ทุกโรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาประจำ

เพราะฉะนั้น มาตรการด้านกฎหมายควรมี แต่คงไม่ควรเป็นประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว
สิ่งที่อยากได้ยินมากกว่าคือ
"เราจะป้องกันไม่ให้เด็กคนหนึ่งเดินมาถึงวันที่ตัดสินใจก่อเหตุได้อย่างไร"
ซึ่งเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ มากกว่าปลายเหตุ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถึงเวลาปฏิรูประบบ "ห้องแนะแนว" (ผู้นำไม่เคยที่จะพูดเรื่องนี้ แต่มันคือเพนพ้อย Pain Point ที่ท่านๆมองข้ามมันไป)

    ห้องแนะแนวในหลายโรงเรียน ทุกวันนี้ ยังทำหน้าที่ไม่เต็มศักยภาพ
    หลายครั้งคาบแนะแนวกลายเป็น
+ทำแบบประเมิน
+ติ๊กแบบสอบถาม
+แจกเอกสาร
+ทำงานค้าง
+ดีขึ้นมาหน่อย เชิญรุ่นพี่มาเล่าประสบการณ์ตนเอง
+แล้วหมดคาบ
+แต่แทบไม่มีเวลาพูดคุยกับชีวิตของเด็กจริง ๆ

    ผมอยากเห็นการยกระดับใหม่ทั้งหมด
อาจเปลี่ยนชื่อเป็น
    "ห้องแนะแนวชีวิต" อย่าเพิ่งขำผมนะครับ ฟังผมเล่าต่อซักหน่อยนะครับ
แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อ
แต่คำว่า "ชีวิต" ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่าสถานที่นี้ไม่ได้มีไว้แค่แนะแนวการเรียน
แต่มีไว้รับฟังปัญหาชีวิต
มีไว้ให้เด็กเดินเข้าไปได้ในวันที่ไม่มีใครเข้าใจเขา
และครูที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ก็จะไม่ได้เป็นเพียง "ครูแนะแนว"
แต่เป็น
    >>>>"ครูแนะแนวชีวิต"<<<< ตำแหน่งทางวิชาการ หรือ ป้ายหน้าโต๊ะคือ "ครูแนะแนวชีวิต" เลยครับ
ซึ่งสะท้อนบทบาท ความรับผิดชอบที่แบกอยู่บนบ่าจริงๆ ลองจินตนาการตามดูครับ ครูคนนี้เป็นครูแนะแนว กลับ อีกแบบ คนพิม ครูแนะแนวชีวิต
ความรู้สึกเมื่ออ่าน มันต่างกันมากครับ
บางคนอาจมองว่าเป็นแค่การเปลี่ยนชื่อ มัน ปัญยาาาา อออน
แต่ในทางจิตวิทยา หลายเคสมาก การใช้ภาษาและการตั้งชื่อที่เปลี่ยนไป กลับมีผลต่อความรู้สึก การรับรู้ อย่างทรงพลังกว่าที่คาดไว้มาก

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

>>>  ทุกโรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาประจำ <<<

    ผมเห็นข้อเสนอนี้จากคอมเม้นครับ ไม่น้อยเลย ซึ่งมันดี ดีมากด้วย
โรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาเข้าไปเป็นระยะ
   แต่ผมคิดไปไกลกว่านั้น
คือควรมี "นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน" อย่างน้อย 1 คน
เป็นตำแหน่งประจำ เหมือนกับตำแหน่งสำคัญอื่นในโรงเรียน แต่ไม่ต้องนั่งโต๊ะเต็มเวลา
เด็กสามารถเดินเข้าไปพูดคุยได้ ทั้งระบบนัด หรือถ้าอยู่ก็เข้าไปปรึกษาได้
ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน
และไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อห้องที่ทำให้เด็กกลัว เช่น ห้องจิตเวช หรือห้องสุขภาพจิต
อาจตั้งชื่อที่เป็นมิตร เปิดกว้าง และทำให้เด็กรู้สึกว่าเดินเข้าไปได้โดยไม่ถูกตีตรา
ตรงนี้อยากชวนทุกคนช่วยกันเสนอชื่อ ............... ex ห่วงใยรูม  
เพราะบางครั้ง "ชื่อห้อง" ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กคนหนึ่งกล้าเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือ
และไม่เพียงแค่เด็กนะครับ ครู เองก็เข้าไปใช้บริการได้

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเห็น คือการกลับมาใช้คำว่า "ครูใหญ่"

     ทุกวันนี้เราคุ้นกับคำว่า "ผู้บริหาร" "ผอ."
ซึ่งถูกต้องในเชิงตำแหน่ง
แต่ในเชิงความรู้สึก มันห่างไกล คำนี้อาจทำให้เด็กหลายคนรู้สึกว่าห่างเหิน
ถ้าอยากอยู่ในตำแหน่งที่รับผิดชอบทั้งโรงเรียน พยายามสอบ ท่องตำรา ทำด้วยใจรัก ชื่อตำแหน่งก็ไม่สำคัญจริงมั้ยครับ ส่วนคนที่ค้าน ก็คือคนที่ยังติดกับหัวโขนรึป่าว
สมัยก่อนคำว่า "ครูใหญ่"
ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็น "ครู" ใจดี เมตตรา ฟังความจากทุกฝ่าย
เป็นคนที่เดินเข้าไปคุยได้ ทุกเวลา
เป็นคนที่พร้อมรับฟัง
มีเรื่องในหมู่บ้าน ในชุมชน ก็ไปให้ครูใหญ่เคลียร์

    แต่ถ้าใช้คำว่า ผู้บริหาร รู้สึกถึระดับที่เหนือกว่าเรา ทั้งๆที่ก็คือตำแหน่งเดียวกันที่เคยใช้คำว่า ครูใหญ่ มาก่อนนั่นแหละ คุณเห็นถึงพลังของ คำเรียก รึยังครับ
บางครั้งคำเรียกก็สะท้อนวัฒนธรรมองค์กร
และวัฒนธรรมที่ทำให้เด็กกล้าเข้าหาผู้ใหญ่ อาจช่วยป้องกันปัญหาได้มากกว่าที่คิด


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุดท้าย...

ไม่มีมาตรการใดป้องกันได้ 100%

แต่ถ้าประเทศจะเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ผมหวังว่าจะไม่จบแค่การเพิ่มด่านตรวจ เพิ่มการค้นกระเป๋า หรือออกกฎใหม่เกี่ยวกับการพกพาอาวุธ

ซักคำไม่มีเลยที่ผู้นำจะพูดถึงการแก้ปัญหาเชิงลึก ห้องแนะแนว ระบบที่เข้าใจเด็ก ให้เด็กได้พูด พูดแบบส่วนตัว หรือกลุ่มก็ได้ บอกปัญหา

ที่ไม่กล้าบอกใคร "ครูแนะแนวชีวิต" คือเซฟโซนของเขา

เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างระบบที่ทำให้เด็กคนหนึ่ง "ได้ถูกรับฟัง" ตั้งแต่ก่อนวันที่เขาจะคิดว่าความรุนแรงคือทางออกเดียวของชีวิต

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แถมครับ
   ผมอายุจะ 35 แล้ว พอเถอะนะครับ ห้องแนะแนวที่เราเจอกันมา ผมยังจำได้แม่น ห้องที่เหมือนจะได้อะไร ห้องที่ต้องเดินกันไปเรียน แล้วนั่งทำแบบทำสอบ ที่หาทำในเน็ตก็ได้ ทำเสร็จ เอามาบวก เทียบตาราง เอาตามตรง เหมือนได้ฝึกอ่านภาษาไทย  ทำเสร็จสรุปผลว่าเรา เป็นคนยังไง แล้วจะบอกทำไม ผมรู้อยู่แล้ววครับ ว่าผมชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

    เปลี่ยนได้แล้วครับ ให้เด็กๆอย่ามาพบเจออะไร ที่เสียเวลาแบบนี้เลย เปลี่ยนเป็นห้องแนะแนวชีวิต ครูแนะแนวชีวิตจะได้รู้ว่า บ่าฉันหลักขึ้นนะ ฉันมีหน้าที่แนะแนวชีวิตคน  เด็กก็รู้ว่า ชีวิตฉันจะต้องได้อะไรไปจากห้องนี้  ไม่ใช่แค่ชีท 2 แผ่น  เดินส่งหน้าห้อง แล้ว กลับบ้าน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่