หลายคนที่ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 มา จะพอมองภาพของ
Yen Carry Trade ได้ เพราะแม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่แก่นของปัญหาคล้ายกัน คือการกู้เงินต้นทุนต่ำเพื่อไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า และเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ทุกคนก็แห่ปิดสถานะพร้อมกัน
ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยใช้ระบบตรึงค่าเงินบาทไว้ใกล้ 25 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินจำนวนมากเชื่อว่าความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีน้อย จึงกู้เงินสกุลดอลลาร์จากต่างประเทศซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำกว่ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือการปล่อยสินเชื่อ เพราะสามารถทำกำไรจากส่วนต่างของผลตอบแทนได้
แต่เมื่อเกิดการโจมตีค่าเงินบาทและรัฐบาลต้องประกาศลอยตัวค่าเงินในเดือนกรกฎาคม 2540 ค่าเงินบาทอ่อนค่าจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์ไปแตะระดับกว่า 50 บาทต่อดอลลาร์ในเวลาต่อมา หนี้ที่กู้เป็นเงินดอลลาร์จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อคิดเป็นเงินบาท หลายบริษัทที่เคยมีฐานะดีจึงล้มละลายเพราะภาระหนี้พุ่งขึ้นในเวลาอันสั้น
ส่วน
Yen Carry Trade ก็อาศัยหลักการเดียวกัน แต่เกิดขึ้นในระดับโลก
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาก บางช่วงอยู่ที่ 0% หรือแม้แต่ติดลบ นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในประเทศหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น พันธบัตร หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทน
ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือเมื่อค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น และภาระในการคืนหนี้ที่เป็นเงินเยนก็เพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนมากจึงต้องรีบขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ทั่วโลก เพื่อนำเงินกลับไปซื้อเยนและชำระหนี้ กระบวนการนี้เรียกว่า
Unwind Carry Trade
หากการปิดสถานะเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง จะทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ อาจปรับตัวลงแรง จึงมีผู้เปรียบเทียบว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจมีผลกระทบในวงกว้าง คล้ายกับบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เกิดขึ้นในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า
Yen Carry Trade ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่วิกฤตการเงินโลกทุกครั้ง ผลกระทบจะรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของการกู้ยืม ความเร็วในการปิดสถานะ และการรับมือของธนาคารกลางและตลาดการเงินในขณะนั้น
ํYen carry trade อาจจะกลายเป็น ต้มยำกุ้งระดับโลก
ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยใช้ระบบตรึงค่าเงินบาทไว้ใกล้ 25 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินจำนวนมากเชื่อว่าความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีน้อย จึงกู้เงินสกุลดอลลาร์จากต่างประเทศซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำกว่ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือการปล่อยสินเชื่อ เพราะสามารถทำกำไรจากส่วนต่างของผลตอบแทนได้
แต่เมื่อเกิดการโจมตีค่าเงินบาทและรัฐบาลต้องประกาศลอยตัวค่าเงินในเดือนกรกฎาคม 2540 ค่าเงินบาทอ่อนค่าจากประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์ไปแตะระดับกว่า 50 บาทต่อดอลลาร์ในเวลาต่อมา หนี้ที่กู้เป็นเงินดอลลาร์จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อคิดเป็นเงินบาท หลายบริษัทที่เคยมีฐานะดีจึงล้มละลายเพราะภาระหนี้พุ่งขึ้นในเวลาอันสั้น
ส่วน Yen Carry Trade ก็อาศัยหลักการเดียวกัน แต่เกิดขึ้นในระดับโลก
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาก บางช่วงอยู่ที่ 0% หรือแม้แต่ติดลบ นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนต้นทุนต่ำ แล้วนำไปลงทุนในประเทศหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น พันธบัตร หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทน
ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือเมื่อค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น และภาระในการคืนหนี้ที่เป็นเงินเยนก็เพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนมากจึงต้องรีบขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ทั่วโลก เพื่อนำเงินกลับไปซื้อเยนและชำระหนี้ กระบวนการนี้เรียกว่า Unwind Carry Trade
หากการปิดสถานะเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง จะทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ อาจปรับตัวลงแรง จึงมีผู้เปรียบเทียบว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจมีผลกระทบในวงกว้าง คล้ายกับบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เกิดขึ้นในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า Yen Carry Trade ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่วิกฤตการเงินโลกทุกครั้ง ผลกระทบจะรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของการกู้ยืม ความเร็วในการปิดสถานะ และการรับมือของธนาคารกลางและตลาดการเงินในขณะนั้น