สวัสดีครับทุกท่าน
ยามที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มผ่อนคลายลง (หมอกจางลง)
มีใครกำลังนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตเหมือนผมบ้างไหมครับ
วันนี้อยากมาชวนคุยเรื่องสัจธรรมธรรมดาๆ ข้อหนึ่ง
ที่พอเราอายุมากขึ้น (โดยเฉพาะในวัยใกล้เกษียณแบบผม) กลับรู้สึกอินกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอดีต...ตอนที่เรายังเป็นวัยรุ่นหรือเริ่มทำงานใหม่ๆ
เรามักจะเอาความสุขไปผูกไว้กับ "เสียงสะท้อน" ของคนรอบข้างค่อนข้างมาก
วันไหนได้ยิน "คำชม" หัวใจก็พองโต
มีพลังทำงานไปได้ทั้งวัน
แต่ในทางกลับกัน
ไหนเจอ "คำติ" หรือสายตาที่ไม่เข้าใจ หัวใจก็ดิ่งวูบ
เก็บมาคิดวนเวียนจนนอนไม่หลับ
เหมือนเราคอยเก็บทุกคำพูดของทุกคนมาใส่กระเป๋าเป้แบกไว้ตลอดการเดินทาง
แต่พอผ่านโลกมาครึ่งชีวิต
ได้เห็นวงล้อของชีวิตหมุนเวียนไป
ถึงได้เข้าใจว่า "คำชมกับคำติ มันคือของคู่กัน" ของโลกใบนี้จริงๆ ครับ
ไม่มีใครในโลกที่ได้รับแต่คำชมโดยไม่เคยถูกติ
และไม่มีใครถูกตำหนิไปตลอดชีวิต
เมื่อคิดได้แบบนี้ ช่วงหลังมานี้ใจผมเลยเริ่ม "ตัวเบา" ขึ้นเยอะเลยครับ
เวลาได้รับคำชม: ก็รับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ไม่เก็บมาหลงระเริง
เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้เขาก็อาจจะลืมมันไปแล้ว
เวลาได้รับคำติ: ก็รับฟังเพื่อนำมาปรับปรุงตัว
ส่วนไหนที่เป็นแค่อารมณ์ของคนอื่น ก็ปล่อยให้มันไหลผ่านไป
ไม่เก็บมาแบกให้รุงรังใจอีกต่อไป
นอกจากเรื่องคำชมคำติแล้ว อีกหนึ่งสัจธรรมที่ผมได้เรียนรู้คือ
"ความผูกพันทั้งหลายล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว"
ไม่ว่าจะเป็นหัวโขนในที่ทำงาน
เพื่อนร่วมงานที่เคยสนิทสนมกันในยุคหนึ่ง
หรือแม้แต่สิ่งของที่เราเคยรักและหวงแหน
วันหนึ่งเมื่อถึงเวลา ทุกอย่างก็ต้องมีการเปลี่ยนผ่านและแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
การยอมรับความจริงข้อนี้
ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกนะครับ
แต่มันทำให้เราหันมารักและใส่ใจกับ "ปัจจุบันขณะ" มากขึ้น
ในวัยนี้ ความสุขกลายเป็นเรื่องเรียบง่ายขึ้นมาก
แค่เข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น
...ช้าลงหน่อย แต่เห็นทางชัดขึ้น...
เดินทางต่อด้วยกระเป๋าที่ไม่มีสัมภาระรุงรัง
มีสมองที่โล่งพอจะนอนหลับฝันดี
และมีความทรงจำดีๆ ร่วมกับผู้คนในระหว่างทาง
เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ
มีมุมมองอย่างไรกับเรื่องคำชม คำติ
หรือความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในชีวิตบ้าง?
มาแชร์ข้อคิดฮีลใจร่วมกันครับ
ขอบคุณมากๆ นะครับผม...
วันวานยินดีกับ "คำชม" วันนี้เข้าใจ "คำติ"... สัจธรรมชีวิตในวัยที่เข้าใจว่าความผูกพันคือเรื่องชั่วคราว ?
ยามที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มผ่อนคลายลง (หมอกจางลง)
มีใครกำลังนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตเหมือนผมบ้างไหมครับ
วันนี้อยากมาชวนคุยเรื่องสัจธรรมธรรมดาๆ ข้อหนึ่ง
ที่พอเราอายุมากขึ้น (โดยเฉพาะในวัยใกล้เกษียณแบบผม) กลับรู้สึกอินกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอดีต...ตอนที่เรายังเป็นวัยรุ่นหรือเริ่มทำงานใหม่ๆ
เรามักจะเอาความสุขไปผูกไว้กับ "เสียงสะท้อน" ของคนรอบข้างค่อนข้างมาก
วันไหนได้ยิน "คำชม" หัวใจก็พองโต
มีพลังทำงานไปได้ทั้งวัน
แต่ในทางกลับกัน
ไหนเจอ "คำติ" หรือสายตาที่ไม่เข้าใจ หัวใจก็ดิ่งวูบ
เก็บมาคิดวนเวียนจนนอนไม่หลับ
เหมือนเราคอยเก็บทุกคำพูดของทุกคนมาใส่กระเป๋าเป้แบกไว้ตลอดการเดินทาง
แต่พอผ่านโลกมาครึ่งชีวิต
ได้เห็นวงล้อของชีวิตหมุนเวียนไป
ถึงได้เข้าใจว่า "คำชมกับคำติ มันคือของคู่กัน" ของโลกใบนี้จริงๆ ครับ
ไม่มีใครในโลกที่ได้รับแต่คำชมโดยไม่เคยถูกติ
และไม่มีใครถูกตำหนิไปตลอดชีวิต
เมื่อคิดได้แบบนี้ ช่วงหลังมานี้ใจผมเลยเริ่ม "ตัวเบา" ขึ้นเยอะเลยครับ
เวลาได้รับคำชม: ก็รับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ไม่เก็บมาหลงระเริง
เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้เขาก็อาจจะลืมมันไปแล้ว
เวลาได้รับคำติ: ก็รับฟังเพื่อนำมาปรับปรุงตัว
ส่วนไหนที่เป็นแค่อารมณ์ของคนอื่น ก็ปล่อยให้มันไหลผ่านไป
ไม่เก็บมาแบกให้รุงรังใจอีกต่อไป
นอกจากเรื่องคำชมคำติแล้ว อีกหนึ่งสัจธรรมที่ผมได้เรียนรู้คือ
"ความผูกพันทั้งหลายล้วนเป็นเรื่องชั่วคราว"
ไม่ว่าจะเป็นหัวโขนในที่ทำงาน
เพื่อนร่วมงานที่เคยสนิทสนมกันในยุคหนึ่ง
หรือแม้แต่สิ่งของที่เราเคยรักและหวงแหน
วันหนึ่งเมื่อถึงเวลา ทุกอย่างก็ต้องมีการเปลี่ยนผ่านและแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
การยอมรับความจริงข้อนี้
ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกนะครับ
แต่มันทำให้เราหันมารักและใส่ใจกับ "ปัจจุบันขณะ" มากขึ้น
ในวัยนี้ ความสุขกลายเป็นเรื่องเรียบง่ายขึ้นมาก
แค่เข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น
...ช้าลงหน่อย แต่เห็นทางชัดขึ้น...
เดินทางต่อด้วยกระเป๋าที่ไม่มีสัมภาระรุงรัง
มีสมองที่โล่งพอจะนอนหลับฝันดี
และมีความทรงจำดีๆ ร่วมกับผู้คนในระหว่างทาง
เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ
มีมุมมองอย่างไรกับเรื่องคำชม คำติ
หรือความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในชีวิตบ้าง?
มาแชร์ข้อคิดฮีลใจร่วมกันครับ
ขอบคุณมากๆ นะครับผม...