
- ตลอดเวลาที่รับชมไปเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมารู้สึกหลงใหลและตื่นตากับการแสดงของคุณสธน ตันตราภรณ์ ผ่านวิธีการเล่าในรูปแบบของนิทานเดี่ยว หรือ Solo Storytelling ไปพร้อมกับแบกรับสายตาของคนดูที่นั่งจับจ้องมาที่เขากว่าหลายชีวิตจนไม่อาจละสายตาไปสังเกตสิ่งรอบข้างฆ่าเวลาพลางได้เลย ในเมื่อทั้งคุณสธน คุณนักดนตรี และคุณศิลปินได้เริ่มทำการเปิด Floor กลาง Stage ด้วยแสง Spotlight ส่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า The Show must Go On ถึงเคยได้ยินนิทานเหล่านี้มาสมัยเรียน แต่พอได้มานั่งดูกลับนับไม่ถูกเลยว่ามีกี่เรื่องและมีเรื่องอะไรบ้างที่ถูกหยิบมานำเสนอ ? แล้วการนำเรื่องเล่าเหล่านี้มาถ่ายทอดในรูปแบบละครเวทีจึงยิ่งทำให้รู้สึกแปลกตาไปอีกแบบว่าวิธีการนำเสนอที่มาในโหมดของละครเวทีนี้จะสร้างความน่าสนใจให้คนดูอย่างเรายังไง ?

- ถึงนับไม่ถูกจนไม่ทันแต่บางเรื่องพอจำได้คร่าว ๆ อาทิเช่น นกกระสากับหมาจิ้งจอก เอ่ย, หนูกับราชสีห์ ก็ดี หรือ สุนัขและเงาอย่างนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำวัยเยาว์และยังคงความ Classic ในส่วนของการเคารพเรื่องราวที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ยังคงถูกหยิบนำมาพูดหรือนำเสนอกันอย่างไม่เสื่อมคลายในความขลัง ด้วยเพราะแต่ละเรื่องได้มีการสอดแทรกข้อคิดคติสอนใจแฝงในเชิงปรัชญากึ่งเหนือจินตนาการออกมาให้มโนอย่างสร้างสรรค์ จึงทำให้เวลาฟังไปชมไปค่อย ๆ สัมผัสถึงความสุนทรีย์ที่ซ่อนอยู่ได้ไม่ยาก ถึงล้วงลึกทุก Details ได้ไม่หมด ด้วยเพราะหน้างานที่กำลัง Continue นั้นต้องเร่งไปตามสเกลกระทั่งเวลาที่จำกัดจนเกือบตามสารที่ถ่ายทอดมาอย่างไวขนาดนั้นไม่ทันเหมือนกัน

- สิ่งที่ชอบและดีงามเลยคือการวาดภาพบนทรายที่ฉายผ่านทาง Projector ซึ่งมาช่วย Support วิธีการเล่าและการแสดงของคุณสธนระหว่างกำลังทำหน้าที่ของตนเองสุดเต็มกำลังเป็นอย่างมากเพื่อทำให้คนดูอย่างเราเห็นภาพตามด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น ? เรื่องราวขยับไปถึงไหนแล้ว ? ขณะที่นักดนตรียังคงทำหน้าที่บรรเลงตาม Situation เพื่อกระตุ้นบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาไปด้วยอีกทาง ซึ่งการที่ศิลปินวาดภาพและนักดนตรีบรรเลงไปตามเรื่องราวอย่างไม่หยุดพัก นอกจากเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเล่าแล้วยังทำให้เห็นถึงความทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้คุณสธนอีกด้วย ขณะเดียวกันยังมีการเปิดพื้นที่ให้คนดูอย่างเราเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการตอบคำถามแบบต่อบทที่ ไม่ใช่เพียงแค่นั่งดูเฉย ๆ ที่ผมรู้สึกตื่นเต้นในใจ ว่า หวยจะตกมาที่กูหรือเปล่า ? ถึงตัวเองนั่งดูอยู่ข้างหลังก็ตาม

- ระหว่างเสพอรรถรสในงานศิลป์ที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านการวาดของศิลปินบนจอ Projector ไปเรื่อย ๆ จนดื่มด่ำสิ่งที่ไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจมาเลยว่าจะเป็นละครเวทีที่จบไวกว่าที่คิด เพราะพอดูจบแล้วลองประมวลผลกับตัวเองตั้งแต่ย่างกรายเข้าไปโดยรวมยังไม่ถึง 1 ชั่วโมง หรือ เกือบ ๆ 1 ชั่วโมง จนผมปักสถิติให้เป็นละครเวทีที่ใช้ระยะเวลาสั้นสุดที่เคยดูมา ถึงอย่างนั้นพอมองย้อนกลับมาผนวกเข้ากับเนื้อเรื่องอีกทีมันสามารถร้อยเรียงและบรรจบสู่บทสรุปก่อนจากได้อย่างลงตัวและงดงามไปกับการเดินทางเข้าสู่โลกของนิทานอีสปหลากหลายเรื่องราวที่ถูกหยิบมาเล่าให้คนดูอย่างเราฟังว่า เราจะเลือกเก็บมาใส่ใจเพื่อค้นหาความนัยต่อ หรือเลือกที่จะปล่อยผ่านด้วยการลืมมันไปเพียงเพราะมองว่าเป็นแค่นิทานกล่อมนอนปรัมปราเรื่องหนึ่ง ? ที่ผมมองว่าละครเวทีเรื่องนี้สะท้อนความนัยให้ตระหนักในส่วนนี้แบบไม่ชี้นำตัดสินได้ยอดเยี่ยมเลย

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.217 Aesop’s Journey : การเดินทางของอีสป เล่านิทานเดี่ยว (2569) กำกับการแสดงโดย คุณภัทรสุดา อนุมานราชธน
- ตลอดเวลาที่รับชมไปเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมารู้สึกหลงใหลและตื่นตากับการแสดงของคุณสธน ตันตราภรณ์ ผ่านวิธีการเล่าในรูปแบบของนิทานเดี่ยว หรือ Solo Storytelling ไปพร้อมกับแบกรับสายตาของคนดูที่นั่งจับจ้องมาที่เขากว่าหลายชีวิตจนไม่อาจละสายตาไปสังเกตสิ่งรอบข้างฆ่าเวลาพลางได้เลย ในเมื่อทั้งคุณสธน คุณนักดนตรี และคุณศิลปินได้เริ่มทำการเปิด Floor กลาง Stage ด้วยแสง Spotlight ส่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า The Show must Go On ถึงเคยได้ยินนิทานเหล่านี้มาสมัยเรียน แต่พอได้มานั่งดูกลับนับไม่ถูกเลยว่ามีกี่เรื่องและมีเรื่องอะไรบ้างที่ถูกหยิบมานำเสนอ ? แล้วการนำเรื่องเล่าเหล่านี้มาถ่ายทอดในรูปแบบละครเวทีจึงยิ่งทำให้รู้สึกแปลกตาไปอีกแบบว่าวิธีการนำเสนอที่มาในโหมดของละครเวทีนี้จะสร้างความน่าสนใจให้คนดูอย่างเรายังไง ?
- ถึงนับไม่ถูกจนไม่ทันแต่บางเรื่องพอจำได้คร่าว ๆ อาทิเช่น นกกระสากับหมาจิ้งจอก เอ่ย, หนูกับราชสีห์ ก็ดี หรือ สุนัขและเงาอย่างนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำวัยเยาว์และยังคงความ Classic ในส่วนของการเคารพเรื่องราวที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ยังคงถูกหยิบนำมาพูดหรือนำเสนอกันอย่างไม่เสื่อมคลายในความขลัง ด้วยเพราะแต่ละเรื่องได้มีการสอดแทรกข้อคิดคติสอนใจแฝงในเชิงปรัชญากึ่งเหนือจินตนาการออกมาให้มโนอย่างสร้างสรรค์ จึงทำให้เวลาฟังไปชมไปค่อย ๆ สัมผัสถึงความสุนทรีย์ที่ซ่อนอยู่ได้ไม่ยาก ถึงล้วงลึกทุก Details ได้ไม่หมด ด้วยเพราะหน้างานที่กำลัง Continue นั้นต้องเร่งไปตามสเกลกระทั่งเวลาที่จำกัดจนเกือบตามสารที่ถ่ายทอดมาอย่างไวขนาดนั้นไม่ทันเหมือนกัน
- สิ่งที่ชอบและดีงามเลยคือการวาดภาพบนทรายที่ฉายผ่านทาง Projector ซึ่งมาช่วย Support วิธีการเล่าและการแสดงของคุณสธนระหว่างกำลังทำหน้าที่ของตนเองสุดเต็มกำลังเป็นอย่างมากเพื่อทำให้คนดูอย่างเราเห็นภาพตามด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น ? เรื่องราวขยับไปถึงไหนแล้ว ? ขณะที่นักดนตรียังคงทำหน้าที่บรรเลงตาม Situation เพื่อกระตุ้นบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาไปด้วยอีกทาง ซึ่งการที่ศิลปินวาดภาพและนักดนตรีบรรเลงไปตามเรื่องราวอย่างไม่หยุดพัก นอกจากเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเล่าแล้วยังทำให้เห็นถึงความทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้คุณสธนอีกด้วย ขณะเดียวกันยังมีการเปิดพื้นที่ให้คนดูอย่างเราเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการตอบคำถามแบบต่อบทที่ ไม่ใช่เพียงแค่นั่งดูเฉย ๆ ที่ผมรู้สึกตื่นเต้นในใจ ว่า หวยจะตกมาที่กูหรือเปล่า ? ถึงตัวเองนั่งดูอยู่ข้างหลังก็ตาม
- ระหว่างเสพอรรถรสในงานศิลป์ที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านการวาดของศิลปินบนจอ Projector ไปเรื่อย ๆ จนดื่มด่ำสิ่งที่ไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจมาเลยว่าจะเป็นละครเวทีที่จบไวกว่าที่คิด เพราะพอดูจบแล้วลองประมวลผลกับตัวเองตั้งแต่ย่างกรายเข้าไปโดยรวมยังไม่ถึง 1 ชั่วโมง หรือ เกือบ ๆ 1 ชั่วโมง จนผมปักสถิติให้เป็นละครเวทีที่ใช้ระยะเวลาสั้นสุดที่เคยดูมา ถึงอย่างนั้นพอมองย้อนกลับมาผนวกเข้ากับเนื้อเรื่องอีกทีมันสามารถร้อยเรียงและบรรจบสู่บทสรุปก่อนจากได้อย่างลงตัวและงดงามไปกับการเดินทางเข้าสู่โลกของนิทานอีสปหลากหลายเรื่องราวที่ถูกหยิบมาเล่าให้คนดูอย่างเราฟังว่า เราจะเลือกเก็บมาใส่ใจเพื่อค้นหาความนัยต่อ หรือเลือกที่จะปล่อยผ่านด้วยการลืมมันไปเพียงเพราะมองว่าเป็นแค่นิทานกล่อมนอนปรัมปราเรื่องหนึ่ง ? ที่ผมมองว่าละครเวทีเรื่องนี้สะท้อนความนัยให้ตระหนักในส่วนนี้แบบไม่ชี้นำตัดสินได้ยอดเยี่ยมเลย
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้