เตรียมใจขึ้นสู่มูซตักอาตา… แล้วปล่อยใจไปกับสายน้ำ
คืนก่อนขึ้นมูซตักอาตา เป็นคืนเดียวของทริปซินเจียงครั้งนี้ที่ฉันรู้สึกกังวลจริง ๆ
เมื่ออ่านข้อมูลและเช็กพยากรณ์อากาศ ก็รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะต้องเจอทั้งความสูงและอากาศหนาว
เรื่องความสูง ฉันไม่ได้กังวลมากนัก เพราะที่ผ่านมาเคยเดินทางในพื้นที่สูงมาหลายครั้ง จึงคิดว่าน่าจะพอรับมือได้
แต่เรื่องความหนาวนี่สิ…
ยิ่งเห็นว่าอุณหภูมิบางวันลดลงไปถึงติดลบ ก็ยิ่งกังวล เพราะเป็นคนไม่ชอบอากาศหนาวอยู่แล้ว แถมเสื้อผ้าที่เตรียมมาจากเมืองไทยก็ดูจะไม่เพียงพอ
คืนนั้นเลยนั่งวางแผนการแต่งตัวใหม่
Heattech…ใส่
เสื้อยืดไหมพรมแขนยาว…ใส่
เสื้อกั๊ก…ใส่
เสื้อกันหนาว…ใส่
งานนี้ไม่มีกั๊กค่ะ…
ใส่ซ้อนสามชั้น สี่ชั้นไว้ก่อน อุ่นหรือไม่อุ่นค่อยว่ากัน 😄
จัดเสื้อผ้าเสร็จก็หลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น…
บนรถ ทุกคนเริ่มคุยกันถึงความพร้อมสำหรับการขึ้นมูซตักอาตา แต่ละคนเตรียมอุปกรณ์กันหนาวกันมาแบบพร้อมเกินร้อย
ส่วนฉัน…
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าความพร้อมของตัวเองค่อย ๆ ลดลง
ตอนนี้น่าจะเหลือไม่ถึง 30 😄
เลยหันไปถามไกด์เบา ๆ
“พอจะแวะหาร้านซื้อถุงมือ หรือของกันหนาวเพิ่มได้ไหมคะ”
แล้วก็ขอเพิ่มอีกหนึ่งรีเควสต์
“ถ้าเป็นไปได้ อยากแวะซื้อผลไม้ด้วยค่ะ”
ผลไม้ที่ซื้อมาตั้งแต่วันแรก หมดเกลี้ยงเรียบร้อยแล้ว
เมื่อไกด์ช่วยคุยกับพี่คนขับให้ ฉันก็แอบสังเกตสีหน้าพี่เขาอยู่เหมือนกัน
ดูท่าจะลำบากใจไม่น้อย
เช้า ๆ แบบนี้ ยังมีรีเควสต์ให้แวะซื้อเสื้อผ้า แถมยังขอซื้อผลไม้อีก 😄
แต่พี่คนขับก็พารถมาจอดหน้าร้านขายผลไม้ ก่อนจะหันมาบอกผ่านไกด์ว่า
“นั่งรอบนรถก่อน อยากได้อะไรบอกมา เดี๋ยวผมลงไปซื้อให้”
แอบเดากันเองว่า…
พี่เขาคงรู้แล้ว ถ้าปล่อยพวกเราลงไปเดินเอง วันนี้คงไม่ได้เสียเวลาแค่ซื้อผลไม้แน่นอน 😄
ไม่นานพี่คนขับก็กลับมาพร้อมผลไม้ถุงใหญ่
พร้อมบอกว่า วันนี้บริษัทรถทัวร์ขอเป็นเจ้าภาพ เพราะดีใจที่พวกเราชอบผลไม้ของซินเจียง
ฉันก็ยิ้มหวานให้กับเจ้าภาพ พร้อมแอบกระซิบกับตัวเองว่า…
“อิ่มจัง…ตังค์อยู่ครบ” 😄
จากนั้นรถก็วิ่งต่อไปอีกไม่นาน ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าร้านแห่งหนึ่ง
พอรถจอด ฉันก็หันไปบอกทุกคนด้วยความเกรงใจ
“ขอแวะลงไปซื้อถุงมือแป๊บเดียวนะคะ”
เพราะรู้สึกว่าที่ต้องเสียเวลาแวะร้านแบบนี้ ก็เป็นเพราะตัวเองเตรียมตัวมาไม่พร้อม
แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้ยิ้มออก
“ไม่เป็นไร ลงไปเดินเล่นกัน”
เท่านั้นแหละ…
จากที่คิดว่าจะลงไปซื้อถุงมือคนเดียว
ก็กลายเป็นว่าทุกคนลงจากรถไปเดินเล่นด้วยกัน
ร้านนี้ค่อนข้างใหญ่ ด้านหน้าคล้ายมินิมาร์ท มีทั้งของกิน ของใช้ ส่วนด้านในมีมุมขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาว
เมื่อรู้ว่าพวกเรากำลังจะขึ้นมูซตักอาตา คุณพี่ก็พาไปดูถุงมือหลายแบบ
คู่แรกคุณภาพสมราคาค่ะ…
เกือบ 200 หยวน
สำหรับคนที่ไม่ชอบเที่ยวเมืองหนาว ก็แอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกัน
คุณพี่เห็นฉันยังลังเลอยู่ ก็หยิบอีกคู่มาให้
“คู่นี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน”
ฉันเหลือบไปดูป้ายราคา
15 หยวน
ลองสวมเข้ามือ…
โอเคค่ะ
อุ่นไปที่ใจและกระเป๋า 😄
จากนั้นทุกคนก็คงเดาออกแล้วนะคะ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ตอนเดินออกจากร้าน
พวกเราทุกคนใส่ถุงมือลายเดียวกัน 😄
คนอื่นมีเสื้อทีม
ส่วนพวกเรา… มี “ถุงมือทีม”
ก่อนขึ้นรถก็เลยขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก
⸻
หลังจากได้ “ถุงมือทีม” กันครบแล้ว รถก็พาพวกเรามุ่งหน้าสู่มูซตักอาตา
บนรถยังคุยกันสนุกสนานเหมือนเดิม
แต่ทันทีที่รถจอดและประตูเปิดออก…
ลมหนาวก็กรรโชกเข้ามาทันที
เมื่อครู่ที่ยังคุยกันเสียงดัง บรรยากาศก็เงียบลงอีกครั้ง
พวกเราหันมามองหน้ากัน
สักพักก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เจอกันในอาคารนะ”
เท่านั้นแหละ…
ทุกคนวิ่งค่ะ 😄
ฉันเองก็วิ่งสุดชีวิตเหมือนกัน
แต่ถึงจะวิ่ง ลมหนาวก็ยังปะทะจนขาสั่น มือสั่นไปหมด
ตอนนั้นได้แต่คิดว่า…
แค่ข้างล่างยังหนาวขนาดนี้
แล้วข้างบนที่ความสูง 4,688 เมตร
จะรอดไหมเนี่ย 😅
เมื่อเข้าไปในอาคาร ความรู้สึกแรกคืออุ่นขึ้นเยอะ
ด้านในมีนักท่องเที่ยวมารอซื้อตั๋วขึ้นธารน้ำแข็งอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงกับแน่น
ระหว่างที่ไกด์กับพี่คนขับไปจัดการเรื่องตั๋ว พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องน้ำ เดินดูของ และหาที่หลบหนาว
แต่หลังจากเจอลมหนาวเมื่อครู่…
หัวข้อสนทนาของพวกเรามีอยู่เรื่องเดียว
“สงสัยจะไม่รอด”
“หรือเราต้องเช่าเสื้อโค้ท”
ระหว่างที่กำลังชั่งใจ ก็มีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินเข้ามาทัก
“เช่าเถอะครับ ผมก็เช่า”
จากนั้นก็เริ่มมีวงสนทนาเล็ก ๆ ของคนไทยที่เพิ่งมาเจอกัน ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันว่า ข้างบนหนาวแค่ไหน
คุยกันไปคุยกันมา…
สุดท้ายพวกเราสามคนก็ตัดสินใจเช่าเสื้อโค้ท
เสื้อทั้งหนา ทั้งหนัก…
แถมยังมีกลิ่นหม่าล่าติดมาด้วย 😄
ก็ถือซะว่าวันนี้ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นหม่าล่าก็แล้วกัน
ส่วนอีกสามคนยังยืนยันคำเดิม
“ไหว” 😄
ไม่นานไกด์กับพี่คนขับก็เดินกลับมาพร้อมตั๋ว และเอกสารภาษาจีนอีกชุดหนึ่ง
พวกเรามองหน้ากัน…
อ่านไม่ออกค่ะ 😄
ไกด์จึงอธิบายว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่อายุเกิน 60 ปี จะต้องเซ็นรับทราบความเสี่ยงก่อนขึ้นไป
พอเซ็นเรียบร้อยแล้ว…
ก็ได้รับส่วนลดค่าเข้าชมเป็นของตอบแทน
ถือว่าอายุเกิน 60 ก็มีข้อดีเหมือนกันนะคะ 😄
เมื่อทุกอย่างพร้อม…
พวกเราก็เดินออกจากตัวอาคาร เพื่อไปรอขึ้นรถบัสที่จะพาขึ้นไปยังจุดชมธารน้ำแข็ง
เอาละค่ะ…
บิดาแห่งธารน้ำแข็ง
มูซตักอาตา
พวกเราพร้อมแล้ว
พร้อมไปเจอกับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
Go go gooooo!!!
(โปรดติดตามตอนต่อไป : ก้าวแรกบนความสูง…)
บันทึกหน้าหนึ่งของการเดินทาง : ซินเจียงใต้ ตอน 7
คืนก่อนขึ้นมูซตักอาตา เป็นคืนเดียวของทริปซินเจียงครั้งนี้ที่ฉันรู้สึกกังวลจริง ๆ
เมื่ออ่านข้อมูลและเช็กพยากรณ์อากาศ ก็รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะต้องเจอทั้งความสูงและอากาศหนาว
เรื่องความสูง ฉันไม่ได้กังวลมากนัก เพราะที่ผ่านมาเคยเดินทางในพื้นที่สูงมาหลายครั้ง จึงคิดว่าน่าจะพอรับมือได้
แต่เรื่องความหนาวนี่สิ…
ยิ่งเห็นว่าอุณหภูมิบางวันลดลงไปถึงติดลบ ก็ยิ่งกังวล เพราะเป็นคนไม่ชอบอากาศหนาวอยู่แล้ว แถมเสื้อผ้าที่เตรียมมาจากเมืองไทยก็ดูจะไม่เพียงพอ
คืนนั้นเลยนั่งวางแผนการแต่งตัวใหม่
Heattech…ใส่
เสื้อยืดไหมพรมแขนยาว…ใส่
เสื้อกั๊ก…ใส่
เสื้อกันหนาว…ใส่
งานนี้ไม่มีกั๊กค่ะ…
ใส่ซ้อนสามชั้น สี่ชั้นไว้ก่อน อุ่นหรือไม่อุ่นค่อยว่ากัน 😄
จัดเสื้อผ้าเสร็จก็หลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น…
บนรถ ทุกคนเริ่มคุยกันถึงความพร้อมสำหรับการขึ้นมูซตักอาตา แต่ละคนเตรียมอุปกรณ์กันหนาวกันมาแบบพร้อมเกินร้อย
ส่วนฉัน…
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าความพร้อมของตัวเองค่อย ๆ ลดลง
ตอนนี้น่าจะเหลือไม่ถึง 30 😄
เลยหันไปถามไกด์เบา ๆ
“พอจะแวะหาร้านซื้อถุงมือ หรือของกันหนาวเพิ่มได้ไหมคะ”
แล้วก็ขอเพิ่มอีกหนึ่งรีเควสต์
“ถ้าเป็นไปได้ อยากแวะซื้อผลไม้ด้วยค่ะ”
ผลไม้ที่ซื้อมาตั้งแต่วันแรก หมดเกลี้ยงเรียบร้อยแล้ว
เมื่อไกด์ช่วยคุยกับพี่คนขับให้ ฉันก็แอบสังเกตสีหน้าพี่เขาอยู่เหมือนกัน
ดูท่าจะลำบากใจไม่น้อย
เช้า ๆ แบบนี้ ยังมีรีเควสต์ให้แวะซื้อเสื้อผ้า แถมยังขอซื้อผลไม้อีก 😄
แต่พี่คนขับก็พารถมาจอดหน้าร้านขายผลไม้ ก่อนจะหันมาบอกผ่านไกด์ว่า
“นั่งรอบนรถก่อน อยากได้อะไรบอกมา เดี๋ยวผมลงไปซื้อให้”
แอบเดากันเองว่า…
พี่เขาคงรู้แล้ว ถ้าปล่อยพวกเราลงไปเดินเอง วันนี้คงไม่ได้เสียเวลาแค่ซื้อผลไม้แน่นอน 😄
ไม่นานพี่คนขับก็กลับมาพร้อมผลไม้ถุงใหญ่
พร้อมบอกว่า วันนี้บริษัทรถทัวร์ขอเป็นเจ้าภาพ เพราะดีใจที่พวกเราชอบผลไม้ของซินเจียง
ฉันก็ยิ้มหวานให้กับเจ้าภาพ พร้อมแอบกระซิบกับตัวเองว่า…
“อิ่มจัง…ตังค์อยู่ครบ” 😄
จากนั้นรถก็วิ่งต่อไปอีกไม่นาน ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าร้านแห่งหนึ่ง
พอรถจอด ฉันก็หันไปบอกทุกคนด้วยความเกรงใจ
“ขอแวะลงไปซื้อถุงมือแป๊บเดียวนะคะ”
เพราะรู้สึกว่าที่ต้องเสียเวลาแวะร้านแบบนี้ ก็เป็นเพราะตัวเองเตรียมตัวมาไม่พร้อม
แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้ยิ้มออก
“ไม่เป็นไร ลงไปเดินเล่นกัน”
เท่านั้นแหละ…
จากที่คิดว่าจะลงไปซื้อถุงมือคนเดียว
ก็กลายเป็นว่าทุกคนลงจากรถไปเดินเล่นด้วยกัน
ร้านนี้ค่อนข้างใหญ่ ด้านหน้าคล้ายมินิมาร์ท มีทั้งของกิน ของใช้ ส่วนด้านในมีมุมขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาว
เมื่อรู้ว่าพวกเรากำลังจะขึ้นมูซตักอาตา คุณพี่ก็พาไปดูถุงมือหลายแบบ
คู่แรกคุณภาพสมราคาค่ะ…
เกือบ 200 หยวน
สำหรับคนที่ไม่ชอบเที่ยวเมืองหนาว ก็แอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกัน
คุณพี่เห็นฉันยังลังเลอยู่ ก็หยิบอีกคู่มาให้
“คู่นี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน”
ฉันเหลือบไปดูป้ายราคา
15 หยวน
ลองสวมเข้ามือ…
โอเคค่ะ
อุ่นไปที่ใจและกระเป๋า 😄
จากนั้นทุกคนก็คงเดาออกแล้วนะคะ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ตอนเดินออกจากร้าน
พวกเราทุกคนใส่ถุงมือลายเดียวกัน 😄
คนอื่นมีเสื้อทีม
ส่วนพวกเรา… มี “ถุงมือทีม”
ก่อนขึ้นรถก็เลยขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก
⸻
หลังจากได้ “ถุงมือทีม” กันครบแล้ว รถก็พาพวกเรามุ่งหน้าสู่มูซตักอาตา
บนรถยังคุยกันสนุกสนานเหมือนเดิม
แต่ทันทีที่รถจอดและประตูเปิดออก…
ลมหนาวก็กรรโชกเข้ามาทันที
เมื่อครู่ที่ยังคุยกันเสียงดัง บรรยากาศก็เงียบลงอีกครั้ง
พวกเราหันมามองหน้ากัน
สักพักก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เจอกันในอาคารนะ”
เท่านั้นแหละ…
ทุกคนวิ่งค่ะ 😄
ฉันเองก็วิ่งสุดชีวิตเหมือนกัน
แต่ถึงจะวิ่ง ลมหนาวก็ยังปะทะจนขาสั่น มือสั่นไปหมด
ตอนนั้นได้แต่คิดว่า…
แค่ข้างล่างยังหนาวขนาดนี้
แล้วข้างบนที่ความสูง 4,688 เมตร
จะรอดไหมเนี่ย 😅
เมื่อเข้าไปในอาคาร ความรู้สึกแรกคืออุ่นขึ้นเยอะ
ด้านในมีนักท่องเที่ยวมารอซื้อตั๋วขึ้นธารน้ำแข็งอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงกับแน่น
ระหว่างที่ไกด์กับพี่คนขับไปจัดการเรื่องตั๋ว พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องน้ำ เดินดูของ และหาที่หลบหนาว
แต่หลังจากเจอลมหนาวเมื่อครู่…
หัวข้อสนทนาของพวกเรามีอยู่เรื่องเดียว
“สงสัยจะไม่รอด”
“หรือเราต้องเช่าเสื้อโค้ท”
ระหว่างที่กำลังชั่งใจ ก็มีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินเข้ามาทัก
“เช่าเถอะครับ ผมก็เช่า”
จากนั้นก็เริ่มมีวงสนทนาเล็ก ๆ ของคนไทยที่เพิ่งมาเจอกัน ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันว่า ข้างบนหนาวแค่ไหน
คุยกันไปคุยกันมา…
สุดท้ายพวกเราสามคนก็ตัดสินใจเช่าเสื้อโค้ท
เสื้อทั้งหนา ทั้งหนัก…
แถมยังมีกลิ่นหม่าล่าติดมาด้วย 😄
ก็ถือซะว่าวันนี้ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นหม่าล่าก็แล้วกัน
ส่วนอีกสามคนยังยืนยันคำเดิม
“ไหว” 😄
ไม่นานไกด์กับพี่คนขับก็เดินกลับมาพร้อมตั๋ว และเอกสารภาษาจีนอีกชุดหนึ่ง
พวกเรามองหน้ากัน…
อ่านไม่ออกค่ะ 😄
ไกด์จึงอธิบายว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่อายุเกิน 60 ปี จะต้องเซ็นรับทราบความเสี่ยงก่อนขึ้นไป
พอเซ็นเรียบร้อยแล้ว…
ก็ได้รับส่วนลดค่าเข้าชมเป็นของตอบแทน
ถือว่าอายุเกิน 60 ก็มีข้อดีเหมือนกันนะคะ 😄
เมื่อทุกอย่างพร้อม…
พวกเราก็เดินออกจากตัวอาคาร เพื่อไปรอขึ้นรถบัสที่จะพาขึ้นไปยังจุดชมธารน้ำแข็ง
เอาละค่ะ…
บิดาแห่งธารน้ำแข็ง
มูซตักอาตา
พวกเราพร้อมแล้ว
พร้อมไปเจอกับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
Go go gooooo!!!
(โปรดติดตามตอนต่อไป : ก้าวแรกบนความสูง…)