นหนึ่งในนั้นมี พ่อแสง ที่กำลังจัดเตรียมอำนวยของต่างๆ ให้กับลูกสะไภ้อย่างเธออยู่ด้วย
“อื้อ… อืมม” เสียงหายใจติดขัดดังขึ้นในรถเก๋งสี่ประตูที่ถูกขับออกมาได้สักระยะบนถนนเส้นหลักมีรถสัญจรน้อยนักในยามนี้ ตะเกียงหน้านิ่วเจ็บปวดล้นแม้ยังผสมด้วยความสดใสให้อาทิตย์ได้คลายใจแต่ก็คลายลงไปได้เพียงเล็กน้อย
“ตื่นเต้นเกินไปไหมลูก แม่เจ็บไม่ไหวแล้ว” ตะเกียงพูดพลางลูบท้องที่ปูดนูนตามการขยับประท้วงของเด็กในครรภ์ แม้จะเจ็บแต่ก็ยิ้มสู้ส่งไปให้สามีที่ดูจะวิตกหนักกว่าเธอ
“หายใจช้าๆ ลึกๆ นะแม่เกียงของฉัน” ชายตรงหน้ากระสับกระส่ายพยุงกายเธอให้ไปซบอกของเขา
30 ตุลาคม 2550
เป็นเวลาประมาณสองนาฬิกาสามสิบนาทีที่ทารกน้อยได้ออกมาสัมผัสอากาศโลกเผยให้เห็นเด็กชายที่สมบูรณ์ทุกประการออกแววจ้ำม่ำ ส่งเสียงร้องไห้ให้ได้ยินชัดเจน
คุณหมอลงมือตัดสายสะดือเช็ดกายเจ้าตัวน้อยอย่างเบามือ นางพยาบาลกุมารแพทย์นำเด็กน้อยวางลงอย่างโอนโยนบนอกของตะเกียง
อาทิตย์ ที่นอกจากจะได้มีโอกาสอยู่ข้างเธอในเวลาสำคัญก็ยังได้สัมผัสเด็กน้อยเป็นครั้งแรกด้วยมือที่สะท้าน เด็กน้อยหลับตาพริ้มจดจำเพียงกลิ่นและเสียงหัวใจที่ดังก้องอันคุ้นเคยคราเป็นทารกในครรภ์
ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครได้ทันสังเกตุ
ปรอยผมของทารกตัวน้อย สะท้อนเป็นสีทองอร่ามกับดวงไฟในช่วงเสี้ยววินาที
หลังตะเกียงพักฟื้นร่วมหลายชั่วโมง แดดอ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ก็เข้ามาแพร่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง เกิดเป็นความสงบที่ทำให้คนเป็นพ่อและแม่อย่างพวกเขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจน้อยๆ ของเด็กชายได้โดยไม่ต้องตั้งใจฟัง คุณแม่วัยใสดูตื่นเต้นหายคราบความเหนื่อยล้าเป็นบิดทิ้ง
“พ่อบอกพี่ว่า เทียนไขเป็นชื่อที่ดี”
“คะ?” เธอมองใบหน้าของอาทิตย์จนชายหนุ่มขยับไปนั่งบนเตียงใกล้ๆ เธอ
“ท่านบอกไม่มีอะไรบังเอิญพ่อพี่ชื่อแสง ตัวพี่ชื่ออาทิตย์มีน้องเป็นแม่ชื่อตะเกียง” สบตากันเพียงชั่วครู่นัยย์ตาของเธอวูบไหว เด็กชายนอนหลับปุ๋ยผิวเนียนผ่องแนบเนื้อเธออย่างเต็มใจ เทียนไขตัวน้อยขยับริมฝีปากราวกับกำลังอยู่ในห้วงความฝันสักฝันว่าเขากำลังนอนอยู่บนอะไรอุ่นๆ
ร๊รรรรร ร๊รรรรร
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากด้านนอกให้อาทิตย์นึกสงสัยด้วยเพราะโมกข์ผู้ช่วยส่วนตัวเป็นเจ้าของมือถือที่ส่งเสียงเรียกเข้า
ไม่นานโมกข์ก็เข้ามายืนอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าพูด จนเขาลุกไปเค้นเข้าจึงได้ทราบเรื่องที่ทำเอาเขาต้องคิดวิตกอย่างหนัก เรื่องที่ว่าดันเป็นเรื่องของระดับเจ้าพนักงานดีเด่นอย่างลุงพุฒิหัวหน้าฝ่ายธุรกรรมและบัญชีผู้อาวุโสในบริษัทที่ดันเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน
ในใจเขาเต้นระส่ำเพราะลุงแกบุคคลากรที่อุทิศตนให้กับองค์กรนับตั้งแต่เขาริเริ่ม โมกข์แนะนำข้อที่สมควรแก่การเคารพ ให้เขากลับไปช่วยควบคุมและดำเนินงานจัดหาผู้เหมาะสมต่อไปด้วยตัวเอง
อาทิตย์ปฏิเสธโมกข์อย่างทันที เขาเองก็มีสิ่งสำคัญกว่าที่จะต้องดูแลแม้จะนึกเสียใจก็ตาม อาทิตย์ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะต้องฝากให้โมกข์ไปดำเนินจัดการแทน
“เกียงว่าพี่ทิตย์ควรไปนะคะ ไม่มีลุงพุฒิก็จะไม่มีพี่ที่ประสบผลสำเร็จในวันนี้นะ” คำพูดของเธอทำให้อาทิตย์หวนรำลึกนึกถึงวันที่เขาอยากปีกกล้าขาแข็งด้วยตัวเองเพราะไม่อยากรับราชการหรืออีกทางเลือกคือสานต่องานไร่ของพ่อ เขาจัดตั้งทำสิ่งที่ตนเองชอบจนประสบความสำเร็จและความสำเร็จนั้นก็เพราะได้จากการช่วยเหลือของลุงพุฒิ
“พี่จะปล่อยเกียงให้ดูแลลูกคนเดียวได้ไง” ชายหนุ่มจับมือข้างนึงของหญิงสาวด้วยสองมือของเขา
“เกียงอยู่ได้อยู่บ้านคุณพ่อ มีคนดูแลเยอะแยะ” เขาไม่อาจทิ้งไปได้จริงๆ แต่ยิ่งหาทางยิ่งทำให้ใจเขาอ่อนยวบ
เธอพูดย้ำให้เขานึกถึงชายผู้จากไปว่าสมควรได้รับอะไรบ้าง จนเขาเองกลับเป็นคนโดนหญิงสาวบีบมือแน่นแทน เธอยิ้มและพูดบร๋อต่อไปจนเขาไม่มีช่องว่างที่จะตอบโต้
เขาละแพ้คนยิ้มใสใจดื้อรั้นอย่างนี้สุดๆ ทางเดียวคือเขาต้องกำชับคนสนิทของทางนี้อย่างทิววาที่ต้องเรียกตัวกลับมาจากบริษัทอย่างเร่งด่วนเพื่อมาดูแลคนตรงหน้าโดยไม่ให้คาดสายตา
ชายหนุ่มถอนหายใจเขาจำต้องตัดสินใจเดินทางข้ามจังหวัดและทั้งต้องไปหาคนที่เหมาะสมมาดำเนินในส่วนนั้นต่อไปอีก
“ปะ โมกข์ไปแจ้งหมอหน่อยซิ” อาทิตย์ส่ายหัวให้กับความรั้นนั้นพร้อมเดินไปหาตะเกียงที่กำลังพยุงร่างตัวเองลงจากเตียง
“ฉันจะไปส่งเด็กดื้อกับเด็กแสบ” โมกข์เม้มปากหยี๋ตาแน่นอาทิตย์พูดเบาในประโยคเดิมที่เน้น ดื้อ กับ แสบ
แม้โมกข์ถูกฝึกมาให้อยู่ในภาพลักษณ์ที่เคร่งครึมแต่เมื่อเจอบอสทั้งสองอยู่ด้วยกันแล้วก็อดที่จะจิกแขนเม้มปากกลั้นความ ฮ๊อบย้าาห์ ไม่ได้
ก่อนเขาจะสดุ้งสุดตัวหลังเห็นอาทิตย์จุ๊บเม่งเด็กชายเสร็จสรรพก็ไปหอมฟอดภรรยาที่คุณตะเกียงต้องเลื้อยตัวหลบแขนปลาหมึกของบอสเขาอยู่อย่างนั้นร่ำไป นั่นเองทำให้โมกข์ต้องรีบจ้ำก้าวยาวๆ หนีมวลอันตรายตรงนั้นไปโดยไม่รีรอ……
เทียนไข สุพรรณสิงฆ์
บทนำ : เด็กชายของบ้านสุพรรณสิงฆ์
หากวันนี้เป็นวันซ้อมเฉียดความตายในแบบที่ต้องทรมาณกายก่อนจะสิ้นใจละก็…เธอยกให้เป็นวันนี้เลย
หญิงสาวในชุดม่วงอ่อนหลวมๆ ยาวคลุมตั้งแต่หัวไหล่จรดปลายเท้า เธอชันตัวขึ้นพิงหัวเตียงนอนประคองท้องอันพองโป่งพลางพูดออกมาด้วยใบหน้าไม่ใคร่ดี
“โอ๊ะพี่ทิตย์! พี่! เกียง…เจ็บท้องอ่ะ” ตะเกียงเรียกคนที่นอนด้านข้างด้วยเสียงค่อยๆ แต่ค่อนไปทางตะโกนคนที่เป็นสามีนามเต็มว่าอาทิตย์งัวเงียรู้สึกตัวก็ปรี่ถลามาหาเธอด้วยความขวัญหายใจกระเจิง
บ้านไทยประยุกต์สองชั้นมีป้ายกำกับเหนือประตูว่า ‘บ้านในเครือสุพรรณสิงฆ์’ ครึ่งล่างก่อด้วยปูนด้านบนเป็นไม้ชนิดราคาแพงมีจั่วหลังคาเป็นยอดแหลมสง่า ใกล้ๆ กันเป็นสิ่งปลูกสร้างไม่เกินอีกห้าหลังอยู่เป็นกระจุกเดียวกันทั้งหมดถูกโอบล้อมไปด้วยป่าไม้ยืนต้นและต้นยางพารา
“พวกเอ็งโว้ยย มาช่วยแม่เกียงของฉันหน่อย”
หลังเสียงร้องเดียวของชายวัยหนุ่มแน่นนั้นทำคนในบ้านร่วมสิบกว่าชีวิตถูกปลุกขึ้นจากการหลับไหลไฟหลายดวงเปิดขึ้นพร้อมกัน ทอดเงาแต่ละคนที่กำลังเดินกันให้วุ่นอย่างตื่นเต้นหนึ่งในนั้นมี พ่อแสง ที่กำลังจัดเตรียมอำนวยของต่างๆ ให้กับลูกสะไภ้อย่างเธออยู่ด้วย
“อื้อ… อืมม” เสียงหายใจติดขัดดังขึ้นในรถเก๋งสี่ประตูที่ถูกขับออกมาได้สักระยะบนถนนเส้นหลักมีรถสัญจรน้อยนักในยามนี้ ตะเกียงหน้านิ่วเจ็บปวดล้นแม้ยังผสมด้วยความสดใสให้อาทิตย์ได้คลายใจแต่ก็คลายลงไปได้เพียงเล็กน้อย
“ตื่นเต้นเกินไปไหมลูก แม่เจ็บไม่ไหวแล้ว” ตะเกียงพูดพลางลูบท้องที่ปูดนูนตามการขยับประท้วงของเด็กในครรภ์ แม้จะเจ็บแต่ก็ยิ้มสู้ส่งไปให้สามีที่ดูจะวิตกหนักกว่าเธอ
“หายใจช้าๆ ลึกๆ นะแม่เกียงของฉัน” ชายตรงหน้ากระสับกระส่ายพยุงกายเธอให้ไปซบอกของเขา
30 ตุลาคม 2550
เป็นเวลาประมาณสองนาฬิกาสามสิบนาทีที่ทารกน้อยได้ออกมาสัมผัสอากาศโลกเผยให้เห็นเด็กชายที่สมบูรณ์ทุกประการออกแววจ้ำม่ำ ส่งเสียงร้องไห้ให้ได้ยินชัดเจน
คุณหมอลงมือตัดสายสะดือเช็ดกายเจ้าตัวน้อยอย่างเบามือ นางพยาบาลกุมารแพทย์นำเด็กน้อยวางลงอย่างโอนโยนบนอกของตะเกียง
อาทิตย์ ที่นอกจากจะได้มีโอกาสอยู่ข้างเธอในเวลาสำคัญก็ยังได้สัมผัสเด็กน้อยเป็นครั้งแรกด้วยมือที่สะท้าน เด็กน้อยหลับตาพริ้มจดจำเพียงกลิ่นและเสียงหัวใจที่ดังก้องอันคุ้นเคยคราเป็นทารกในครรภ์
ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครได้ทันสังเกตุ
ปรอยผมของทารกตัวน้อย สะท้อนเป็นสีทองอร่ามกับดวงไฟในช่วงเสี้ยววินาที
หลังตะเกียงพักฟื้นร่วมหลายชั่วโมง แดดอ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ก็เข้ามาแพร่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง เกิดเป็นความสงบที่ทำให้คนเป็นพ่อและแม่อย่างพวกเขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจน้อยๆ ของเด็กชายได้โดยไม่ต้องตั้งใจฟัง คุณแม่วัยใสดูตื่นเต้นหายคราบความเหนื่อยล้าเป็นบิดทิ้ง
“พ่อบอกพี่ว่า เทียนไขเป็นชื่อที่ดี”
“คะ?” เธอมองใบหน้าของอาทิตย์จนชายหนุ่มขยับไปนั่งบนเตียงใกล้ๆ เธอ
“ท่านบอกไม่มีอะไรบังเอิญพ่อพี่ชื่อแสง ตัวพี่ชื่ออาทิตย์มีน้องเป็นแม่ชื่อตะเกียง” สบตากันเพียงชั่วครู่นัยย์ตาของเธอวูบไหว เด็กชายนอนหลับปุ๋ยผิวเนียนผ่องแนบเนื้อเธออย่างเต็มใจ เทียนไขตัวน้อยขยับริมฝีปากราวกับกำลังอยู่ในห้วงความฝันสักฝันว่าเขากำลังนอนอยู่บนอะไรอุ่นๆ
ร๊รรรรร ร๊รรรรร
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากด้านนอกให้อาทิตย์นึกสงสัยด้วยเพราะโมกข์ผู้ช่วยส่วนตัวเป็นเจ้าของมือถือที่ส่งเสียงเรียกเข้า
ไม่นานโมกข์ก็เข้ามายืนอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าพูด จนเขาลุกไปเค้นเข้าจึงได้ทราบเรื่องที่ทำเอาเขาต้องคิดวิตกอย่างหนัก เรื่องที่ว่าดันเป็นเรื่องของระดับเจ้าพนักงานดีเด่นอย่างลุงพุฒิหัวหน้าฝ่ายธุรกรรมและบัญชีผู้อาวุโสในบริษัทที่ดันเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน
ในใจเขาเต้นระส่ำเพราะลุงแกบุคคลากรที่อุทิศตนให้กับองค์กรนับตั้งแต่เขาริเริ่ม โมกข์แนะนำข้อที่สมควรแก่การเคารพ ให้เขากลับไปช่วยควบคุมและดำเนินงานจัดหาผู้เหมาะสมต่อไปด้วยตัวเอง
อาทิตย์ปฏิเสธโมกข์อย่างทันที เขาเองก็มีสิ่งสำคัญกว่าที่จะต้องดูแลแม้จะนึกเสียใจก็ตาม อาทิตย์ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะต้องฝากให้โมกข์ไปดำเนินจัดการแทน
“เกียงว่าพี่ทิตย์ควรไปนะคะ ไม่มีลุงพุฒิก็จะไม่มีพี่ที่ประสบผลสำเร็จในวันนี้นะ” คำพูดของเธอทำให้อาทิตย์หวนรำลึกนึกถึงวันที่เขาอยากปีกกล้าขาแข็งด้วยตัวเองเพราะไม่อยากรับราชการหรืออีกทางเลือกคือสานต่องานไร่ของพ่อ เขาจัดตั้งทำสิ่งที่ตนเองชอบจนประสบความสำเร็จและความสำเร็จนั้นก็เพราะได้จากการช่วยเหลือของลุงพุฒิ
“พี่จะปล่อยเกียงให้ดูแลลูกคนเดียวได้ไง” ชายหนุ่มจับมือข้างนึงของหญิงสาวด้วยสองมือของเขา
“เกียงอยู่ได้อยู่บ้านคุณพ่อ มีคนดูแลเยอะแยะ” เขาไม่อาจทิ้งไปได้จริงๆ แต่ยิ่งหาทางยิ่งทำให้ใจเขาอ่อนยวบ
เธอพูดย้ำให้เขานึกถึงชายผู้จากไปว่าสมควรได้รับอะไรบ้าง จนเขาเองกลับเป็นคนโดนหญิงสาวบีบมือแน่นแทน เธอยิ้มและพูดบร๋อต่อไปจนเขาไม่มีช่องว่างที่จะตอบโต้
เขาละแพ้คนยิ้มใสใจดื้อรั้นอย่างนี้สุดๆ ทางเดียวคือเขาต้องกำชับคนสนิทของทางนี้อย่างทิววาที่ต้องเรียกตัวกลับมาจากบริษัทอย่างเร่งด่วนเพื่อมาดูแลคนตรงหน้าโดยไม่ให้คาดสายตา
ชายหนุ่มถอนหายใจเขาจำต้องตัดสินใจเดินทางข้ามจังหวัดและทั้งต้องไปหาคนที่เหมาะสมมาดำเนินในส่วนนั้นต่อไปอีก
“ปะ โมกข์ไปแจ้งหมอหน่อยซิ” อาทิตย์ส่ายหัวให้กับความรั้นนั้นพร้อมเดินไปหาตะเกียงที่กำลังพยุงร่างตัวเองลงจากเตียง
“ฉันจะไปส่งเด็กดื้อกับเด็กแสบ” โมกข์เม้มปากหยี๋ตาแน่นอาทิตย์พูดเบาในประโยคเดิมที่เน้น ดื้อ กับ แสบ
แม้โมกข์ถูกฝึกมาให้อยู่ในภาพลักษณ์ที่เคร่งครึมแต่เมื่อเจอบอสทั้งสองอยู่ด้วยกันแล้วก็อดที่จะจิกแขนเม้มปากกลั้นความ ฮ๊อบย้าาห์ ไม่ได้
ก่อนเขาจะสดุ้งสุดตัวหลังเห็นอาทิตย์จุ๊บเม่งเด็กชายเสร็จสรรพก็ไปหอมฟอดภรรยาที่คุณตะเกียงต้องเลื้อยตัวหลบแขนปลาหมึกของบอสเขาอยู่อย่างนั้นร่ำไป นั่นเองทำให้โมกข์ต้องรีบจ้ำก้าวยาวๆ หนีมวลอันตรายตรงนั้นไปโดยไม่รีรอ……