ช่วงนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่นโยบายกระแทกใจคนทำงานออฟฟิศกันรัว ๆ เลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่อง "เงินสุทธิเข้าบัญชี (Net Salary)" ที่ดูเหมือนจะถูกสะกิดลดลงเรื่อย ๆ จากนโยบายภาครัฐที่ออกมาต่อเนื่อง
ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสถกเถียงกันหนักมาก มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ ที่กระทบกระเป๋าเงินเราโดยตรงค่ะ:
1. การปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคม (ม.33): ที่ขยับฐานคำนวณเงินเดือนขึ้น ทำให้คนเงินเดือนเกินเพดานโดนหักเงินสมทบเพิ่มขึ้นทุกเดือน (จากเดิมสูงสุด 750 บาท ปรับเพิ่มขึ้นตามขั้นบันได) โดยรัฐชี้แจงว่าเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ เงินชดเชย และบำนาญชราภาพให้สูงขึ้น
2. นโยบายหักเงินสมทบ 0.25% (กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง): สำหรับสถานประกอบการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) โดยจะหักเงินเรา 0.25% แล้วให้นายจ้างจ่ายทบให้อีก 0.25% เพื่อสะสมเป็นเงินก้อนคืนให้ในวันที่เรา "ลาออกเอง" หรือสิ้นสุดการจ้างงาน
มุมหนึ่ง รัฐบาลและฝั่งสนับสนุนก็มองว่าเป็นเรื่องดี เพราะถือเป็น "การบังคับออมเงิน" ได้เงินสมทบฟรีจากนายจ้างอีกเท่าตัว แถมตอนลาออกเองยังมีเงินก้อนติดกระเป๋า ต่างจากสิทธิว่างงานปกติที่ต้องโดนให้ออกหรือเลิกจ้างเท่านั้นถึงจะได้
แต่ในอีกมุมของคนทำงานจริง ๆ... ยุคนี้ค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง พุ่งสูงขึ้นทุกวัน เงินเดือนสุทธิที่โอนเข้าบัญชีถูกหักยิบย่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนเริ่มรู้สึกตึงมือ แถมยังเกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าของสิทธิการรักษาพยาบาล และความเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาวอีกด้วย
💡 เพื่อน ๆ มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไงบ้างคะ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหน่อยค่ะ:
- ในสถานการณ์ปัจจุบัน เงินที่โดนหักเพิ่มขึ้นกระทบสภาพคล่องในชีวิตประจำวันของเพื่อน ๆ มากน้อยแค่ไหนคะ?
- คิดว่าระบบการออมบังคับแบบนี้ (โดยเฉพาะตัว 0.25% ที่ได้คืนตอนลาออก) เป็นเรื่องดี หรือคิดว่าเราควรเอาเงินส่วนนี้มาบริหารจัดการเองดีกว่า?
- สิทธิประโยชน์ที่รัฐสัญญาว่าจะได้เพิ่มขึ้นมา รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่เราต้องจ่ายเพิ่มไปในแต่ละเดือนจริง ๆ ไหม?
ใครมีความเห็นยังไง หรือมีประสบการณ์ตรงเรื่องการใช้สิทธิประกันสังคม มาแชร์มุมมอง สถิติ หรือระบายความในใจกันได้เต็มที่เลยนะค๊าา อยากฟังมุมมองของเพื่อน ๆ ทุกคนค่ะ 🙏💬
โดนหักเพิ่มอีกแล้ว! คิดยังไงกับปรับประกันสังคมเพิ่ม + หัก 0.25% สะสมไว้ตอนลาออก คุ้มจริงหรือเพิ่มภาระ? 💸📉
ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสถกเถียงกันหนักมาก มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ ที่กระทบกระเป๋าเงินเราโดยตรงค่ะ:
1. การปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคม (ม.33): ที่ขยับฐานคำนวณเงินเดือนขึ้น ทำให้คนเงินเดือนเกินเพดานโดนหักเงินสมทบเพิ่มขึ้นทุกเดือน (จากเดิมสูงสุด 750 บาท ปรับเพิ่มขึ้นตามขั้นบันได) โดยรัฐชี้แจงว่าเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ เงินชดเชย และบำนาญชราภาพให้สูงขึ้น
2. นโยบายหักเงินสมทบ 0.25% (กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง): สำหรับสถานประกอบการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) โดยจะหักเงินเรา 0.25% แล้วให้นายจ้างจ่ายทบให้อีก 0.25% เพื่อสะสมเป็นเงินก้อนคืนให้ในวันที่เรา "ลาออกเอง" หรือสิ้นสุดการจ้างงาน
มุมหนึ่ง รัฐบาลและฝั่งสนับสนุนก็มองว่าเป็นเรื่องดี เพราะถือเป็น "การบังคับออมเงิน" ได้เงินสมทบฟรีจากนายจ้างอีกเท่าตัว แถมตอนลาออกเองยังมีเงินก้อนติดกระเป๋า ต่างจากสิทธิว่างงานปกติที่ต้องโดนให้ออกหรือเลิกจ้างเท่านั้นถึงจะได้
แต่ในอีกมุมของคนทำงานจริง ๆ... ยุคนี้ค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง พุ่งสูงขึ้นทุกวัน เงินเดือนสุทธิที่โอนเข้าบัญชีถูกหักยิบย่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนเริ่มรู้สึกตึงมือ แถมยังเกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าของสิทธิการรักษาพยาบาล และความเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาวอีกด้วย
💡 เพื่อน ๆ มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไงบ้างคะ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหน่อยค่ะ:
- ในสถานการณ์ปัจจุบัน เงินที่โดนหักเพิ่มขึ้นกระทบสภาพคล่องในชีวิตประจำวันของเพื่อน ๆ มากน้อยแค่ไหนคะ?
- คิดว่าระบบการออมบังคับแบบนี้ (โดยเฉพาะตัว 0.25% ที่ได้คืนตอนลาออก) เป็นเรื่องดี หรือคิดว่าเราควรเอาเงินส่วนนี้มาบริหารจัดการเองดีกว่า?
- สิทธิประโยชน์ที่รัฐสัญญาว่าจะได้เพิ่มขึ้นมา รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่เราต้องจ่ายเพิ่มไปในแต่ละเดือนจริง ๆ ไหม?
ใครมีความเห็นยังไง หรือมีประสบการณ์ตรงเรื่องการใช้สิทธิประกันสังคม มาแชร์มุมมอง สถิติ หรือระบายความในใจกันได้เต็มที่เลยนะค๊าา อยากฟังมุมมองของเพื่อน ๆ ทุกคนค่ะ 🙏💬