จีนเปิดตัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ "ไท่ผิงหลิ่ง" สะท้อนยุคทองพลังงานที่กำลังผลิดอกออกผล
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 2 ของโรงไฟฟ้าไท่ผิงหลิ่ง (Taipingling) ในมณฑลกวางตุ้ง เริ่มผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการแล้ว
โครงการระยะแรกนี้ (ใช้เทคโนโลยี Hualong One) คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 18,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ชีวิตและทำงานของประชาชนเกือบ 2 ล้านคนตลอดทั้งปี
จากยุค "แช่แข็ง" สู่ยุค "เดินเครื่องเต็มกำลัง"
ในช่วงปี 2016-2018 จีนเคยระงับการอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ทั้งหมดเพื่อทบทวนความปลอดภัยอย่างหนัก (ผลจากวิกฤตฟุกุชิมะ) จนกระทั่งปี 2019 จึงเริ่มกลับมาอนุมัติอีกครั้ง ซึ่งโรงไฟฟ้าไท่ผิงหลิ่งก็คือโปรเจกต์แรกๆ ที่ได้ไฟเขียวในตอนนั้น
ปัจจุบันจีนก้าวข้ามช่วงทดลอง และสามารถใช้เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์รุ่นที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นเอง (เช่น Hualong One และ Guohe One) ทำให้สามารถก๊อปปี้โมเดลและสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ตั้งแต่ปี 2022 จีนอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่มากกว่า 10 แห่งต่อปีติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าไท่ผิงหลิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และหลังจากนี้จะมีโรงไฟฟ้าทยอยสร้างเสร็จและเปิดใช้งานอีกเป็นจำนวนมาก
ทำไมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึงมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม?
แม้ปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์จะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4.5% ของไฟฟ้าทั้งประเทศจีนและยังไม่สามารถแทนที่ถ่านหินได้ในระยะสั้น แต่มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ด้วยเหตุผลดังนี้
พลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์มีข้อเสียคือ "ความผันผวน" (แดดไม่ออก ลมไม่พัดก็ไม่มีไฟ) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักที่สามารถจ่ายไฟได้นิ่ง เสถียร และต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อพยุงระบบไฟฟ้าภาพรวมไม่ให้ล่ม
การเติบโตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น การผลิตขั้นสูง, ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) สำหรับ AI, และเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล้วนต้องการกระแสไฟฟ้ามหาศาลและต้องการความเสถียรสูงสุด ซึ่งพลังงานนิวเคลียร์สามารถตอบโจทย์ปริมาณมหาศาลนี้ได้
ช่วยให้พื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมตามชายฝั่ง สามารถลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหิน และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Zero Carbon) เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้
มิตซูบิชิ ลุยพัฒนา "เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จิ๋ว" (SMR) เตรียมใช้งานจริงในญี่ปุ่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายผลักดันการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง 'มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์' (Mitsubishi Heavy Industries) ได้ประกาศเดินหน้าพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่ที่เรียกว่า SMR (Small Modular Reactor) เพื่อนำมาใช้งานจริงในประเทศ ถือเป็นการบุกเบิกตลาดนี้อย่างเต็มตัวครั้งแรกของภาคเอกชนญี่ปุ่น
SMR คือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญคือ "ความปลอดภัยสูง" และ "ต้นทุนการติดตั้งต่ำ" เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ปัจจุบันหลายประเทศเช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ก็กำลังเดินหน้าโครงการนี้อยู่เช่นกัน
นอกจากการพัฒนาเตาปฏิกรณ์แบบเดิมให้ปลอดภัยขึ้นแล้ว มิตซูบิชิยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการพัฒนา SMR โดยเน้นหนักไปที่ระบบรับมือภัยพิบัติอย่าง แผ่นดินไหวและสึนามิ ซึ่งเป็นความท้าทายหลักของประเทศ
รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะเริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR ให้ได้ในช่วงปี 2040 (พ.ศ. 2583) แม้โจทย์ใหญ่คือการสร้างความเข้าใจและยอมรับจากภาคประชาชน แต่การที่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่กระโดดเข้ามาเล่นตลาดนี้เต็มตัว คาดว่าจะช่วยเร่งให้การใช้งานจริงเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
ทำไมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR ถึงสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม?
การมาถึงของเทคโนโลยี SMR ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ของภาคอุตสาหกรรมพลังงานและการผลิต ด้วยเหตุผลดังนี้
ด้วยขนาดที่เล็กกว่าโรงไฟฟ้าแบบเดิมมาก ทำให้ใช้พื้นที่น้อย สามารถประกอบชิ้นส่วนจากโรงงานแล้วนำไปติดตั้งหน้างานได้เลย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำ SMR ไปตั้งใกล้กับเขตอุตสาหกรรมที่กินไฟสูงๆ ได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและข้อจำกัดเรื่องสายส่งไฟฟ้า
SMR ถูกออกแบบระบบระบายความร้อนแบบพึ่งพาธรรมชาติ (Passive Safety) ซึ่งหมายความว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เครื่องจะสามารถระบายความร้อนและหยุดทำงานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าหรือคนควบคุม ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยฟุกุชิมะลดลงอย่างมหาศาล
อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น ศูนย์ข้อมูล Data Center, โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์) ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลที่มีความเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพลังงานหมุนเวียน (แดด, ลม) ยังให้ไม่ได้ SMR จึงเข้ามาตอบโจทย์การเป็น "พลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยคาร์บอน" ควบคู่ไปกับ "ความเสถียรขั้นสุด" ช่วยให้อุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างแท้จริง
ทำไมมหาอำนาจถึงกลับมาเดินเครื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"
จากข่าวของทั้งจีนและญี่ปุ่น เราจะเห็นเทรนด์ระดับโลกที่มหาอำนาจกำลังหันกลับมาพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มตัว
จีน (เน้นสเกลใหญ่ ทำซ้ำได้) หลังจากหยุดชะงักไปหลายปี จีนกลับมาเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบรัวๆ (อนุมัติปีละ 10 แห่ง) เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาเองสุกงอมแล้ว เป้าหมายคือใช้เป็น "พลังงานฐาน" (Baseload) ที่มั่นคง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ทั้ง รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการผลิตขั้นสูง
ญี่ปุ่น (เน้นขนาดเล็ก ปลอดภัยสูง) แม้จะเคยบอบช้ำจากเหตุการณ์ฟุกุชิมะ แต่รัฐบาลและเอกชนยักษ์ใหญ่อย่าง Mitsubishi ก็ตัดสินใจลุยพัฒนาเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) เพราะตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยขั้นสุด ทนแผ่นดินไหว และใช้พื้นที่น้อย เพื่อเป้าหมายพลังงานสะอาดที่เสถียร
นิวเคลียร์กลายเป็น "แม่เหล็ก" ดึงดูด Data Center และ AI
ในยุคที่ AI กำลังครองโลก สิ่งที่ AI และ Data Center ต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่ "ไฟฟ้า" แต่คือ "ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ที่เสถียรตลอด 24 ชม. และต้องเป็นพลังงานสะอาด (Zero Carbon)" พลังงานลมและแสงอาทิตย์ตอบโจทย์เรื่องความสะอาด แต่ไม่ตอบโจทย์เรื่องความเสถียร (แดดร่มลมตกไฟก็หาย) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สหรัฐอเมริกาเริ่มมีความเคลื่อนไหวใหญ่ เช่น Microsoft เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island ที่เคยปิดไปให้กลับมาเดินเครื่องใหม่ เพื่อป้อนกระแสไฟให้ Data Center ของตนเองโดยเฉพาะ หรือ Amazon ก็เพิ่งซื้อ Data Center ที่ตั้งอยู่ติดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลยเพื่อการันตีพลังงาน
#หลายประเทศใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน บ้านเราเท่าที่อ่านปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) ค่อนข้างปลอดภัยและลงทุนต่ำ น่าจะเป็นตัวเลือกที่พอเป็นไปได้ แต่ถึงแม้จะมีในแผน PDP แต่ทำให้เกิดขึ้นนั้นยากพอสมควรอ่ะนะ
ทำไมมหาอำนาจถึงกลับมาเดินเครื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ทำไมมหาอำนาจถึงกลับมาเดินเครื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"