🚀​ เราอาจ "ไม่มีวัน" ได้ออกไปจากระบบสุริยะเลยก็ได้!

กระทู้สนทนา
เราอาจ "ไม่มีวัน" ได้ออกไปจากระบบสุริยะเลยก็ได้! มนุษย์เดินทางในอวกาศได้เร็วเพียง 0.0037% ของแสง ทำให้ต้องใช้เวลานานถึง 118,000 ปีเพื่อไปถึงดาวฤกษ์ใกล้สุด!...
.

การผจญภัยออกไปสำรวจและตั้งรกรากนอกระบบสุริยะคือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ปรารถนามาโดยตลอด แต่เมื่อเรามองออกไปในอวกาศอันกว้างใหญ่ เรากำลังเผชิญกับบททดสอบที่ยากที่สุดทางฟิสิกส์อยู่

ในอดีตเมื่อปี 1969 มนุษย์เคยเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด 39,897 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในขณะกลับจากดวงจันทร์ หรือคิดเป็นเพียง 0.0037% ของความเร็วแสง

ด้วยความเร็วนี้เราจะต้องใช้เวลาเดินทางถึง 118,000 ปี กว่าจะไปถึงอัลฟาเซนทอรี (Alpha Centauri) ซึ่งเป็นระบบดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับโลกมากที่สุด

และปัจจุบันยานพาร์กเกอร์โซลาร์โพรบ (Parker Solar Probe) ที่ถูกสร้างขึ้นก็ทำความเร็วได้สูงถึง 635,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 0.0588% ของความเร็วแสง นั่นเร็วพอจะเดินทางรอบโลกได้ภายใน 4 นาที!

ด้วยความเร็วนี้เราจะต้องใช้เวลาราว 7,400 ปี ถึงจะไปถึงอัลฟาเซนทอรี ซึ่งนั่นก็นานเกินกว่าอายุขัยมนุษย์ไปหลายต่อหลายชั่วรุ่นมากๆ (รวมถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์สมัยใหม่) ทำให้ความเร็วนี้ก็ยังช้าเกินไปหากจะใช้เดินทางข้ามดวงดาว…
.

แต่หากในอนาคตเรามีเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ฟิวชัน ปฏิสสาร หรือใบเรือแสงเลเซอร์ (Laser Sail) แบบก้าวล้ำที่สุด เราก็จะมียานอวกาศเดินทางได้เร็วถึง 20% ของความเร็วแสง! หรือประมาณ 216 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง

ที่ความเร็วระดับนี้เราจะใช้เวลาเพียง 20 ปีเพื่อไปถึงระบบดาวอัลฟาเซนทอรี! ภายในช่วงอายุขัยของมนุษย์ 1 คนแน่นอน ต่อให้รวมทั้งไปทั้งกลับก็ตาม
.

นี่ฟังดูเหมือนจะเป็นความหวังที่สดใสใช่ไหม? ทว่าในความเป็นจริง อวกาศที่ดูเหมือนว่างเปล่ากลับซ่อนภัยคุกคามที่มองไม่เห็นเอาไว้อยู่ด้วย นั่นคืออนุภาคและเศษฝุ่นอวกาศ

การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับนี้จะเปลี่ยนก้อนกรวดขนาดเท่าลูกกอล์ฟให้กลายเป็นอาวุธทำลายล้างที่เมื่อพุ่งชนยานจะปลดปล่อยพลังงานมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาถึงสองเท่า!
.

และแม้ยานจะมีเกราะป้องกันที่หนาแน่น แต่การต้องการถูกพุ่งชนและกัดกร่อนจากอนุภาคตลอดเส้นทางก็อาจทำให้โครงสร้างพังพินาศได้ในเร็ววัน

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อเราฝ่าฟันอันตรายไปถึงระบบดาวเพื่อนบ้านได้สำเร็จ ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่มักจะเป็นดาวแคระแดง (Red dwarf) ที่แผ่รังสีรุนแรงจนดาวเคราะห์บริวารมีสภาพเลวร้ายเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะรอดได้
.

แล้วเราอาจจะรับรู้ได้ว่าดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยจริงๆ อาจอยู่ห่างออกไปอีกนับพันปีแสง ซึ่งหมายความว่านักบินอวกาศจะต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว หรือหมดสิ้นลมหายใจไปเสียก่อนภายในยานแคบๆ นี้ ก่อนจะถึงจุดหมาย!

นีล ดิกราสส์ ไทสัน (Neil deGrasse Tyson) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อดัง ได้เคยสะท้อนถึงความโหดร้ายของระยะทางอวกาศไว้ในบทความเรื่อง Space Travel Troubles ที่ตีพิมพ์บนนิตยสาร Natural History เมื่อเดือนกันยายน ปี 1998 ว่า

"อวกาศนั้นกว้างใหญ่และว่างเปล่าเกินกว่ามาตรวัดใดๆ บนโลก เมื่อฮอลลีวูดนำเสนอยานอวกาศที่กำลังแล่นผ่านกาแล็กซี พวกเขามักจะแสดงให้เห็นความจริงข้อนี้ด้วยจุดแสงของดวงดาวที่ลอยผ่านไปในอัตราหนึ่งหรือสองดวงต่อวินาที

แต่ระยะทางระหว่างดวงดาวในกาแล็กซีนั้นกว้างใหญ่มากเสียจนหากจะให้ยานเหล่านี้เคลื่อนที่ตามภาพที่เห็น พวกมันจะต้องใช้ความเร็วมากกว่าความเร็วแสงถึงห้าร้อยล้านเท่า!"
.

กลายเป็นว่าระยะทางระหว่างดวงดาวนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจินตนาการไปมากๆ ความจริงอันโหดร้าย ทั้งเรื่องระยะทางที่มหาศาล ขีดจำกัดของความเร็ว และอันตรายจากฝุ่นมรณะในความมืดมิด จึงประกอบกันเป็นกำแพงที่ขังมนุษยชาติเอาไว้ และอาจทำให้เราไม่สามารถเดินทางออกไปจากระบบสุริยะของเราได้ตลอดกาลเป็นเป็นได้

[แหล่งอ้างอิง]

[1] Kurzgesagt - In a Nutshell. "Why Humanity Will Never Leave The Solar System." YouTube, 2026.
[2] Tyson, N. d. "Space Travel Troubles." Natural History, 1998.
[3] Jaffe, G. R., et al. "Effect of Dust and Hot Spots on the Thermal Stability of Laser Sails." Nano Letters, 2023. DOI: 10.1021/acs.nanolett.3c01069

#อวกาศ #วิทยาศาสตร์ #ระบบสุริยะ #ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ #จักรวาล #ดาราศาสตร์ #การสำรวจอวกาศ #เทคโนโลยีอวกาศ #ความรู้รอบตัว #ความเร็วแสง
https://www.facebook.com/share/p/1Ed2rmGPRd/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่