"ทำไมเรายอมตื่นเช้าไปกินอาหารเช้าโรงแรม ทั้งๆ ที่วันปกติไม่เคยตื่น?"

"ทำไมเรายอมตื่นเช้าไปกินอาหารเช้าโรงแรม ทั้งๆ ที่วันปกติไม่เคยตื่น?"

นี่ร่างกายเราเป็นอะไรกัน ทำไมถึงอยากตื่นเช้ามากินเบรกฟาสต์โรงแรมแบบนี้?
.
เคยไหม วันหยุดปกติไม่เคยอยากตื่นไวหรอก แต่พอมานอนโรงแรมทีไร กลับยอมแหกขี้ตาตื่นเพื่อลงมากินบุฟเฟต์อาหารเช้าซะงั้น?
.
‘Loss Aversion’ คือหนึ่งในแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ที่สามารถอธิบายพฤติกรรมนี้ได้ ซึ่งหมายถึงมุมมองที่ว่า การสูญเสียส่งผลกระทบทางอารมณ์หนักกว่าการได้อะไรกลับมา เช่น ระหว่างได้เงิน 500 บาท กับเสียเงิน 500 บาท คุณจะรู้สึกกับเหตุการณ์ไหนมากกว่ากัน?
.
มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเรากลัวการขาดทุน เพราะสมองมนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการสูญเสีย จนส่งผลต่อการตัดสินใจ ไม่เว้นแม้แต่ความรู้สึกเสียดายค่าอาหารเช้าเวลามานอนโรงแรม ต่อให้มันจะรวมอยู่กับค่าที่พักแล้วก็ตาม
.
ไม่ใช่แค่กลัวขาดทุน แต่กลัวไม่คุ้มและกลัวเสียโอกาสด้วย
.
‘Sunk Cost Fallacy’ ก็เป็นอีกทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถอธิบายพฤติกรรมนี้ โดยเป็นแนวคิดที่ว่า คนเราไม่สามารถเรียกเงิน แรง เวลา หรือทรัพยากรอื่นๆ ที่เสียไปแล้วให้กลับคืนมาได้ จึงดื้อดึงที่จะทำแบบเดิมต่อ แม้จริงๆ อาจไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่น
.
- ยอมดูหนังน่าเบื่อต่อ เพราะมองว่าตนเองทนดูมาตั้ง 30 นาทีแล้ว
- ยอมอยู่ในความสัมพันธ์ห่วยๆ เพราะคบกันมาหลายปี
- ยอมอยู่ในออฟฟิศท็อกซิก เพราะรู้สึกตนเองทุ่มแรงกายแรงใจให้ที่นี่ไปเยอะมาก
.
การตื่นเช้าลงไปกินเบรกฟาสต์โรงแรมก็ไม่ต่างกัน เพราะคุณอาจคิดว่าตนเองอุตส่าห์เสียเงินไปแล้ว ต้องลงไปกินให้คุ้ม ทั้งๆ ที่จริงๆ การเอาเวลาช่วงเช้าไปนอนตื่นสาย หรือไปกินข้าวเช้าที่ร้านโลคอล คงไม่เสียหายเท่าไร
.
นอกจากนั้น บางคนอาจตัดสินใจตื่นไปทานข้าวเช้าโรงแรมเพราะคิดว่า “ถ้าไม่กินวันนี้ ก็ไม่รู้จะได้กินอีกเมื่อไร” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงกับทฤษฎี ‘Scarcity Effect’ เนื่องจากคุณมองว่า อาหารเช้าโรงแรมเป็นโอกาสหายาก จึงต้องรีบคว้ามันไว้ ไม่ต่างจากช่วงที่ราคาทองพุ่งขึ้นหนักๆ แล้วคนแห่ไปซื้อกัน
.
แล้วมันคุ้มจริงๆ ไหมกับการตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อทานข้าวเช้า?
.
คุ้มไม่คุ้มคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนบุคคลและคุณภาพอาหาร แต่ 3 ทฤษฎีที่เรากล่าวไป ก็มีข้อเสียในตัวเองและค่อนข้างสอดคล้องกัน โดย
.
1. Loss Aversion อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ค่อยมีเหตุผล เพียงแค่เพราะกลัวขาดทุนมากเกินไป เช่น กลัวสินค้าที่ซื้อมาจะเสียหาย จึงยอมจ่ายเงินค่าประกันสินค้าที่แพงเกินเหตุ
.
2. Sunk Cost Fallacy ทำให้คนยึดติดกับทรัพยากรที่เสียไปในอดีต จนลืมคำนึงถึงประโยชน์อื่นๆ ในอนาคต เช่น ถ้าคุณไม่มัวแต่เสียดายเวลาที่คบกันแฟนเก่า ป่านนี้อาจเจอคนที่ดีกว่าไปแล้วก็ได้
.
3. Scarcity Effect อาจทำให้คนมองว่าบางอย่างมีคุณค่ามากกว่าที่ควร เช่น ตัดสินใจซื้อสินค้าลิมิเต็ดอิดิชัน ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่มีประโยชน์หรือมูลค่าอะไรเลย
.
ดังนั้น คงต้องถามตัวเองแล้วว่า การยอมตื่นตั้งแต่เช้าไปทานอาหารเช้าในโรงแรม มันคุ้มจริงๆ หรือสมองกำลังหลอกเราอยู่?
.
ลงทุนตื่นเช้าแลกกับประสบการณ์
.
อย่างไรก็ตาม ต่อให้อาหารเช้าโรงแรมจะคุ้มหรือไม่คุ้ม สิ่งหนึ่งที่เราได้กลับมาแน่ๆ คือ ‘ประสบการณ์’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ผู้บริโภคยุคใหม่มองหา
.
ปัจจุบัน สังคมเราอยู่ใน ‘Experience Economy’ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ เพราะต้องการประสบการณ์ ไม่ใช่ตัวสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว และอย่างในกรณีนี้ หลายคนที่ยอมตื่นเช้า อาจไม่ได้ต้องการแค่ไข่ดาวกับไส้กรอกทั่วๆ ไป แต่รวมถึงประสบการณ์การทานอาหารในโรงแรมด้วย
.
นอกจากนี้ สาเหตุที่อาหารเช้าโรงแรมดูพิเศษกว่าอาหารเช้าปกติ ยังเป็นเพราะ ‘บริบท’ ซึ่งปรากฏการณ์ ‘Context Effect’ อธิบายไว้ว่า แค่เปลี่ยนบริบทแวดล้อมนิดหน่อย ความคิดของคนก็จะเปลี่ยนตามแล้ว
.
เช่น แม้เป็นแค่ไข่ดาวกับไส้กรอกธรรมดาๆ แต่เมื่ออยู่ในบริบทที่เปลี่ยนไป อย่างมีเชฟโรงแรมมาทำให้ อยู่ในห้องอาหารหรู บรรยากาศพักผ่อน มองเห็นวิวทะเล หรือมีไลน์อาหารครบครัน นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้อาหารเช้าโรงแรมกลายเป็นประสบการณ์สุดว้าว
.
สุดท้าย หากวันไหนคุณกำลังลังเลว่าจะตื่นไปทานเบรกฟาสต์โรงแรมดีไหม ให้คิดไว้เลยว่า นี่ไม่ใช่แค่อาหารเช้าธรรมดาๆ แต่เป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่หาที่อื่นไม่ได้
.
ที่มา : Wongnai
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่