.
19 องค์กรนิสิตนักศึกษา ร่อนแถลงการณ์ ค้านรัฐบาล ต้นรับ มิน อ่อง ไลง์ ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-สันติภาพเมียนมา
.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายสโมสรและองค์กรนิสิตนักศึกษาจาก 3 มหาวิทยาลัย รวม 19 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วม กรณีรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา
.
ระบุว่า ตามที่ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทย ขอแสดงจุดยืนคัดค้านท่าทีของรัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีที่ให้การต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำกองทัพเมียนมา ซึ่งก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตยในปี 2564
.
ในฐานะนิสิตนักศึกษา สโมสรและองค์กรจาก 3 มหาวิทยาลัยที่ร่วมแถลงการณ์นี้ เห็นว่า พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ เป็นตัวการก่อความขัดแย้งรุนแรงในเมียนมาตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้นักศึกษาชาวเมียนมาจำนวนมากต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา การต้อนรับบุคคลนี้จึงย่อมจะเป็นการส่งเสริมการทำลายอนาคตของเยาวชนชาวเมียนมาให้ดำเนินต่อไป
.
การที่คณะทหารของบุคคลนี้ใช้ความรุนแรงในการรักษาอำนาจตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังก่อให้เกิดปัญหาภายในประเทศอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาการลิดรอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ซึ่งทำให้ชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น รวมถึงปัญหาการจัดเลือกตั้งที่น่ากังขาที่เพิ่งเกิดขึ้น นอกจากนี้ การรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมายังทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตผู้พลัดถิ่น ปัญหาความเปราะบางของชุมชนชายแดน ปัญหาการค้าชายแดน ความไม่มั่นคงในภูมิภาค และปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ อาทิ กรณีสารพิษตกค้างในแม่น้ำกก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย ดังนั้นการที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับบุคคลนี้อย่างเป็นทางการ หรือพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับระบอบที่ยังเป็นข้อถกเถียงในสายตาของนานาประเทศระบอบนี้ จึงไม่อาจสร้างเสถียรภาพระยะยาวระหว่างทั้งสองประเทศที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบที่เป็นต้นเหตุของปัญหาระดับประเทศและระหว่างประเทศตามที่กล่าวไปด้วย
.
หากรัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งล้วนเป็นภาระที่ประชาชนไทยและเมียนมาต้องร่วมแบกรับ และตั้งใจที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศพัฒนาร่วมกันจริง ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน ควรดำเนินนโยบายโดยเน้นการผลักดันสันติภาพในเมียนมาที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองพลเรือนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในเมียนมา มากกว่าเลือกดำเนินนโยบายที่อาจสนับสนุนอาชญากรสงครามทางอ้อม เพราะการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นจนละเลยหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรรม และเจตจำนงของประชาชนเมียนมา มิใช่แนวทางที่นำไปสู่สันติภาพและการพัฒนาที่ยังยืน
.
สโมสรและองค์กรจาก 3 มหาวิทยาลัยที่ร่วมแถลงการณ์นี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีพิจารณายับยั้งการกระทำใดๆ ที่จะสนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลของ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ และหันมาใช้เวทีนานาชาติผลักดันการยุติความรุนแรงต่อประชาชน เปิดการเจรจาอย่างครอบคลุม และสร้างสันติภาพในเมียนมา อย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชนชนชาวไทยและชาวเมียนม
.
แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นการร่วมลงนามโดย 19 สโมสรและองค์กร จาก 3 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย
.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (6 องค์กร) : สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะกรรมการนิสิตคณะนิติศาสตร์, คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์, คณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยา, สโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสโมสรนิสิตคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ
.
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน (1 องค์กร) : องค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (12 องค์กร) : องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยสหวิทยาการ และคณะกรรมการนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
.
นอกจากนี้ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับ ถึง เรื่อง กรณีรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอดีตผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา
.
ตามที่ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอดีตผู้นำคณะรัฐประหารของประเทศเมียนมา ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 สิงหาคม พ.ศ.2569 สโมสรนิสิต
.
รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการต้อนรับอดีตผู้นำกองทัพเมียนมาซึ่งกระทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2564
.
โดยสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการรัฐประหารโดย นายมิน ออง ไลง์ นำมาสู่การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ อาทิ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ปัญหาผู้พลัดถิ่นจากภัยสงคราม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการค้าชายแดนเสถียรภาพภายในภูมิภาค และสันติภาพโดยรวม ฉะนั้นการเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเมียนมาและต้อนรับ นายมิน อ่อง หล่าย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม อีกทั้งการต้อนรับในครั้งนี้ได้มาพร้อมกับความคืบหน้าในฉันทมติ 5 ข้อของอาเขียนในปี พ.ศ.2564 จึงอาจถูกตีความได้ว่ารัฐบาลไทยให้ความชอบธรรมต่อรัฐบาลเมียนมา ทั้งที่ไม่มีพัฒนาการด้านสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรมและยังอาจแสดงถึงความย้อนแย้งของนโยบาย “การส่งเสริมพัฒนาเชิงบวก” หรือ Calibrated Re-engagement ของกระทรวงการต่างประเทศที่เน้นย้ำถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาควบคู่กับความคืบหน้าของสถานการณ์ภายในประเทศ
.
หากรัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเมียนมาซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและภูมิภาคของเรา รัฐบาลไทยควรดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการผลักดันสันติภาพที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้าร่วมและฉันทมติ 5 ข้อให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการสนับสนุนและให้ความชอบธรรมต่อรัฐบาลเมียนมาเพียงอย่างเดียว เพราะสันติภาพอย่างยั่งยืนจะไม่สามารถบรรลุหากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นถูกมองข้าม
.
สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีพิจารณายับยั้งการสนับสนุนที่มอบความชอบธรรมต่อรัฐบาลเมียนมาและหันมาใช้เวทีอาเซียนและนานาชาติในการสนับสนุนการเจรจาที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้าร่วม พร้อมผลักตันฉันทมติ 5 ข้อให้เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมาและผลประโยชน์ของประเทศเมียนมาและประเทศไทย
.
.
‘อนุสรณ์‘ แจงเหตุตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ต้อนรับผู้นำพม่า ต้องการยื่นหนังสือ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5837728
.
‘อนุสรณ์‘ แจงเหตุตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ‘มิน ออง ไลง์‘ เหตุ ต้องการยื่นหนังสือถึงมือ แสดงจุดยืนรัฐสภาไทยไม่เห็นด้วย เหน็บ เราปูพรมแดงให้เผด็จการมือเปื้อนเลือด เผย เตรียมขอเข้าพบ ‘โสภณ’ ปรึกษาเยี่ยม ‘ซูจี’ ต่อ
.
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม ที่รัฐสภา นาย
อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเมียนมาเพื่อสร้างสันติภาพประชาธิปไตยในเมียนมา และการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดน ว่า เมื่อช่วงเช้าตนและทีมงานได้ดำเนินการเพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องถึงพล.อ.อาวุโส
มิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาล หรือรัฐสภาจะให้การต้อนรับเผด็จการ ซึ่งเป็นอาชญากรสงครามในสถานที่ของประชาชน
.
นาย
อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เราสามารถเจรจาสื่อสารกับผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาได้ แต่เราไม่จำเป็นจะต้องต้อนรับในลักษณะปูพรมแดงเช่นนี้ โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนมีความตั้งใจและพยายามยื่นข้อเสนอต่อพล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีของเมียนมา จากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบจัดฉาก เป็นการเลือกตั้งกำมะลอ โดยตนพยายามยื่นหนังสือข้อเสนอซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของประเทศไทยและประเทศเมียนมา แต่ก็ไม่สามารถยื่นหนังสือได้โดยในหนังสือ
.
นาย
อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเรียกร้องของตน ได้แก่ 1.ขอให้ยึดถือสันติธรรมประชาธิปไตย โดยยึดถือแนวทางตามสนธิสัญญาปางหลวง 2.ให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขผลกระทบจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่กระทบต่อคนไทยและประเทศไทย ซึ่งตนมีความตั้งใจเท่านั้น แต่ไม่สามารถยื่นหนังสือได้ ทั้งที่ควรจะเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้ ตนยังขอเรียกร้องให้ดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และฟื้นฟูสันติภาพกับประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม
.
นาย
อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนคำขวัญ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนว่า รัฐสภาไทยยึดมั่นในจุดยืนเพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตย มนุษยธรรม มนุษยชาติเพื่อความเป็นธรรม นั่นคือเจตนาที่ต้องการประกาศให้ชาวโลก เพราะว่ารัฐสภาไทย สส. เรายืนยันในจุดยืนนี้ และตนเองถูกกันจากวิธีการของวุฒิสภา และรู้สึกเศร้าใจกับรัฐบาลและวุฒิสภา เพราะถือว่าสภาผู้แทนไม่ได้มีส่วนรับรู้ด้วย
.
“
เราปูพรมแดงให้กับเผด็จการมือเปื้อนเลือด และสร้างปัญหามากมายให้กับประชาชนชาวไทย หากพวกเราทั้งหลายมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เราย่อมไม่สามารถวางเฉยต่อสภาวะดังกล่าวได้ และจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ข้างสันติภาพ ไม่เอาสงคราม ไม่เอาความขัดแย้งรุนแรง ไม่เอาการทำลายล้างกัน ไม่ต้องการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน แสดงจุดยืนให้เห็นว่าเรายืนยันมนุษยธรรม และความเป็นประชาธิปไตย ภาพการต้อนรับ มิน ออง ไลง์ หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาวันนี้อย่างสมเกียรติ นับเป็นจุดตกต่ำมากที่สุดของยุทธศาสตร์การทูตของไทยบนเวทีโลก การเปิดประเทศต้อนรับผู้นำที่คนทั่วโลกประณาม ออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ การเดินหน้าสานสัมพันธ์กับรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างแนบแน่น ทั้งที่ประชาชนชาวไทย และอาเซียน ผู้รักสันติภาพ และประชาธิปไตย ไม่ได้เห็นดีงามด้วย เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก สำหรับสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก“ นาย
อนุสรณ์ กล่าว
.
นาย
อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมานั้น ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลทหารระบุว่ากำลังเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ แต่ยังมีการสู้รบและโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ชายแดน ซึ่งไทยไม่ควรติดต่อเฉพาะรัฐบาลทหาร แต่ควรเปิดช่องทางกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
JJNY : 5in1 ค้านต้อนรับมินอองไลง์│‘อนุสรณ์‘แสดงจุดยืน│กต.โต้เดือดปมกัมพูชา│ราคาอาหารโลกพุ่ง│ปูตินเปิดทางขายหุ้นสนามบิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5837746
.
19 องค์กรนิสิตนักศึกษา ร่อนแถลงการณ์ ค้านรัฐบาล ต้นรับ มิน อ่อง ไลง์ ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-สันติภาพเมียนมา
.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เครือข่ายสโมสรและองค์กรนิสิตนักศึกษาจาก 3 มหาวิทยาลัย รวม 19 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วม กรณีรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา
.
ระบุว่า ตามที่ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทย ขอแสดงจุดยืนคัดค้านท่าทีของรัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีที่ให้การต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำกองทัพเมียนมา ซึ่งก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตยในปี 2564
.
ในฐานะนิสิตนักศึกษา สโมสรและองค์กรจาก 3 มหาวิทยาลัยที่ร่วมแถลงการณ์นี้ เห็นว่า พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ เป็นตัวการก่อความขัดแย้งรุนแรงในเมียนมาตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้นักศึกษาชาวเมียนมาจำนวนมากต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา การต้อนรับบุคคลนี้จึงย่อมจะเป็นการส่งเสริมการทำลายอนาคตของเยาวชนชาวเมียนมาให้ดำเนินต่อไป
.
การที่คณะทหารของบุคคลนี้ใช้ความรุนแรงในการรักษาอำนาจตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังก่อให้เกิดปัญหาภายในประเทศอีกมากมาย โดยเฉพาะปัญหาการลิดรอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ซึ่งทำให้ชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น รวมถึงปัญหาการจัดเลือกตั้งที่น่ากังขาที่เพิ่งเกิดขึ้น นอกจากนี้ การรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมายังทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตผู้พลัดถิ่น ปัญหาความเปราะบางของชุมชนชายแดน ปัญหาการค้าชายแดน ความไม่มั่นคงในภูมิภาค และปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ อาทิ กรณีสารพิษตกค้างในแม่น้ำกก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย ดังนั้นการที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับบุคคลนี้อย่างเป็นทางการ หรือพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับระบอบที่ยังเป็นข้อถกเถียงในสายตาของนานาประเทศระบอบนี้ จึงไม่อาจสร้างเสถียรภาพระยะยาวระหว่างทั้งสองประเทศที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบที่เป็นต้นเหตุของปัญหาระดับประเทศและระหว่างประเทศตามที่กล่าวไปด้วย
.
หากรัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งล้วนเป็นภาระที่ประชาชนไทยและเมียนมาต้องร่วมแบกรับ และตั้งใจที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศพัฒนาร่วมกันจริง ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน ควรดำเนินนโยบายโดยเน้นการผลักดันสันติภาพในเมียนมาที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองพลเรือนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในเมียนมา มากกว่าเลือกดำเนินนโยบายที่อาจสนับสนุนอาชญากรสงครามทางอ้อม เพราะการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นจนละเลยหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรรม และเจตจำนงของประชาชนเมียนมา มิใช่แนวทางที่นำไปสู่สันติภาพและการพัฒนาที่ยังยืน
.
สโมสรและองค์กรจาก 3 มหาวิทยาลัยที่ร่วมแถลงการณ์นี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีพิจารณายับยั้งการกระทำใดๆ ที่จะสนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลของ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ และหันมาใช้เวทีนานาชาติผลักดันการยุติความรุนแรงต่อประชาชน เปิดการเจรจาอย่างครอบคลุม และสร้างสันติภาพในเมียนมา อย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชนชนชาวไทยและชาวเมียนม
.
แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นการร่วมลงนามโดย 19 สโมสรและองค์กร จาก 3 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย
.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (6 องค์กร) : สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะกรรมการนิสิตคณะนิติศาสตร์, คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์, คณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยา, สโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสโมสรนิสิตคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ
.
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน (1 องค์กร) : องค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (12 องค์กร) : องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์, คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยสหวิทยาการ และคณะกรรมการนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
.
นอกจากนี้ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับ ถึง เรื่อง กรณีรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอดีตผู้นำคณะรัฐประหารประเทศเมียนมา
.
ตามที่ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอดีตผู้นำคณะรัฐประหารของประเทศเมียนมา ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 สิงหาคม พ.ศ.2569 สโมสรนิสิต
.
รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการต้อนรับอดีตผู้นำกองทัพเมียนมาซึ่งกระทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2564
.
โดยสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการรัฐประหารโดย นายมิน ออง ไลง์ นำมาสู่การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ อาทิ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ปัญหาผู้พลัดถิ่นจากภัยสงคราม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการค้าชายแดนเสถียรภาพภายในภูมิภาค และสันติภาพโดยรวม ฉะนั้นการเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเมียนมาและต้อนรับ นายมิน อ่อง หล่าย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม อีกทั้งการต้อนรับในครั้งนี้ได้มาพร้อมกับความคืบหน้าในฉันทมติ 5 ข้อของอาเขียนในปี พ.ศ.2564 จึงอาจถูกตีความได้ว่ารัฐบาลไทยให้ความชอบธรรมต่อรัฐบาลเมียนมา ทั้งที่ไม่มีพัฒนาการด้านสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรมและยังอาจแสดงถึงความย้อนแย้งของนโยบาย “การส่งเสริมพัฒนาเชิงบวก” หรือ Calibrated Re-engagement ของกระทรวงการต่างประเทศที่เน้นย้ำถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาควบคู่กับความคืบหน้าของสถานการณ์ภายในประเทศ
.
หากรัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเมียนมาซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและภูมิภาคของเรา รัฐบาลไทยควรดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการผลักดันสันติภาพที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้าร่วมและฉันทมติ 5 ข้อให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการสนับสนุนและให้ความชอบธรรมต่อรัฐบาลเมียนมาเพียงอย่างเดียว เพราะสันติภาพอย่างยั่งยืนจะไม่สามารถบรรลุหากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นถูกมองข้าม
.
สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและนายกรัฐมนตรีพิจารณายับยั้งการสนับสนุนที่มอบความชอบธรรมต่อรัฐบาลเมียนมาและหันมาใช้เวทีอาเซียนและนานาชาติในการสนับสนุนการเจรจาที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้าร่วม พร้อมผลักตันฉันทมติ 5 ข้อให้เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมาและผลประโยชน์ของประเทศเมียนมาและประเทศไทย
.
.
‘อนุสรณ์‘ แจงเหตุตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ต้อนรับผู้นำพม่า ต้องการยื่นหนังสือ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5837728
.
‘อนุสรณ์‘ แจงเหตุตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ‘มิน ออง ไลง์‘ เหตุ ต้องการยื่นหนังสือถึงมือ แสดงจุดยืนรัฐสภาไทยไม่เห็นด้วย เหน็บ เราปูพรมแดงให้เผด็จการมือเปื้อนเลือด เผย เตรียมขอเข้าพบ ‘โสภณ’ ปรึกษาเยี่ยม ‘ซูจี’ ต่อ
.
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเมียนมาเพื่อสร้างสันติภาพประชาธิปไตยในเมียนมา และการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดน ว่า เมื่อช่วงเช้าตนและทีมงานได้ดำเนินการเพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องถึงพล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาล หรือรัฐสภาจะให้การต้อนรับเผด็จการ ซึ่งเป็นอาชญากรสงครามในสถานที่ของประชาชน
.
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เราสามารถเจรจาสื่อสารกับผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาได้ แต่เราไม่จำเป็นจะต้องต้อนรับในลักษณะปูพรมแดงเช่นนี้ โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนมีความตั้งใจและพยายามยื่นข้อเสนอต่อพล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีของเมียนมา จากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบจัดฉาก เป็นการเลือกตั้งกำมะลอ โดยตนพยายามยื่นหนังสือข้อเสนอซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของประเทศไทยและประเทศเมียนมา แต่ก็ไม่สามารถยื่นหนังสือได้โดยในหนังสือ
.
นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเรียกร้องของตน ได้แก่ 1.ขอให้ยึดถือสันติธรรมประชาธิปไตย โดยยึดถือแนวทางตามสนธิสัญญาปางหลวง 2.ให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขผลกระทบจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่กระทบต่อคนไทยและประเทศไทย ซึ่งตนมีความตั้งใจเท่านั้น แต่ไม่สามารถยื่นหนังสือได้ ทั้งที่ควรจะเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้ ตนยังขอเรียกร้องให้ดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และฟื้นฟูสันติภาพกับประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม
.
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนคำขวัญ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนว่า รัฐสภาไทยยึดมั่นในจุดยืนเพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตย มนุษยธรรม มนุษยชาติเพื่อความเป็นธรรม นั่นคือเจตนาที่ต้องการประกาศให้ชาวโลก เพราะว่ารัฐสภาไทย สส. เรายืนยันในจุดยืนนี้ และตนเองถูกกันจากวิธีการของวุฒิสภา และรู้สึกเศร้าใจกับรัฐบาลและวุฒิสภา เพราะถือว่าสภาผู้แทนไม่ได้มีส่วนรับรู้ด้วย
.
“เราปูพรมแดงให้กับเผด็จการมือเปื้อนเลือด และสร้างปัญหามากมายให้กับประชาชนชาวไทย หากพวกเราทั้งหลายมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เราย่อมไม่สามารถวางเฉยต่อสภาวะดังกล่าวได้ และจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ข้างสันติภาพ ไม่เอาสงคราม ไม่เอาความขัดแย้งรุนแรง ไม่เอาการทำลายล้างกัน ไม่ต้องการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน แสดงจุดยืนให้เห็นว่าเรายืนยันมนุษยธรรม และความเป็นประชาธิปไตย ภาพการต้อนรับ มิน ออง ไลง์ หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาวันนี้อย่างสมเกียรติ นับเป็นจุดตกต่ำมากที่สุดของยุทธศาสตร์การทูตของไทยบนเวทีโลก การเปิดประเทศต้อนรับผู้นำที่คนทั่วโลกประณาม ออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ การเดินหน้าสานสัมพันธ์กับรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างแนบแน่น ทั้งที่ประชาชนชาวไทย และอาเซียน ผู้รักสันติภาพ และประชาธิปไตย ไม่ได้เห็นดีงามด้วย เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก สำหรับสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก“ นายอนุสรณ์ กล่าว
.
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมานั้น ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลทหารระบุว่ากำลังเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ แต่ยังมีการสู้รบและโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ชายแดน ซึ่งไทยไม่ควรติดต่อเฉพาะรัฐบาลทหาร แต่ควรเปิดช่องทางกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน