ระเบิดเวลาลูกใหม่! ทำไม "เยน" ร่วงรอบนี้ อาจฉุด "ดอลลาร์" พังทลาย?



หากติดตามข่าวเศรษฐกิจช่วงนี้ อาจได้ยินข่าวเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง "เงินเยน" ของญี่ปุ่น กับ "เงินดอลลาร์" ของสหรัฐฯ ที่ฟังดูซับซ้อนและน่าปวดหัว แต่หากถอดศัพท์ทางการเงินออก ทั้งหมดนี้สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ผ่านความสัมพันธ์ของ "ลูกหนี้รายใหญ่" และ "เจ้าหนี้รายใหญ่" ครับ

1. ญี่ปุ่นคือ "เจ้าหนี้รายใหญ่" ของสหรัฐฯ
ลองจินตนาการว่า สหรัฐฯ เป็นลูกหนี้ที่ออกใบยืมเงิน (พันธบัตรรัฐบาล) ออกมาขายให้คนทั่วโลก และญี่ปุ่นก็คือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่ถือใบยืมเงินนี้ไว้มากที่สุดในโลก มูลค่ารวมสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อญี่ปุ่นถือใบยืมเงินของอเมริกาไว้มาก ขนาดนี้ แปลว่าทั้งสองประเทศมีชะตากรรมทางการเงินที่ผูกติดกันโดยสมบูรณ์

2. ทำไมเงินเยนอ่อน ถึงทำให้สหรัฐฯ เดือดร้อน?
ช่วงที่ผ่านมา เงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงอย่างมาก ทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องหา "เงินดอลลาร์" เข้ามาเพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยนของตัวเองให้กลับมาแข็งค่าขึ้น
วิธีหาเงินดอลลาร์ที่ง่ายที่สุดของญี่ปุ่น คือการนำ "ใบยืมเงินของสหรัฐฯ" ที่ตัวเองถืออยู่ออกมาเทขายในตลาด เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สด แล้วนำไปช้อนซื้อเงินเยน
ปัญหาก็คือ: หากญี่ปุ่นเทขายใบยืมเงินของอเมริกาออกมาพร้อมกันทีละมากๆ ตลาดจะตกใจ และทำให้ "อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร" ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทันที เมื่อดอกเบี้ยรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น คนอเมริกันก็จะกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือทำธุรกิจแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตรง

3. ทางออกชั่วคราว: บริการ "รับจำนำ" ใบยืมเงิน (FIMA Repo)
เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นต้องขนใบยืมเงินมาเทขายในตลาดเปิด กระทรวงการคลังและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จึงพยายามใช้ช่องทางที่เรียกว่า FIMA Repo Facility
เปรียบเทียบง่ายๆ ช่องทางนี้เหมือน "โรงรับจำนำพิเศษสำหรับรัฐบาล"
1. ญี่ปุ่นไม่ต้องเอาใบยืมเงินไปเทขายในตลาด
2. แค่นำใบยืมเงินนั้นมาฝากจำนำไว้กับ Fed
3. Fed จะมอบเงินดอลลาร์สดให้ญี่ปุ่นเอาไปใช้พยุงเงินเยน
4. เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ญี่ปุ่นค่อยนำเงินดอลลาร์มาไถ่ใบยืมเงินคืนไป
วิธีนี้ช่วยให้ญี่ปุ่นได้เงินดอลลาร์ไปใช้ โดยที่ตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ ไม่ต้องปั่นป่วนจากการถูกเทขาย

4. อ่านความหมายจากกราฟเปรียบเทียบ
จากกราฟข้อมูลทางการเงิน เส้นสีเขียวแสดงถึงอัตราแลกเปลี่ยน USD/JPY (เงินดอลลาร์เทียบเงินเยน) และเส้นสีน้ำเงินแสดงถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น
• ​อดีต: ทั้งสองเส้นมักจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกันตามกลไกปกติของตลาดดอกเบี้ย
• ​ปัจจุบัน: เส้นทั้งสองเริ่มแยกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าค่าเงินเยนไม่ได้เคลื่อนไหวตามส่วนต่างดอกเบี้ยแบบเดิมอีกต่อไป แต่มีปัจจัยเรื่องนโยบายการค้า สภาพคล่อง และการแทรกแซงทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น



การที่ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังต้องเข้ามาดูแลสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด สะท้อนว่าโครงสร้างการเงินโลกในปัจจุบันมีความเปราะบางและเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด การอัดฉีดสภาพคล่องหรือการใช้มาตรการรับจำนำพันธบัตรจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพ ไม่ให้ความผันผวนของประเทศหนึ่งลุกลามไปยังอีกประเทศหนึ่งครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่