“ชิกหง่วยปั่ว" (七月半) วันสารทจีน


“ชิกหง่วยปั่ว" (七月半) วันสารทจีน

ทุกครั้งที่ถึงวันสารทจีน แม่นันมักนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษ…

ครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยหนีความลำบากจากบ้านเกิด เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเมืองสยาม หรือที่คนจีนในสมัยก่อนเรียกว่า “เสี่ยมล้อ” ผู้คนมากมายโดยสารเรือหัวแดง หรือ “อั่งเถ่าจุ๊ง” ล่องทะเลเป็นแรมเดือน เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย
---------------------------------

“สารทจีน” หรือสารทกลางเดือนเจ็ด คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ชิกหง่วยปั่ว” (七月半) และมีอีกชื่อหนึ่งว่า กุ๋ยโจ่ยะ (鬼节) แปลว่า “เทศกาลผี”

ตามความเชื่อดั้งเดิม เชื่อว่าในช่วงเวลานี้ ประตูยมโลกจะเปิดออก ดวงวิญญาณทั้งหลายสามารถกลับมายังโลกมนุษย์ได้

สารทจีนปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2569
เทศกาลนี้มีกิจกรรมเกี่ยวเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงสิ้นเดือนเจ็ด (จันทรคติจีน) คือวัน 1 ค่ำ (ชิวอิก) เป็นวัน “เปิดยมโลก” ให้ผีทั้งหลายออกมารับการเซ่นสังเวย วัน 15 ค่ำ (จับโหงว)  เป็นวันไหว้ใหญ่ทั้งผีบรรพชนและผีไม่มีญาติ วันสิ้นเดือนเจ็ด (30 ค่ำ หรือแรม 15 ค่ำ) เป็นวัน “ปิดประตูยมโลก” ผีทั้งที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดต้องกลับเข้ายมโลก วันต้นเดือน สิ้นเดือน มีพิธีไหว้ด้วย มีพิธีทิ้งกระจาดอุทิศส่วนกุศลให้เปตชนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของเดือนเจ็ดอีกต่างหาก กิจกรรมทั้งหมดล้วนแต่เกี่ยวกับผี คนจีนจึงถือว่าเดือนเจ็ดเป็น “เดือนผี” (กุ๋ยโจ่ยะ)  แต่ที่คนไทยเรียกสารทจีนเพราะวันนี้ใกล้กับวันสารทไทย อีกทั้งอยู่ในช่วงต้นฤดูสารทหรือชิวเทียน (秋天) ของจีนอีกด้วย

ตามความเชื่อของชาวจีนเชื่อว่า วันสารทจีนวิญญาณบรรพชนที่ยังไม่ได้ไปเกิดจะกลับมาเยี่ยมบ้าน เพราะฉะนั้น ในวันนี้จะมีพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษกันทุกครัวเรือน ถือเป็นวันสำคัญมากวันหนึ่ง ถือเป็นสารทบุญใหญ่แห่งปีก็ว่าได้

การไหว้บรรพชนเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สุดของจีน เพราะจีนถือระบบวงศ์ตระกูลเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นศูนย์กลางของสังคมและวัฒนธรรมจีน การไหว้บรรพชนเป็นกิจสำคัญที่สุดของลูกหลาน เจ้าต่างๆ อาจไม่ต้องไหว้ก็ได้ แต่ปู่ย่าตายายไม่ไหว้ไม่ได้

สมัยแม่นันยังเด็ก พอถึงช่วงสารทจีนทีไร อาอึ้ม (คุณแม่) จะเตรียมอาหารคาวหวานมากมายไว้ไหว้บรรพบุรุษเสมอ ท่านมักบอกว่าให้ทำเผื่อเยอะๆ สำหรับ “ผีไม่มีญาติ” ที่คนจีนเรียกว่า "ฮอเฮียตี๋" (พี่น้องที่ดี) อาหมวยเล็กในวันนั้น อาจยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งนัก แต่กลับรู้สึก “สนุก” และ “ตื่นเต้น” ทุกครั้ง เพราะจะได้ช่วยอาอึ้มปักธูปบนอาหารทุกจาน ที่จัดวางเรียงรายเต็มเสื่อผืนใหญ่สีแดงหน้าบ้าน

โบราณเรียก “ผีไม่มีญาติ” ว่า “ลี่” ถือเป็นผีชั่วร้าย แต่อิทธิพลของพุทธศาสนาทำให้ทัศนะของผีพวกนี้เปลี่ยนไปเป็นผีที่น่าสงสาร จนปัจจุบันเรียกผีพวกนี้ว่า “ฮอเฮียตี๋” (好兄弟) แปลว่า “พี่น้องที่ดี”

อาตัวแจ้เล่าว่า... สมัยก่อน “สารทจีน” เป็นวันสำคัญพอๆกับวันตรุษจีนเลยทีเดียว  เป็นวันที่ทุกคนได้หยุดพัก ได้แต่งตัวสวยๆ เด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและมีความสุข แต่ในวันนี้หลายอย่างค่อยๆเปลี่ยนไป ขั้นตอนการไหว้ถูกลดทอนลงตามกาลเวลา ต่างจากสมัยก่อนที่อาอึ้มจะใช้เวลาทั้งวันเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับไหว้ และเริ่มลงมือตั้งแต่คืนก่อนวันไหว้ด้วยซ้ำ ตั้งแต่ราวสามทุ่มเป็นต้นไป ก็ต้องจุดธูป...บอกกล่าวตี่จู้ (เจ้าที่) ว่าพรุ่งนี้เป็นวันสารทจีน (ชิกหว่วยปั่ว) แล้วนะคะ ขออัญเชิญตี่จู้ เหล่าเจ็ก เหล่าแป๊ะกงลงมารับประทานอาหารคาวหวาน ที่ลูกหลานตั้งใจจัดเตรียมไว้ด้วยความเคารพ

ไม่เฉพาะบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเท่านั้น... ยังต้องจุดธูปปักรอบบริเวณบ้าน และตลอดทางเดินบริเวณซอยใกล้เคียง เพื่อบอกกล่าววิญญาณสัมภเวสีทั้งหลายด้วยว่า

“เตรียมตัวมารับประทานอาหารคาวหวานที่พวกเราจะทำให้กินกันนะ”  
“ถ้ามีดวงวิญญาณอื่นๆ ที่รู้จัก ก็อย่าลืมชวนกันมาด้วย”
ธูปหนึ่งกำในมือค่อยๆเดิน ค่อยๆเชิญ ปักธูปไปทีละจุด จนกว่าธูปจะดับลง

เช้าตรู่ของวันไหว้ อาอึ้มจะจัดซาแซ/ โหง่วแซ (เนื้อสัตว์สามอย่าง/ห้าอย่าง) เพื่อไหว้ตี่จู้เป็นลำดับแรก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมบางบ้านไหว้สามอย่าง ทำไมบางบ้านไหว้ห้าอย่าง?  มีมาก...ก็ไหว้มาก มีน้อย...ก็ไหว้น้อย ทุกอย่างอยู่ที่กำลังและความสะดวกของแต่ละบ้าน ขอเพียงทำด้วยความตั้งใจและเคารพ ก็เพียงพอแล้ว

พอถึงช่วงสาย...อาอึ้มจะเตรียมอาหารคาวหวานหลากหลายสำหรับไหว้บรรพบุรุษ อาหารที่จัดเตรียมไว้ ล้วนเป็นเมนูที่มี “ความหมายเป็นสิริมงคล” สื่อถึงความโชคดี ความอุดมสมบูรณ์ และความราบรื่นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปา อั่งถ่อก้วย  ชาหมี่เตี๊ยว ปู่โควฉ่าย หรือชุงฉ่าย (ต้มผักขม) – เมนูที่แม่นันทำอยู่เสมอ

นอกจากเมนูต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ยังมี เขาะคะหน่าลุ้ย (ตุ๋นกะหล่ำปลี) ไช้เถ่าก้วย (ขนมผักกาด) รวมถึงขนม และผลไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล อย่างเช่นขนมถ้วยฟู ส้มโอ กล้วย แอ๊ปเปิล ส้ม (ไต่กิก) ขนมเข่ง ขนมเทียน ของอร่อยประจำช่วงสารทจีน และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ กระดาษเงิน กระดาษทอง รวมถึงเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกระดาษ ที่ลูกหลานตั้งใจส่งไปให้ เพื่อให้บรรพบุรุษได้ใช้ในอีกภพหนึ่ง

พูดถึงขนมผักกาดแล้ว ในวันที่อาอึ้มยังอยู่ แม่นันยังทำไช้เถ่าก้วยไม่เป็น แต่ก็ยังดีใจอยู่ลึกๆว่า... ในวันนี้แม้ท่านจะไม่อยู่แล้ว แม่นันก็ยังได้ทำไหว้ท่านในทุกๆเทศกาลสารท

ในตระกูลลี้ของแม่นัน “อาตั่วแจ้” เป็นคนสุดท้ายที่ยังคงรักษาพิธีแบบเดิมนี้ไว้…จนถึงปี 68 เมื่อสุขภาพเริ่มไม่อำนวย

สมัยที่อาตั่วแจ้ยังทำพิธีไหว้อยู่ อาตั่วแจ้ได้ปรับเปลี่ยนการจุดธูปบอกกล่าว จากช่วงเวลากลางคืน...มาเป็นช่วงสายๆ  ก่อนจะเริ่มไหว้ “ฮอเฮียตี๋” (好兄弟) ทุกครั้งที่ถึงสารทจีน หากปีไหนแม่นันได้ไปไหว้ที่บ้านอาตั่วแจ้ แม่นันก็มักจะรับอาสาเดินปักธูป...บอกกล่าวดวงวิญญาณให้มารับประทานอาหารในวันนั้นด้วยตนเอง แต่ถ้ายังคงเดินปักธูปในตอนกลางคืนเหมือนสมัยที่อาอึ้มยังอยู่ล่ะก็ แม่นันคงบรื๋อส์..ส์.. แน่ๆ เลย

แม่นันเคยถามอาตั่วแจ้ว่า
"ในวันนี้เราซื้อบ้านกับรถกระดาษมาไหว้ด้วยได้มั้ย"

อาตั่วแจ้ตอบว่า
"บ้านกับรถ เราจะไหว้ให้ท่านในวันเช็งเม้งเท่านั้น”

เพราะในความเชื่อของคนจีน บ้านและรถเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมความเป็นอยู่ให้บรรพบุรุษ จึงมักผูกกับการไหว้สุสานและการระลึกถึงท่านในวันเช็งเม้ง

แม่นันยังถามต่อถึงคนรับใช้ที่เคยจ้างให้ไปดูแลบรรพบุรุษในพิธีกงเต็ก

อาตั่วแจ้ตอบว่า “ไม่ต้องเปลี่ยน ไม่ต้องจ้างคนใหม่ให้ท่าน เพราะสองคนนี้จะอยู่ปรนนิบัติและดูแลท่านตลอดไป”

ตกบ่ายของวันสารทจีน จะเป็นช่วงเวลาของการไหว้ “ดวงวิญญาณเร่ร่อน” หรือที่คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ฮอเฮียตี๋”  แม่นันยังจำได้ว่า ตอนเด็กๆจะรู้สึกตื่นเต้นกับช่วงเวลานี้มาก แต่ตอนนั้น...เราไม่ได้เข้าใจหรอกว่า เขากำลังไหว้อะไร ไหว้ใคร เพราะตรงนั้นไม่มีรูปเหมือนตี่จู้เอี๊ย หรือศาลเจ้าที่ให้กราบไหว้ และไม่มีรูปบรรพบุรุษเหมือนเวลาตั้งโต๊ะไหว้อากง อาม่า มีเพียงอาหารมากมายที่ถูกนำมาตั้งไว้หน้าบ้าน อาอึ้มจะให้เด็กๆช่วยกันปูเสื่อผืนใหญ่สีแดงหน้าบ้าน จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันยกอาหารคาวหวาน ขนมต่างๆที่เห็นแล้วน่ากินไปหมด มาจัดเรียงวางไว้ และปักธูปทีละดอกลงบนอาหารทุกจาน ทุกหม้อ และปักธูปตามพื้นดินรอบๆบ้านอีกครั้ง เผื่อดวงวิญญาณที่เพิ่งเร่ร่อนมา จะได้มาทานอาหารที่เราเตรียมเผื่อไว้ให้

อาตั่วแจ้เคยเล่าให้ฟังว่า
“อาหารที่เตรียมไหว้สัมภเวสี เราจะทำเป็นหม้อใหญ่ๆ อย่างละหม้อ ยิ่งเยอะยิ่งดี”  

บนเสื่อจะมีทั้งข้าวสวย ข้าวสาร อาหารคาวหวาน ขนมนมเนย และของใช้จำเป็น เช่นถ่านหุงต้ม เพื่อส่งต่อความหมายของการแบ่งปันให้กับดวงวิญญาณที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล

อาตั่วแจ้บอกว่า
“อยากจัดอะไร จัดมาเลย ยิ่งทำให้เขาเยอะ เราก็จะได้บุญกลับมาเยอะ”

นอกจากอาหารที่เตรียมไว้แล้ว อาตั่วแจ้ยังบอกอีกว่า สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ “เสื้อผ้า”  เสื้อคอกลมและกางเกงสีน้ำเงินเป็นสิบๆชุด
อาตั่วแจ้ย้ำว่า  “ต้องเป็นสีน้ำเงินด้วยนะ”

เพราะมีความเชื่อว่า ดวงวิญญาณเร่ร่อนที่มารับอาหารกันมากมาย จะได้มีเครื่องนุ่งห่มใส่ และได้ใส่เสื้อผ้าที่มีสีและรูปแบบเหมือนๆกัน ไม่มีใครแตกต่างกัน นอกจากนั้นยังมีกระดาษเงิน กระดาษทองและอ่วงแซจี๊ (ใบเบิกทาง) ต้องเผาส่งไปให้พวกเขาได้นำไปใช้

เล่ามาถึงตรงนี้ อาตั่วแจ้ยังอธิบายรายละเอียดของการ เตรียมกระดาษเงิน กระดาษทองให้ฟัง
“กระดาษทองสำหรับสัมพเวสี ต้องพับเป็นก้อนทองแบบนี้” วิธีพับคือ นำกระดาษทองม้วนให้ทรงกลม จากนั้นกดปลายทั้งสองด้านลง แล้วกดให้แบนเป็นรูปทรงคล้ายก้อนทอง  ส่วนกระดาษเงิน กระดาษทองที่เป็นมัดๆ สามารถพับสอดไปมาให้เป็นรูปทรงกรวยได้ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “อ่วงแซจี๊" หรือใบเบิกทาง อาตั่วแจ้อธิบายว่า ใบเบิกทางเปรียบเสมือน “พาสปอร์ต” สำหรับให้พวกเขาใช้เดินทางกลับไปอย่างปลอดภัย

จากสิ่งที่อาตั่วแจ้เล่าให้ฟังทั้งหมด ทำให้แม่นันเข้าใจมากขึ้นว่า...
สารทจีนไม่ได้เป็นเพียงวันที่ลูกหลานไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่คนจีนระลึกถึง“ผู้ที่ไม่มีใครระลึกถึง”

วันนี้จึงถือเป็นวันปล่อยผี วันที่ดวงวิญญาณไร้ญาติ หรือที่คนจีนเรียกว่า “ฮอเฮียตี๋” ได้รับการดูแลและได้รับส่วนแบ่งจากน้ำใจของผู้คน ตามศาลเจ้าหลายแห่งจะมีการจัดงานทิ้งกระจาด เป็นประเพณีที่เมื่อไหว้ผี ไหว้วิญญาณเสร็จแล้ว ก็จะนำอาหารแห้ง ข้าวสาร ของใช้ต่างๆ มาแจกจ่ายให้ชาวบ้านได้นำกลับไปใช้ประโยชน์กัน

ทุกครั้งที่ถึงวันสารทจีน แม่นันมักนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษ…

ครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยหนีความลำบากจากบ้านเกิด เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเมืองสยาม หรือที่คนจีนในสมัยก่อนเรียกว่า “เสี่ยมล้อ” ผู้คนมากมายโดยสารเรือหัวแดง หรือ “อั่งเถ่าจุ๊ง” ล่องทะเลเป็นแรมเดือน เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

การเดินทางครั้งนั้นไม่ง่ายเลย… อาหารที่ใช้ประทังชีวิตมีเพียงก้อนแป้งและเสบียงที่จำกัด บางคนอดอยากจนล้มป่วย บางคนไม่มีโอกาสได้เห็นฝั่งฝันเมื่อมีผู้เสียชีวิตระหว่างทาง ร่างของพวกเขาอาจต้องถูกโยนลงสู่ท้องทะเลต่อหน้าต่อตาเพื่อนร่วมทาง เป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่งนัก…
เมื่อคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ แม่นันจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนไทยเชื้อสายจีนฝั่งสยามจึงเรียกดวงวิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้นว่า “ฮอเฮียตี๋” คำที่มีความหมายว่า “พี่น้องที่ดี”

เพราะในความรู้สึกของคนรุ่นก่อน…พวกเขาไม่ใช่เพียงวิญญาณที่ไม่มีญาติ แต่เป็น “พี่น้องร่วมชะตากรรม”  ...ที่ครั้งหนึ่งอาจเคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน บางดวงวิญญาณที่ลอยอยู่กลางทะเลในวันนั้น... อาจเป็นญาติของใครบางคนที่รอคอยอยู่บนฝั่ง อาจเป็นพี่น้องของใครบางคน ที่ไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในแผ่นดินสยาม

สารทจีนจึงไม่ใช่เพียงการไหว้ผู้ล่วงลับ แต่มันคือวันที่ลูกหลานได้ระลึกถึงผู้คนมากม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่