แม่น้ำไรน์แห้งผิดปกติ กระทบเศรษฐกิจเยอรมนี อุตสาหกรรมเร่งหาทางรับมือ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ระดับน้ำใน แม่น้ำไรน์ (Rhine) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดของเยอรมนี ลดลงจนแตะระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 หลังเผชิญทั้งคลื่นความร้อนและฝนตกน้อย ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อหามาตรการรับมือ
ทำไมแม่น้ำไรน์จึงสำคัญ?
แม่น้ำไรน์เปรียบเสมือน "ทางด่วนขนส่งสินค้า" ของเยอรมนี
ประมาณ 80% ของการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ ใช้แม่น้ำสายนี้
มีสินค้าผ่านเส้นทางนี้ราว 285 ล้านตันต่อปี
เชื่อมท่าเรือรอตเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์กับเขตอุตสาหกรรมสำคัญของเยอรมนี เช่น โรงงานเหล็ก โรงงานเคมี และโรงกลั่นน้ำมัน
สินค้าที่ขนส่งมีตั้งแต่น้ำมัน เชื้อเพลิง ถ่านหิน แร่เหล็ก ธัญพืช สารเคมี ไปจนถึงตู้คอนเทนเนอร์
น้ำตื้นจนเรือบรรทุกสินค้าได้น้อย
แม้เรือยังสามารถเดินได้ แต่ปัญหาคือ ไม่สามารถบรรทุกสินค้าได้เต็มลำ
หลายพื้นที่เรือบรรทุกได้เพียงประมาณ หนึ่งในสามของปกติ และเรือบรรทุกน้ำมันบางลำต้องลดน้ำหนักบรรทุกเหลือเพียง 300–400 ตัน ทำให้ต้องวิ่งหลายเที่ยว ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นมาก
ค่าขนส่งสินค้าทางน้ำจึงพุ่งสูง โดยบางเส้นทางแตะ 200 ยูโรต่อตัน สูงกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2022
บริษัทใหญ่เริ่มได้รับผลกระทบ
บริษัทอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องปรับตัว เช่น
BASF ใช้เรือที่ออกแบบมาสำหรับน้ำตื้นเพื่อรักษาการขนส่งวัตถุดิบ
Covestro ระบุว่าบางโรงงานเริ่มได้รับผลกระทบต่อการผลิต
Lanxess บอกว่าสถานการณ์ "ยากมาก" เพราะท่าเทียบบางแห่งใช้งานไม่ได้
Evonik เริ่มได้รับผลกระทบจากปริมาณการขนส่งที่ลดลง
Thyssenkrupp Steel ต้องเปลี่ยนมาใช้เรือกินน้ำตื้นแทนเรือขนาดใหญ่
Shell หันไปใช้รถไฟ รถบรรทุก และท่อส่งน้ำมันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้รถไฟหรือรถบรรทุกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งกำลังการขนส่งทางรางและคนขับรถมีจำกัด
กระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากระดับน้ำยังต่ำต่อเนื่อง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคขนส่ง แต่จะลุกลามไปถึง
ต้นทุนการผลิตของโรงงาน
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
การเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี
ในปี 2018 ระดับน้ำที่ต่ำของแม่น้ำไรน์เคยทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีสูญเสียการเติบโตราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และผู้เชี่ยวชาญมองว่าปี 2026 อาจได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า เพราะระดับน้ำต่ำกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
รัฐบาลเร่งหาทางแก้ไข
รัฐบาลเยอรมนีได้จัดประชุมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเดินเรือ ท่าเรือ และบริษัทโลจิสติกส์ เพื่อหามาตรการรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ข้อเสนอที่ถูกพูดถึง ได้แก่
เร่งขุดลอกและปรับปรุงช่วงแม่น้ำที่ตื้น
พัฒนาเรือที่สามารถเดินในน้ำตื้นได้ดีขึ้น
เพิ่มการใช้ระบบรางและถนนเป็นทางเลือก
วางแผนรับมือภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนียืนยันว่า ยังไม่มีความเสี่ยงด้านพลังงานในขณะนี้ เนื่องจากโรงไฟฟ้ามีการสำรองถ่านหินไว้มากกว่าช่วงที่ผ่านมา
รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนีชี้ ค่าไฟจะยังไม่ถูกลงในเร็วๆ นี้ คาดต้องรอถึงทศวรรษ 2030
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้รัฐมนตรีเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี Katherina Reiche เปิดเผยว่า ประชาชนไม่ควรคาดหวังค่าไฟฟ้าที่ลดลงอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยประเมินว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญน่าจะเกิดขึ้นได้ ในช่วงทศวรรษ 2030 มากกว่าระยะสั้น
ทำไมค่าไฟยังลดลงได้ยาก?
Reiche อธิบายว่า ปัจจัยหลักมีหลายด้าน ได้แก่
เยอรมนียังคงแบกรับภาระจาก สัญญาสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (EEG) ที่ทำไว้ในอดีต ซึ่งรัฐบาลยังต้องจ่ายต่อเนื่องอีกหลายปี
ค่าใช้จ่ายในการขยายและปรับปรุง โครงข่ายไฟฟ้า (Grid) เพิ่มขึ้นมาก เพราะต้องรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
ราคาก๊าซธรรมชาติยังมีอิทธิพลต่อราคาค่าไฟ เนื่องจากโรงไฟฟ้าก๊าซยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบผลิตไฟฟ้า หากราคาก๊าซสูง ค่าไฟก็มีแนวโน้มสูงตามไปด้วย
รัฐบาลเตรียมปรับนโยบายพลังงาน
รัฐบาลเยอรมนีกำลังผลักดันการปฏิรูประบบสนับสนุนพลังงาน เพื่อควบคุมต้นทุนในระยะยาว เช่น
ปรับกฎหมาย EEG ให้การสนับสนุนโครงการใหม่อิงกลไกตลาดมากขึ้น
ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป โซลาร์รูฟท็อปขนาดเล็กที่ติดตั้งใหม่ จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนแบบถาวรเหมือนเดิม
ลดการจ่ายชดเชยกรณีผลิตไฟฟ้าได้แต่ไม่สามารถส่งเข้าระบบได้ เพราะโครงข่ายรองรับไม่ทัน
วางแผนสร้างโครงข่ายไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่มีความพร้อม เพื่อลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น
รัฐมนตรีระบุว่า เป้าหมายไม่ใช่การชะลอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่เป็นการทำให้การเปลี่ยนผ่านมีต้นทุนที่เหมาะสมและยั่งยืนมากขึ้น
ยังมีมาตรการช่วยลดภาระบางส่วน
แม้ค่าไฟโดยรวมจะยังไม่ลดลงมากในเร็ววัน แต่รัฐบาลมีมาตรการลดภาระบางด้าน เช่น การอุดหนุนค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า (Network charges) ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟของครัวเรือนและภาคธุรกิจลดลงบางส่วนในช่วงปี 2026 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลย้ำว่าการลดลงอย่างชัดเจนของค่าไฟทั้งระบบยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี
เกร็ดสัญญาอุดหนุน EEG
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้สัญญาอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน (EEG) ที่ทำไว้ในอดีตเป็นหนึ่งในต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดที่รัฐมนตรี Katherina Reiche กล่าวถึง
รัฐบาลยังต้องจ่ายเงินตาม สัญญาเดิมที่รับประกันการรับซื้อไฟฟ้าเป็นเวลาประมาณ 20 ปี ซึ่งทำไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน โดยเฉพาะยุคที่อัตราอุดหนุนโซลาร์สูงมาก
รัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณประมาณ 17,000 ล้านยูโรต่อปี สำหรับภาระ EEG และสัญญาเก่าเหล่านี้จะทยอยหมดลงในช่วงทศวรรษ 2030
ข้อสังเกต: ปี 2027 ไม่ใช่ปีที่สัญญาเก่าหมด แต่เป็นปีที่ กฎใหม่เริ่มใช้ โดยโครงการโซลาร์ขนาดเล็กที่ติดตั้งใหม่จะไม่ได้รับการอุดหนุนแบบเดิม เพื่อลดการสร้างภาระใหม่ในอนาคต
ภาระเงินอุดหนุน EEG ที่รัฐบาลเยอรมนียังต้องจ่ายในปัจจุบัน และเรียงตามสัดส่วนโดยประมาณ
โซลาร์เซลล์ (Solar PV) ประมาณ 45–55%
ลมบนบก (Onshore Wind) ประมาณ 20–30%
มนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) ประมาณ 10–15%
ชีวมวล (Biomass/Biogas) ประมาณ 8–12%
ทำไมโซลาร์จึงเป็นภาระมากที่สุด?
สาเหตุไม่ได้มาจากการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เพราะ
ช่วงปี 2009–2012 รัฐบาลต้องการเร่งให้ประชาชนติดโซลาร์
จึงรับซื้อไฟในราคาสูงมาก บางสัญญาสูงกว่า 40–50 เซนต์/กิโลวัตต์ชั่วโมง
ขณะที่ปัจจุบันราคาขายไฟในตลาดมักอยู่เพียงประมาณ 5–10 เซนต์/กิโลวัตต์ชั่วโมง
รัฐบาลจึงต้องจ่าย ส่วนต่าง ตามสัญญาที่รับประกันไว้เป็นเวลาประมาณ 20 ปี ทำให้แม้แผงโซลาร์รุ่นใหม่จะราคาถูกลงมาก แต่สัญญาเก่ายังสร้างภาระงบประมาณอยู่
สรุป
จากข่าว แม่น้ำไรน์แห้ง และ ค่าไฟยังอยู่ในระดับสูง จะเห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเยอรมนี ได้แก่
ต้นทุนพลังงานยังเป็นภาระ
รัฐบาลยอมรับว่าค่าไฟจะยังไม่ลดลงอย่างชัดเจนในระยะสั้น และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าผลของการปฏิรูปจะสะท้อนถึงผู้ใช้ไฟฟ้า
ภาคอุตสาหกรรมเผชิญต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น
ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ที่ต่ำทำให้เรือบรรทุกสินค้าได้ไม่เต็มลำ ส่งผลให้ค่าขนส่งสูงขึ้น และโรงงานหลายแห่งต้องปรับวิธีขนส่งหรือปรับการดำเนินงาน
รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน
ด้านพลังงาน ต้องปฏิรูประบบอุดหนุนและโครงข่ายไฟฟ้า
ด้านคมนาคม ต้องรับมือผลกระทบจากภัยแล้งที่กระทบแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักของประเทศ
ทั้งสองข่าวสะท้อนข้อเท็จจริงเดียวกันว่า
เยอรมนีกำลังเผชิญความท้าทายด้าน "ต้นทุนโครงสร้าง" ทั้งในระบบพลังงานและระบบขนส่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าสาเหตุของทั้งสองปัญหาจะแตกต่างกันก็ตาม
#สรุปต้นทุนค่าไฟต้องรอสัญญา EEG เก่าหมดลง(และต้นทุนการขยายโครงข่ายไฟฟ้า) อีกทั้งเรื่องต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากระดับน้ำที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อ่ะนะ
เยอรมนีเผชิญศึกสองด้าน แม่น้ำไรน์แห้ง-ค่าไฟยังแพง กดดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ต้นทุนพลังงานยังเป็นภาระ
รัฐบาลยอมรับว่าค่าไฟจะยังไม่ลดลงอย่างชัดเจนในระยะสั้น และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าผลของการปฏิรูปจะสะท้อนถึงผู้ใช้ไฟฟ้า
ภาคอุตสาหกรรมเผชิญต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น
ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ที่ต่ำทำให้เรือบรรทุกสินค้าได้ไม่เต็มลำ ส่งผลให้ค่าขนส่งสูงขึ้น และโรงงานหลายแห่งต้องปรับวิธีขนส่งหรือปรับการดำเนินงาน
รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน
ด้านพลังงาน ต้องปฏิรูประบบอุดหนุนและโครงข่ายไฟฟ้า
ด้านคมนาคม ต้องรับมือผลกระทบจากภัยแล้งที่กระทบแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักของประเทศ
ทั้งสองข่าวสะท้อนข้อเท็จจริงเดียวกันว่า เยอรมนีกำลังเผชิญความท้าทายด้าน "ต้นทุนโครงสร้าง" ทั้งในระบบพลังงานและระบบขนส่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าสาเหตุของทั้งสองปัญหาจะแตกต่างกันก็ตาม