มีนักตำราบอกว่า “กรรมกำหนดทุกอย่างมาแล้ว” อ่านแล้วตกใจมาก

“ทุกคนย่อมเกิดมาเพื่อเป็น ตามชะตากรรมกำหนดแล้ว“

“เหตุปัจจัยมาจากกรรม มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ จะทำกรรมใดก็ตาม ชั่วก็ตาม จะต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น ดุจรอยเกวียนที่โคลากไป กรรมจะกำหนดทุกอย่างมาแล้ว“

มีนักตำรากล่าวเรื่องกรรมไว้ตามนี้ ซึ่งจขกท.ไม่เคยได้ยินมาก่อน อ่านแล้วตกใจว่าทำไมถึงเข้าใจผิดเรื่องนี้ได้ ไม่รู้ว่าเกิดจากไม่ชำนาญเรื่องหลักภาษา หรือเป็นคำอธิบายต่อๆกันมาของครูผู้สอน หรืออาจจะไม่ค่อยได้ปฏิบัติ แต่จขกท.คิดว่าอย่างหลังน่าจะส่งผลน้อยในความเข้าใจเรื่อง “กรรม“ ที่พูดกันถึงนี้

จริงๆเรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้ง่ายมากแล้วในปัจจุบันนี้ แต่อาจจะมาจากความเชื่อมั่นในการตีความตำราที่อ่าน หรือเทียบเคียงกับชีวิตประจำวัน แล้วเห็นไปตามทิฏฐิว่าทุกอย่างคือกรรมกำหนดมาแล้วก็ได้

จขกท.คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากต่อการศึกษาพุทธธรรมในเรื่องอื่นๆด้วยทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติ เพราะถ้าใช้ตรรกะนี้คงไม่มีใครปฏิบัติกันแล้ว ในเมื่อถ้ากรรมกำหนดมาแล้วว่าจะไม่บรรลุธรรมแน่ จะปฏิบัติไปเพื่ออะไร หรือถ้ากรรมกำหนดมาว่าจะต้องบรรลุธรรมแน่ ก็ไม่ต้องศึกษาและปฏิบัติอะไรอีกเหมือนกันเพราะกรรมกำหนดทุกอย่างมาแล้ว เป็นต้น

ก็อยากฝากให้นักตำราที่มีทิฏฐิในเรื่องกรรมว่ากำหนดทุกอย่างมาแล้ว ให้ศึกษาและปรึกษากับครูยาอาจารย์หลายๆท่านเพื่อจะได้ไม่เข้าใจผิดในเรื่องที่สำคัญขนาดนี้

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
มหาวรรคที่ ๒
ติตถสูตร

          [๕๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้ ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้า ย่อมอ้างลัทธิสืบๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ

๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข
ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ

๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิ
อย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ

๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนมีแต่กรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุเราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น แล้วถามอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายมี
วาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ จริงหรือ

ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ จักต้องลักทรัพย์ จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ จักต้องพูดเท็จ จักต้องพูดคำส่อเสียด จักต้องพูดคำหยาบ จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ จักต้องมากไปด้วยอภิชฌา จักต้องมีจิตพยาบาท จักต้องมีความเห็นผิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนโดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตัว ย่อมจะสำเร็จไม่ได้ แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้อย่างนี้แลเป็นข้อแรก ฯ

http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=4571&Z=4686&pagebreak=0 )
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่