จากคนที่เคยแข็งแรง เคยเป็นเสาหลัก หาเงิน เลี้ยงดูคนในบ้าน และจัดการชีวิตตัวเองได้ทุกอย่าง แต่วันหนึ่งโรคร้ายก็เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างไปสิ้นเชิง
ช่วง 1 ปีแรกหลังผ่าตัดและพักฟื้น เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพที่ร่างกายไม่เหมือนเดิม แต่เป็น "สภาพจิตใจ" ที่พังทลายลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน:
ร้องไห้แบบไม่มีเหตุผล: อยู่ๆ ความเศร้าก็กัดกินหัวใจ น้ำตาไหลออกมาเองดื้อๆ โดยไม่มีชนวนเหตุ มันตื่นมารู้สึกหมองมัวไปหมด ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย
ตอนนั้นรู้สึกแย่กับตัวเองมาก รู้สึกผิดที่ทำไมเราถึงมีความคิด toxic แบบนี้ แข่งกับตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาสู้กับความรู้สึกแย่ๆ ในหัวอีก
แต่พอได้ศึกษาและปรึกษาหมอ ถึงได้เข้าใจว่า "มันไม่ใช่ความงี่เง่า หรือนิสัยที่ไม่ดีของเรา" แต่มันคือผลกระทบโดยตรงจาก เคมีในสมองที่เปลี่ยนไปหลังสมองบาดเจ็บ/ผ่าตัด ร่วมกับภาวะสูญเสีย (Grief) ที่จิตใจเรายังรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่ทัน
ความคิดฆ่าตัวตายก็แว่บเข้ามาในหัว เราดูข่าวว่ามีคนฆ่าตัวตายเราบอกตัวเองว่า้รา้ฝเข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถึงคิดแบบนั้นกันเราเลยไปพบจิตแพทย์และกินยาคลายเครียดมันดีขึ้นค่ะ
โรคหลอดเลือดสมอง" ไม่ได้ทำลายแค่ร่างกาย แต่เล่นงาน "จิตใจ" ในปีแรกอย่างคาดไม่ถึง
ช่วง 1 ปีแรกหลังผ่าตัดและพักฟื้น เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพที่ร่างกายไม่เหมือนเดิม แต่เป็น "สภาพจิตใจ" ที่พังทลายลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน:
ร้องไห้แบบไม่มีเหตุผล: อยู่ๆ ความเศร้าก็กัดกินหัวใจ น้ำตาไหลออกมาเองดื้อๆ โดยไม่มีชนวนเหตุ มันตื่นมารู้สึกหมองมัวไปหมด ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย
ตอนนั้นรู้สึกแย่กับตัวเองมาก รู้สึกผิดที่ทำไมเราถึงมีความคิด toxic แบบนี้ แข่งกับตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาสู้กับความรู้สึกแย่ๆ ในหัวอีก
แต่พอได้ศึกษาและปรึกษาหมอ ถึงได้เข้าใจว่า "มันไม่ใช่ความงี่เง่า หรือนิสัยที่ไม่ดีของเรา" แต่มันคือผลกระทบโดยตรงจาก เคมีในสมองที่เปลี่ยนไปหลังสมองบาดเจ็บ/ผ่าตัด ร่วมกับภาวะสูญเสีย (Grief) ที่จิตใจเรายังรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่ทัน
ความคิดฆ่าตัวตายก็แว่บเข้ามาในหัว เราดูข่าวว่ามีคนฆ่าตัวตายเราบอกตัวเองว่า้รา้ฝเข้าใจแล้วว่าทำไมเค้าถึงคิดแบบนั้นกันเราเลยไปพบจิตแพทย์และกินยาคลายเครียดมันดีขึ้นค่ะ